World Hypertension League และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (Thai Hypertension Society) ได้รณรงค์จัดกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนัก และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การดูแลรักษาภาวะความดันโลหิตสูงด้วยตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา อีกทั้งเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย World Hypertension League ได้กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) ซึ่งคำขวัญวันรณรงค์ความดันโลหิตสูงโลกประจำปี พ.ศ. 2555 นี้ คือ “Healthy Lifestyle, Healthy Blood Pressure” หรือ “ใช้ชีวิตดี ความดันโลหิตดี”
World Hypertension League และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย (Thai Hypertension Society) ได้รณรงค์จัดกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนัก และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การดูแลรักษาภาวะความดันโลหิตสูงด้วยตนเอง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา อีกทั้งเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย World Hypertension League ได้กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) ซึ่งคำขวัญวันรณรงค์ความดันโลหิตสูงโลกประจำปี พ.ศ. 2555 นี้ คือ “Healthy Lifestyle, Healthy Blood Pressure” หรือ “ใช้ชีวิตดี ความดันโลหิตดี”

การมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดี (Healthy Lifestyle)
การมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดี ย่อมส่งผลดีต่อความดันโลหิต กุญแจหลัก 3 ประการ ที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดี ประกอบด้วย
1. เฝ้าระวังน้ำหนักตัว (Watch Your Weight) เนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไปเป็นปัจจัยที่ทำให้ ความดันโลหิตสูง การใช้ดัชนีมวลกาย หรือที่เรียกว่า Body Mass Index (BMI) เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยประเมิน เรื่องน้ำหนักตัว โดยคำนวณได้จาก
| BMI = น้ำหนักตัว (หน่วยกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วยเมตร) ยกกำลังสอง |
ถ้า BMI ที่คำนวณได้มี
ค่าน้อยกว่า 18.5 แสดงว่า น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
ค่าระหว่าง 18.5 ถึง 24.9 แสดงว่า น้ำหนักปกติ
ค่าระหว่าง 25 ถึง 29.9 แสดงว่า น้ำหนักเกิน (overweight)
ค่าระหว่าง 30 ถึง 39.9 แสดงว่า อ้วน
ค่ามากว่า 40 แสดงว่า เป็นโรคอ้วน (obese)
2. เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ (Make Healthy Food Choices) การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็น การกำหนดพฤติกรรมที่ดีสำหรับการรับประทานอาหาร ไม่ใช่การอดอาหาร ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างแรกคือ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 3 มื้อต่อวัน มีเคล็ดลับง่ายๆ ให้ลองทำดังนี้
1) ลองลดปริมาณอาหารที่รับประทาน
2) รับประทานอาหารช้าๆ เพราะการรับประทานอย่างรวดเร็วจะทำให้ได้รับปริมาณอาหารมากเกินจำเป็น
3) ลดปริมาณโซเดียม หรือปริมาณเกลือที่รับประทาน โดยปฏิบัติดังนี้
- อ่านฉลากอาหารทุกครั้งและเลือกอาหารที่มีเกลือให้น้อยที่สุด
- เวลาทำอาหาร ไม่ควรเพิ่มหรือเติมเกลือ
- ปรุงรสอาหารด้วยสมุนไพรสด น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู
- ทำน้ำซอสต่างๆ เอง แทนการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีขายในท้องตลาด
4) จำกัดปริมาณอาหารที่ผ่านกระบวนการอาหารแช่แข็ง และอาหารจานด่วน เช่น ขนมปัง คุกกี้ เค้ก
เบอร์เกอร์ พาย พิซซ่า แต่ให้เลือกรับประทานสิ่งเหล่านี้แทน
- ผักและผลไม้หลากหลายสี ถามตัวเองทุกวันว่า “วันนี้รับประทานผักบ้างหรือยัง”
- พยายามรับประทานมังสะวิรัตสัปดาห์ละ 1 มื้อ
- รับประทานถั่วเต็มเมล็ดเป็นอาหารว่าง
- รับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกินที่แนะนำต่อวัน (ตามรายละเอียดในตารางที่ 3)
3. ใช้ชีวิตแบบกระฉับกระเฉง (Live an Active Life) โดยหมั่นออกกำลังกาย เลือกกิจกรรมที่ชอบเช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ทำสวน หรือกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข และดีต่อสุขภาพ อาจใช้เวลาออกกำลังกาย หรือขยับเคลื่อนไหวง่ายๆ ครั้งละ 10 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ กรณีที่บ้านอยู่ใกล้ที่ทำงาน ก็ให้เดินมาทำงาน แทนการใช้รถส่วนตัว หรือเดินไปรับประทานอาหารกลางวันแทนการนั่งรถ หรือควรลุกขึ้นยืดแข้งยืดขา และเดินไปมาในที่ทำงานทุกชั่วโมง หรือหลังเลิกงานก็ควรออกไปเล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อนบ้านบ้าง1

การมีความดันโลหิตที่ดี (Healthy Blood Pressure)
สำหรับการมีความดันโลหิตที่ดีนั้น สิ่งที่ควรทราบมีดังนี้
