โพสต์ 19 ก.พ. 57 ปรับปรุง 6 มี.ค. 57 119,734 Views

นมพร่องมันเนย

"นมพร่องมันเนย" 

     ในความหมายที่เข้าใจง่ายๆ หมายถึงนมที่แยกไขมันออกไปบางส่วน ให้เหลือไขมันในปริมาณน้อย นมพร่องมันเนยจึงให้พลังงานต่ำ ขณะเดียวกันกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามินเค ก็จะขาดหายไปด้วย

 

โดยทั่วไปนมที่อยู่ในท้องตลาด มี 3 ชนิด ได้แก่

 - นมสด 100% นมที่รีดจากแม่วัวและจำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยวิธีการอุ่นทำลายเชื้อโรค มักเรียกกันว่า “นมแขก” ในกรณีที่บรรจุขายเป็นกลอง สำหรับนมสด 100% ให้ดูที่ข้างกล่อง จะเขียนคำว่า "นมสด 100%" ระบุไว้ชัดเจน

 - นมพร่องมันเนย เป็นนมที่รีดจากแม่วัว และแยกมันเนยออกเพียงบางส่วน กระบวนการผลิตนมพร่องมันเนย นำนมมาแยกมันเนยออกบางส่วน แล้วเอาเนยไปทำอย่างอื่น อาจจะมีมันเนยอยู่ไม่เดินร้อยละ 15 ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมพร่องมันเนยที่วางขายอยู่ในท้องตลาด มีทั้งชนิดยูเอชที และชนิดพาสเจอร์ไรส์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษสีฟ้า

 - นมขาดมันเนย เป็นนมที่รีดจากแม่วัว และแยกมันเนยออกเกือบหมด เรียกกันว่า "หางนม" อาจใส่วานิลลา ช็อคโกแลต และน้ำตาลเข้าไป ดังนั้นหางนมจึงมีสารอาหารครบเกือบทุกตัว ยกเว้น ไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมัน หางนมเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งมีคุณภาพสูง และมีแร่ธาตุพวกแคลเซียมและฟอสฟอรัสด้วย ปริมาณแลคโตสเกือบเท่ากับที่มีอยู่ในน้ำนม หางนมเป็นอาหารที่ดีที่สุดของสัตว์อ่อน และเป็นแหล่งของโปรตีนนมและแร่ธาตุราคาถูกสำหรับมนุษย์

 

ข้อดีของนมพร่องมันเนย

 - นมพร่องมันเนยเป็นนมที่เหมาะสำหรับคนอ้วน คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัวหรือคนที่มีไขมันในเลือดสูงรับประทานไขมันไม่ได้ แต่ต้องการเสริมในส่วนของโปรตีน และแคลเซียม ก็สามารถดื่มนมชนิดนี้ได้

 - นมพร่องมันเนยมีส่วนประกอบของไขมันไม่เกิน 15 % แต่ในส่วนของคุณค่าทางอาหารอื่นๆ ยังมีอยู่ครบ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักมากกว่า ถ้าหากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปและไม่ได้ออกกำลังกาย อาจจะทำให้อ้วนได้ เพราะในนมยังมีไขมันหลงเหลืออยู่

 - สำหรับคนที่ต้องการดื่มนมพร่องมันเนยควรจะดื่มเป็นอาหารเสริมจะดีกว่า ไม่ควรดื่มเป็นอาหารหลักในช่วงเช้า เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต

 - วัยรุ่นไม่ควรดื่มนมแทนน้ำ โดยเฉพาะนมธรรมดา หรือ UHT เพราะอาจทำให้โคเลสเตอรอลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน

 - สำหรับเด็กในเมือง ถ้าต้องการดื่มนมพร่องมันเนยก็ได้ เพราะเด็กพวกนี้จะได้รับสารอาหารที่ขาดไปจากทางอื่นอยู่แล้ว แต่เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชนบท หรือเด็กที่มีร่างกายผอมควรที่จะดื่มนมธรรมดา ซึ่งจะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน

 - นมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนยนั้น จะเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก และคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป เพราะบุคคลในวัยนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากนัก

 

ข้อจำกัดของนมพร่องมันเนย

 - สิ่งที่สำคัญที่ควรทราบ คือ นมพร่องมันเนยไม่ควรให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี รับประทาน ทั้งนี้เพราะเด็กเล็กๆ เป็นวัยที่มีอัตราการเจริญเติบโตของสมองสูงมาก และการเจริญเติบโตของสมองนี้จำเป็นต้องใช้ไขมันเป็นองค์ประกอบร่วมด้วย

 - นมพร่องมันเนยที่เห็นวางขายตามท้องตลาดนั้น ถึงแม้จะมีโปรตีน และแคลเซียม เทียบเท่ากับนมธรรมดาก็ตาม แต่ก็ได้สกัดเอาไขมันบางส่วนจากเนื้อนมออกไป ทำให้พลังงานที่ได้รับต่ำ ขณะเดียวกัน วิตามิน A D E K ที่ละลายในไขมันก็จะหายไปด้วย จึงไม่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะเด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับวิตามินที่ละลายในไขมันได้ด้วย

 - คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้ำหนักตัวมากๆ ยังไม่ต้องกังวลใจ ส่วนใหญ่หลังจากเด็กอายุ 2 ขวบแล้ว น้ำหนักตัวเขาจะลดลงไปได้เอง เพราะพลังงานส่วนเกินของเด็กๆ จะถูกใช้อย่างเต็มที่ไปกับการเล่น การซน จนเกือบหมด ถ้าหลังจากนั้น เด็กอ้วนมากขึ้นหรือมีน้ำหนักเกินค่ามาตราฐานมาก จึงพิจารณาควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมต่อไป

แคลเซียมในนมพร่องมันเนย

 - แหล่งอาหารแคลเซียมที่สำคัญ คือ นมและผลิตภัณฑ์นม ทั้งนี้เพราะมีปริมาณแคลเซียมสูงประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อนมหรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย (240 กรัม) และได้มีการศึกษาแล้วว่าร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ดี

 - สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว หรือดื่มนมไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่น เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ปลาที่กินได้ทั้งก้าง กุ้งแห้ง งา คะน้า เต้าหู้ที่ใช้เกลือแคลเซียมตกตะกอน เป็นต้น อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งที่ดีของแคลเซีย เช่นกัน เพียงแต่ข้อมูลการนำไปใช้ในร่างกายยังมีไม่มากนัก คงต้องมีการศึกษาวิจัยกันต่อไป ยกเว้นคะน้าที่มีการศึกษาในต่างประเทศว่าร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ดี และเต้าหู้ที่ใช้แคลเซียมซึ่งร่างกายดูดซึมได้ดีเหมือนกัน

 - อาหารบางอย่างมีสารจำพวกออกซาเลทสูง ทำให้ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมได้ เช่น ผักพื้นบ้านบางชนิด พวกผักโขม ยอดกระถิน เป็นต้น

 - การที่ร่างกายได้รับโปรตีน โซเดียม คาเฟอีน มากเกินไป มีผลทำให้สูญเสียแคลเซียม โดยถูกขับออกทางปัสสาวะ เพิ่มขึ้น

 - สำหรับผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ สามารถเลือกรับประทานอาหารอย่างอื่นที่มีแคลเซียมหรือโปรตีนเป็นส่วนประกอบแทนได้ เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เพราะมีไขมันพืชสามารถย่อยได้ดีกว่า อีกทั้งสัดส่วนของโปรตีนและแคลเซียมไม่ต่างจากนมธรรมดามากนักสามารถดื่มแทนกันได้ และที่สำคัญน้ำนมถั่วเหลืองยังมีสารเลซิติน ที่ช่วยเสริมสร้างบำรุงสมอง ซึ่งต่างจากนมพร่องมันเนยที่ไม่มีสารดังกล่าว

