โพสต์ 6 ต.ค. 62 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 125,291 Views

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง (stye หรือ hordeolum) เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา ใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาสามารถรักษาได้ด้วยยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ

ตากุ้งยิงสามารถพบได้ทุกอายุ ทุกเพศ เป็นการอักเสบของหนังตา สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมีต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” ทำให้มีก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้

ทุกท่านคงจะเห็นลักษณะของตากุ้งยิงว่าเป็นอย่างไรมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะบอกได้ว่าลักษณะของตุ่มที่ตาอย่างนี้เป็นตากุ้งยิงได้ไม่ยาก แต่ที่พบเป็นปัญหาเสมอมานั่นก็คือ การที่เป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก พอตุ่มแรกหายไปเริ่มจะสบาย อีกตุ่มหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว

สาเหตุ

  • กุ้งยิงเกิดขึ้นเนื่องจากต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วมีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความต้านทานของร่างกายลดน้อยลง รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนน้อย ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ร่างกายอ่อนแอลง รวมไปถึงพวกใช้สายตามาก สายตาผิดปกติแล้วไม่แก้ไข
  • เกิดจากมือไม่สะอาดมาถูไถบริเวณตา ก็จะเกิดเป็นตากุ้งยิงได้ง่าย สาเหตุสำคัญที่สุดทีทำให้เปลือกตาไม่สะอาด เกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
  • กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ ได้แก่ เชื้อหนอง Staphylococcus aureus หากไม่รักษาหนองอาจจะหายเองได้หรืออาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อนซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น
  • ใช้เครื่องสำอางแล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด
  • สาเหตุอาจเกิดจากการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด

อาการ

  1. ผู้ป่วยจะมาด้วยมีก้อนที่เปลือกตา อาจเห็นเป็นตุ่มหนองหรือตุ่มอักเสบ และมีอาการปวดหนังตา เวลาที่กรอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวดมากขึ้น
  2. บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา ในกรณีที่บวมมากตาจะปิด บางรายอาจพบหนองไหลออกจากเปลือกตา ซึ่งหากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว
  3. น้ำตาไหล บางรายมีอาการคันที่ตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอม บางคนมีอาการแพ้แสงแดด

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตากุ้งยิง

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ
  • ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

การตรวจร่างกาย

หากมีปัญหาก้อนที่ตาและมีอาการปวด ควรจะไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด แพทย์จะตรวจเปลือกตาทั้งด้านในและด้านนอกของเปลือกตาเพื่อแยกว่าเป็นชนิดภายในหรือภายนอก อาจจะพบว่าตาแดงเนื่องจากมีการอักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย

การวินิจฉัย

แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยได้จากลักษณะอาการ และการตรวจตาอย่างละเอียด ไม่จำเป็นต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมแต่อย่างใด

การวินิจฉัยแยกโรค

  1. xanthelasma ลักษณะเป็นก้อนไขมันสีเหลืองนูนสูงที่เปลือกตา ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ บ่งบอกว่าผู้นั้นอาจมีระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติ
  2. papillomas ลักษณะเป็นก้อนนูนสีชมพูหรือสีผิวหนัง โตช้า อาจมีผลต่อสายตาได้
  3. cysts ลักษณะเป็นถุงน้ำขนาดเล็ก

การรักษา

  1. สำหรับกุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 6 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้
  2. ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้
  3. ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมด้วย
  4. กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง
  5. ไม่ควรขับรถในช่วงที่เป็นกุ้งยิง อาจเกิดอุบัติเหตุได้
  6. ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ

การผ่าระบายหนอง

  • ใช้มีดเบอร์เล็กๆหรือเข็มเจาะบริเวณหัวหนอง โดยมากให้เจาะจากด้านในของเปลือกตา เนื่องจากว่าการเจาะจากด้านนอกจะทำให้เกิดแผล นอกเสียจากว่าหัวหนองนั้นอยู่ใกล้เปลือกตาด้านนอก หากมีหัวหนองหลายแห่งก็ต้องเจาะหลายที่
  • หากเจาะจากด้านในของเปลือกตาให้เจาะตั้งฉากกับเปลือกตา หากเจาะจากด้านนอกให้เจาะขนานกับเปลือกตาเพื่อป้องกันการดึงรั้งของแผล
  • ห้ามกรีดขอบหนังตาเพราะจะไปทำลายต่อมขนตา และไม่ควรเจาะทั้งด้านในและด้านนอกพร้อมกัน อาจจะทำให้เกิดเป็นรู

การใช้ยาหยอดตา

  1. Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมากให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่เป็นน้อยป้ายวันละ 2-3 ครั้ง
  2. Tobramycin ophthalmic solution หยอดตา 1-2 หยดทุก 4 ชั่วโมง
  3. Tobramycin ophthalmic ointment ป้ายแผลทุก 4 ชั่วโมง

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน

  1. Erythromycin ขนาด 250 มิลลิกรัม รับประทานก่อนอาหารทุก 6 ชั่วโมง
  2. Cloxacillin ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
  3. Dicloxacillin ให้ขนาด 125-250 มิลลิกรัม รับประทานทุก 6 ชั่วโมง
  4. Tetracycline ขนาด 250-500 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

การดูแลตัวเอง

  • ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 6-8 ครั้ง
  • ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออก หากหนองแตกเองก็ให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้ำต้มสุก
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • งดทาเครื่องสำอาง
  • หลีกเลี่ยงการใส่เลนส์สัมผัส

ภาวะแทรกซ้อน

  1. หากไม่รักษา ในบางรายอาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนแข็ง เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
  2. ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู
  3. อาจจะทำให้ตาอักเสบ
  4. กุ้งยิงที่กลับเป็นซ้ำบ่อยๆ
  5. การติดเชื้อกระจายไปที่ต่อมขนตา หรือเนื้อเยื่อรอบๆเปลือกตา

การป้องกัน

  • ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสผิวหนังรอบเปลือกตา
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ
  • กุ้งยิงเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไปมักรักษาให้หายได้ภายใน 5-7 วัน การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้การอักเสบหายเร็วขึ้น
  • ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรเช็ดไขมันส่วนเกินออกจากบริเวณขอบของเปลือกตา และควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป
  • ผู้ที่เป็นกุ้งยิงบ่อยๆ ต้องส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ โอกาสที่กุ้งยิงจะเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีกจะลดน้อยลงไป

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • สายตาผิดปกติ
  • อาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ
  • พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา
  • เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด
  • เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด
  • มีอาการแพ้แสงแดด
  • กุ้งยิงกลับเป็นซ้ำหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว
  • ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

158 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไขมัน : ความสำคัญต่อร่างกาย

6 มิถุนายน 2556 2.816

ร่างกายคนเราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญครบทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ จึงจะทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ได้ตามปกติ

หากท่าน (นักฟุตบอล) ไม่รู้...... คงสู้เขาไม่ได้ (ตอนที่ 1)

26 สิงหาคม 2556 3.554

เลคแรกของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก กำลังจะจบสิ้นลงในเวลาอันใกล้นี้ ทีมใดมีคะแนนนำ มีแพ้มีชนะกันทีมละกี่ครั้ง คงจะได้มีการทบทวนกันในหมู่สต๊าฟโค้ช ผู้จัดการทีม แพทย์ นักกายภาพบำบัด ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว กินติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด

26 ตุลาคม 2558 77.548

แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจาจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