1. ค่าความดันโลหิตตัวเลขแรก (คนทั่วไปนิยมเรียกว่าค่าความดัน “ตัวบน”) เป็นค่าความดันโลหิตสูงสุด ขณะหัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure หรือ SBP) ค่า SBP ที่น้อยกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าปกติสำหรับผู้ใหญ่ ส่วนค่าตัวเลขหลัง (หรือ “ตัวล่าง”) เป็นความดันโลหิตที่วัดได้ระหว่างการบีบตัวแต่ละครั้งเมื่อหัวใจอยู่ในช่วงพัก (Diastolic Blood Pressure หรือ DBP)
2. การวัดความดันโลหิตด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ ที่สามารถวัดได้เองที่บ้าน มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้
ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ภาวะความดันโลหิตสูง หมายถึง ค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท เป็นภาวะเรื้อรัง ทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยมีความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยหลายรายเป็นความดันโลหิตสูงอยู่หลายปี โดยไม่รู้ตัวมาก่อน เนื่องจากไม่มีอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รักษา จะทำลายผนังหลอดเลือดแดง และอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ภาวะความดันโลหิตสูงจึงเปรียบเสมือน “ฆาตกรเงียบ” ที่บั่นทอนสุขภาพของเราทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว1 โดยคาดการณ์ว่า 1 ใน 5 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะความดันโลหิตสูง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 7.1 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของความพิการ ที่ป้องกันได้ร้อยละ 4.6 ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้รายงานว่า ความดันโลหิตตัวบนสูงเกิน 115 มิลลิเมตรปรอท มีโอกาสเทำให้เกิด ภาวะอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 62 และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดร้อยละ 49 ดังนั้นความดันโลหิตที่สูงมากขึ้นจะเพิ่มอัตราเสียชีวิต จากโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ความดันโลหิตสูงยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคไตอีกด้วย
โดยทั่วไปเมื่อทราบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์จะประเมินความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ร่วมด้วย เนื่องจากความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และประเมินความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตสู โดยใช้เกณฑ์ของ Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure (JNC 7) ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ประเภทความรุนแรงของความดันโลหิตสูงสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป2
| ประเภทความรุนแรง | ความดันโลหิตตัวบน หรือ SBP (หน่วยมิลลิเมตรปรอท) |
ความดันโลหิตตัวล่าง หรือ DBP (หน่วยมิลลิเมตรปรอท) |
| ความดันโลหิตปกติ | น้อยกว่า 120 | และ น้อยกว่า 80 |
|
ระยะก่อนเกิดภาวะความดันโลหิตสูง (Prehypertension) |
120 – 139 | หรือ 80 – 90 |
| ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 (Stage I Hypertension) | 140 – 159 | หรือ 90 – 99 |
| ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 (Stage II Hypertension) |
เท่ากับหรือมากกว่า 160 | หรือ เท่ากับหรือมากกว่า100 |
จุดประสงค์ในการประเมินผู้ที่สงสัยว่าจะมีภาวะความดันโลหิตสูง3 ได้แก่
1. เพื่อยืนยันว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงจริงหรือไม่ ด้วยการวัดความดันโลหิตจากเครื่องวัดที่เป็นปรอท (Mercury Sphygmomanometer) ถ้าค่าความดันโลหิตที่วัดได้เท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือถ้าใช้ เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดอัตโนมัติแล้ววัดค่าความดันโลหิตได้เท่ากับหรือมากกว่า 135/85 มิลลิเมตรปรอท ก็ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูง (โดยทั่วไปค่าความดันโลหิตที่วัดจากเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ จะได้ค่าต่ำกว่าเครื่องวัดที่เป็นปรอทประมาณ 5 มิลลิเมตรปรอท)
2. เพื่อตรวจว่ามีการทำลายอวัยวะอื่น หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูงแล้วหรือไม่ เช่น ภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ความผิดปกติของจอประสาทตา (hypertensive retinopathy) หรือตรวจพบโปรตีนอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ ฯลฯ
3. เพื่อตรวจหาโรคอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอีก 10 ปีข้างหน้า ดังตารางที่ 2