 - โดยปกติแล้วคนที่ดื่มนมเพราะต้องการแคลซียมและโปรตีนจากนม แต่ในส่วนคนที่ไม่สามารถดื่มนมได้เพราะไม่ย่อยนั้น แนะนำให้บริโภคโยเกิร์ตทดแทน โดยเฉพาะที่เป็นถ้วยๆ เพราะในโยเกิร์ตจะมีจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยได้ดี แต่โยเกิรต์จะมีราคาแพงกว่านมอยู่เกือบ 2 เท่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถบริโภคปลาตัวเล็กได้ เพราะมีแคลเซียมไม่ต่างจากนม

บทบาทของแคลเซียม

 - ปัจจุบันแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในความสนใจของทั้งนักวิชาการ และผู้บริโภคทั่วไปอยู่มาก ร้อยละ 99 โดยประมาณของแคลเซียมที่อยู่ในตัวเรานั้นจะอยู่ในส่วนที่เป็นกระดูก จึงมีการรณรงค์ให้ดื่มนมวัว ซึ่งเป็นแหล่งที่ดีของแร่ธาตุชนิดนี้ หรือรับประทานอาหารอื่นที่เป็นแหล่งของแคลเซียมตั้งแต่วัยเด็กเพื่อการเจริญเติบโตและการมีโครงสร้างของกระดูกที่แข็งแรง และบริโภคเป็นประจำตลอดชีวิต เพื่อรักษาสภาพที่ดีของกระดูกไว้ร่วมกับการออกกำลังกาย

 - การสร้างและสลายกระดูก ถ้าจะพูดไปก็คือการนำแคลเซียมไปสะสมในกระดูกและการละลายเอาแคลเซียมออกมาจากกระดูกนั่นเอง แคลเซียมที่ละลายออกมาก็จะไปอยู่ในกระแสเลือด และส่งกระจายไปยังอวัยวะอื่น เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ของมันตามความจำเป็น เมื่อเราได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ แต่ร่างกายจำเป็นต้องใช้จึงต้องถอนออกจากธนาคาร ซึ่งก็คือโครงกระดูก ถ้าแคลเซียมขาดแคลนบ่อยๆ กระดูกของเราก็อ่อนแอลง มีความหนาแน่นน้อยลง ร่างกายจึงต้องได้แคลเซียมเพียงพอตั้งแต่วัยเด็ก คือมีเงินลงทุนตั้งต้นมากๆ ไว้ก่อน จากนั้นก็ต้องมีทุนสะสมมาเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถสร้างกระดูกที่มีความหนาแน่นสูงสุด และรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

 - สำหรับคนไทย ในปัจจุบันนักวิชาการแนะนำให้ได้รับแคลเซียมจากอาหาร 800 มิลลิกรัมต่อวัน ตามปริมาณสารอาหารที่แนะนำ ให้บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

 - เมื่อกินแคลเซียม จะต้องกินแมกนีเซียมซัลเฟตด้วย เพราะแมกนีเซียมซัลเฟตเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ช่วยให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก แมกนีเซียมซัลเฟตมีอยู่ในผักสด ในเต้าหู้ ผักใบเขียว เช่น ใบคะน้า เป็นต้น

 - การที่ร่างกายได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารประจำวันอย่างพอเพียง หากไม่รับประทานอาหารซ้ำซาก ส่วนใหญ่มักจะเพียงพอต่อความต้องการประจำวันของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องได้แคลเซียมเสริม นอกจากบางคนอาจได้แคลเซียมไม่พอเพียงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนอย่างชัดเจน เช่น โครงสร้างของกระดูกบอบบาง หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

 - จากโครงการวิจัยการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในคนไทย พบว่า คนไทยมีความแตกต่างจากชาวตะวันตก ในปัจจัยสำคัญๆ ที่ควบคุมเมตาบอลิสซึมของแคลเซียมคือ คนไทยกินแคลเซียมน้อยกว่า คนไทยกินโปรตีนและเกลือแกงน้อยกว่า คนไทยมีระดับวิตามินดีในเลือดพอเพียงและไม่ลดลงตามอายุ คนไทยมียีนชนิดที่ความสามารถดูดแคลเซียมจากลำไส้ได้ดีกว่า จากความแตกต่างดังกล่าวนี้ จึงมีข้อสันนิษฐานว่า ปริมาณที่เหมาะสมของแคลเซียมที่คนไทยอายุต่างๆ ควรจะได้รับในแต่ละวันอาจจะน้อยกว่าปริมาณในคนตะวันตก

 - อาหารประจำวัน ซึ่งเป็นอาหารไทยๆ หาได้ง่ายๆ ราคาไม่แพง และมีสารอาหารแคลเซียมสูง ได้แก่ กุ้งแห้งตัวเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ, กุ้งฝอย 1 ช้อนโต๊ะ, กะปิ 2 ช้อนชา, ปลาสลิด 1 ตัว, งาดำคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ, เต้าหู้ 1 ก้อน, ถั่วเหลืองสุก 10 ช้อนโต๊ะ, ถั่วเขียวสุก 10 ช้อนโต๊ะ, ใบยอ 1 ถ้วยตวง, มะขามฝักสด 10 ฝัก, ผักคะน้า 1 ถ้วยตวง, มะเขือพวง 1 ถ้วยตวง

 - แหล่งแคลเซียมที่ดีที่สุด คือ นม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากนม รองลงมาก็คือ ปลาเล็กที่กินทั้งกระดูก กะปิ ในขณะที่แคลเซียมจากผักจะดูดซึมไม่ดี เนื่องจากปริมาณสารไฟเตตและออกซาเลต จะรบกวนการดูดซึมแคลเซียม

ธงโภชนาการ (โภชนบัญญัติ 9 ประการ)

 - กินอาหารครบ 5 หมู่ ดูแลน้ำหนักตัว

 - กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับแป้ง

 - กินพืชผัก ผลไม้ ให้มากๆ

 - กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว

 - ดื่มนมให้เหมาะสมกับวัย

 - กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร

 - หลีกเลี่ยงการกินอาหารหวานจัด เค็มจัด

 - กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน

 - งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การบริการทางการแพทย์กีฬามหาวิทยาลัยโลก

1 กรกฎาคม 2556 3.990

ในเดือนสิงหาคม 2550 นี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 24 (24th UNIVERSIADE BANGKOK 2007) ระหว่างวันที่ 8-18 สิงหาคม 2550 ซึ่งหลายๆ ท่านบอกว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีคนเข้าร่วมมากเป็นอันดับรองจากกีโอลิมปิกทีเดียว ดังนั้นการบริการทางการแพทย์ (Medical Services) สำหรับผู้ที่เข้ามาร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

เหตุการณ์วุ่นวายในสนามฟุตบอล

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.580

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา โดยท่านส.ว.วรวุฒิ โรจนพานิช ประธานฯ ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนา เรื่อง “การศึกษา และค้นหาปัญหา และสาเหตุการก่อความรุนแรงของแฟนบอล เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทในสนามฟุตบอล”

อาการหอบ

8 มีนาคม 2556 4.166

อาการหอบ คือ อาการหายใจลำบาก มักมีหายใจเร็วร่วมด้วย ผู้ป่วยที่มีอาการหอบ สังเกตได้จากมักหายใจเร็วขึ้น ซี่โครงบานออก ทรวงอกยกสูงขึ้นขณะหายใจเข้า ช่องที่อยู่ระหว่าง และเหนือซี่โครงบุ๋มลง มักมีจมูกบานถ้าหอบเหนื่อยมาก อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเสียงดัง

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