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจากภาวะความดันโลหิตสูงนั้นไม่ได้พิจารณาจาก ระดับความดันโลหิตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ร่วมด้วย ได้แก่ อายุ เพศ ประวัติการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารรสเค็ม ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) ประวัติโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควรในครอบครัวคือ ในเพศชายที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนอายุ 55 ปี และในเพศหญิงก่อนอายุ 65 ปี ประวัตินอนกรนและหยุดหายใจเป็นพักๆ ซึ่งบ่งถึงโรคทางเดินหายใจส่วนต้น อุดตันขณะนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) การตรวจพบร่องรอยของการทำลายอวัยวะ (Target Organ Damage) รวมไปถึงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดส่วนปลาย และโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง
ตารางที่ 2 การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้า3
|
ปัจจัยเสี่ยง
|
ความดันโลหิต (มิลลิเมตรปรอท)
|
||
| ระดับอ่อน (SBP 140-159 หรือ DBP 90-99) |
ระดับปานกลาง (SBP 160-179 หรือ DBP 100-109) |
ระดับรุนแรง (SBP ≥ 180 หรือ DBP ≥ 110) |
|
| 1. ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ | เพิ่มเล็กน้อย | เพิ่มปานกลาง | เพิ่มสูง |
| 2. มีปัจจัยเสี่ยง 1 - 2 ข้อ | เพิ่มปานกลาง | เพิ่มปานกลาง | เพิ่มสูงมาก |
| 3. มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ร่วมกับมีภาวะ Metabolic Syndrome หรือมีการทำงานที่ผิดปกติของ อวัยวะอื่นเนื่องจากความดันโลหิตสูง หรือมีโรคเบาหวาน | เพิ่มสูง | เพิ่มสูง | เพิ่มสูงมาก |
| 4. เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคไต | เพิ่มสูงมาก | เพิ่มสูงมาก | เพิ่มสูงมา |
หมายเหตุ: เพิ่มเล็กน้อย หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้าน้อยกว่า 15%
เพิ่มปานกลาง หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 15 – 20%
เพิ่มสูง หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 20 – 30%
เพิ่มสูงมาก หมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้ามากกว่า 30%
4. เพื่อตรวจหาภาวะความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)3 เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคเนื้องอก Pheochromocytoma (พบเนื้องอกร่วมกับความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง หรือความดันโลหิตขึ้นๆ ลงๆ) โรคหลอดเลือดไตผิดปกติ โรคเนื้องอกต่อมหมวกไต ฯลฯ
การประเมินเหล่านี้จะช่วยแพทย์ ในการตัดสินใจที่จะเริ่มให้ยาลดความดันโลหิต และการรักษาอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ภาวะความดันโลหิตสูงนั้นส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดร่องรอยการทำลายอวัยวะเช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก ชา แขนขาอ่อนแรงชั่วคราวหรือถาวร ตามัวหรือตาข้างหนึ่งมองไม่เห็นชั่วคราว ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เท้าบวมเวลาบ่ายหรือเย็น ปวดขาเวลาเดินระยะทางสั้นๆ
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูง
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายหลักสำคัญคือ เพื่อลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพื่อลดอัตราตายจากโรคดังกล่าว รวมถึงโรคไต โดยค่าความดันโลหิตที่พึงประสงค์คือ น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท และถ้ามีโรคเบาหวานหรือโรคไตร่วมด้วย ควรควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท
การรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบ่งได้เป็น 2 วิธี ได้แก่
1. การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modifications) ซึ่งควรทำทุกราย เพื่อลดระดับความดันโลหิต และลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ รวมถึงอาจช่วยลดการใช้ ยาลดความดันโลหิตให้น้อยลงได้ รายละเอียดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแสดงไว้ในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง2,3
| การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม | ข้อแนะนำ | ผลต่อการลดระดับความดัน SBP (โดยประมาณ) |
| การลดน้ำหนัก | ให้ดัชนีมวลกาย หรือ BMI อยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9 |
5 – 20 มิลลิเมตรปรอท ต่อน้ำหนักตัวที่ลดลง 10 กิโลกรัม |
| การวางแผนการรับประทานโดยใช้ DASH (Dietary Approach to Stop Hypertension) | รับประทานผักและผลไม้ให้มาก ลดปริมาณไขมันในอาหารโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว |
8 – 14 มิลลิเมตรปรอท |
| การจำกัดเกลือหรือโซเดียมในอาหาร | ให้ลดการรับประทานเกลือโซเดียมให้น้อยกว่า 100 มิลลิโมลต่อวัน (โซเดียม 2.4 กรัมหรือโซเดียมคลอไรด์ 6 กรัม) | 2 – 8 มิลลิเมตรปรอท |
| การออกกำลังกาย | ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วๆ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และควรทำให้ได้เกือบทุกวัน | 4 – 9 มิลลิเมตรปรอท |
| การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ | สำหรับผู้ชายให้จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 ดื่ม (drinks) ต่อวัน สำหรับผู้หญิง และคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย ให้จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ดื่ม (drink) ต่อวัน (1 ดื่ม (drink) เทียบเท่ากับ 24 ออนซ์ของเบียร์ หรือ 10 ออนซ์ของไวน์ หรือ 3 ออนซ์ 80 proof ของวิสกี้) |
2 – 4 มิลลิเมตรปรอท |
2. การรักษาด้วยการรับประทานยาลดความดันโลหิต ก่อนการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิต ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้าก่อน ผู้ป่วยทุกราย จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในระดับสูงหรือสูงมาก แพทย์จะเริ่มให้ยาลดความดันโลหิต ทันที ดังแสดงในตารางที่ 4
ตารางที่ 4 แนวทางการให้ยาลดความดันโลหิต3
| ความเสี่ยง | ความดันโลหิต (มิลลิเมตรปรอท) | ||
| ระดับอ่อน (SBP 140-159 หรือ DBP 90-99) |
ระดับปานกลาง (SBP 160-179 หรือ DBP 100-109) |
ระดับรุนแรง (SBP ≥ 180 หรือ DBP ≥ 110) |
|
| 1. ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ | ปรับพฤติกรรม 2-3 เดือน ให้เริ่มยาเมื่อคุมความดันโลหิตไม่ได้ | ปรับพฤติกรรม 2-4 สัปดาห์ ให้เริ่มยาเมื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต |
| 2. มีปัจจัยเสี่ยง 1 – 2 ข้อ | ปรับพฤติกรรม 2-4 สัปดาห์ ให้เริ่มยาเมื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ | ปรับพฤติกรรม 2-4 สัปดาห์ ให้เริ่มยาเมื่อควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต |
| 3. มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ร่วมกับมีภาวะ Metabolic Syndrome หรือมี การทำงานที่ผิดปกติ ของอวัยวะอื่น เนื่องจาก ความดันโลหิตสูง หรือมีโรคเบาหวาน | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต |
| 4. เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคไต | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต | ปรับพฤติกรรมและให้ยาลดความดันโลหิต |
ยาลดความดันโลหิตที่นิยมใช้กันทั่วโลก และให้ผลดีในระยะยาว มี 4 กลุ่มหลักต่อไปนี้3
1. Thiazide-Type Diuretics เช่น Hydrochlorothiazide (HCTZ) เป็นต้น
2. Calcium Channel Blockers (CCBs) เช่น Nifedipine, Amlodipine, Felodipine เป็นต้น
3. Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACEIs) เช่น Enalapril, Lisinopril เป็นต้น
4. Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) เช่น Losartan, Valsartan เป็นต้น
ส่วนยากลุ่มอื่นๆ ได้แก่ Beta-blocker เช่น Atenolol, Carvedilol จะใช้เป็นยาขนานแรกในกรณีที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น เช่น ความดันโลหิตสูงหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่วนยาอื่นเช่น Methyldopa, Clonidine, Reserpine เป็นยาที่ใช้ลดความดันโลหิตได้ดี และราคาถูก แต่มีอาการข้างเคียงค่อนข้างมาก และมีประสิทธิภาพในระยะยาวน้อย จึงมักใช้เป็นยาลำดับหลังๆ หรือใช้เพื่อเสริมฤทธิ์ของยากลุ่มหลัก สำหรับผู้ป่วยที่ยังคุมความดันโลหิตให้ถึงเกณฑ์ เป้าหมายไม่ได้3
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ต้องได้ยาเพื่อลดระดับความดันโลหิต และเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งการรักษา ด้วยยาลดความดันโลหิตสูงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญอีกประเด็นหนึ่งของใช้ยาลดความดันโลหิตคือ อาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะความดันโลหิตต่ำขณะลุกเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) ทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือวูบในขณะที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนท่าทางเร็วเกินไป ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการเคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนท่าช้าๆ อย่างไรก็ตามหากมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที และควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหากต้องใช้ยาใหม่ เพื่อระวังเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยา ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยใน การใช้ยาและเพื่อประสิทธิผลที่ดีในการรักษาต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. World Hypertension League. Healthy Lifestyle Healthy Blood Pressure. World Hypertension Day (WHD) 2012 Brochure.
2. Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman WC, Green LA, Izzo JL, et al. Seventh report of the Joint National Committee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure (JNC 7). Hypertension 2003;42:1206-52.
3. สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป. (Guidelines on the treatment of hypertension) 2012.
ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ : ผู้เรียบเรียงบทความ เภสัชกรสรากร ละอองแก้ว
ที่ปรึกษาบทความ นพ. สุรชัย รุ่งธนาภิรมย์ อายุรแพทย์
Disclaimer การสงวนสิทธิ์ |
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที