11
Mar 13
User Rating:  / 2
PoorBest 

โรคไตเรื้อรังมีความสำคัญกับเราอย่างไร : โรคไตเรื้อรังมีความสำคัญกับเราอย่างไร : จากการศึกษา[1]ในปี พ.ศ. 2545 พบว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายลำดับต้นๆ  คาดการณ์ว่าจะเป็นสาเหตุต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ. 2573  และข้อมูลจาก national  kidney foundation[2]  พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองนั้นคือ โรคไตเรื้อรัง

ไตเป็นอวัยวะในร่างกายอยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลัง บริเวณบั้นเอว มีอยู่สองข้าง รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ทำหน้าที่ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย , ควบคุมสมดุล น้ำ เกลือ และแร่ธาตุอื่นๆ , สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ในขบวนการสังเคราะห์วิตามินดี ช่วยในการควบคุมแคลเซียมและฟอสฟอรัส,   Erythropoietin ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและ renin ในการควบคุมความดันโลหิต

มารู้จักโรคไตเรื้อรังกันเถอะ :  โรคไตเรื้อรังคือ ภาวะที่มีการทำงานของไตค่อยๆลดลงอย่างช้าๆในเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี จนกระทั่งสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรโดย มีสาเหตุมาจากการเสื่อมตามอายุหรือมีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  โรคแพ้ภูมิตัวเอง  ถุงน้ำในไตเป็นต้น ปัจจุบันมีการแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ(ตารางที่ 1)ตามอัตราการกรองของไต ซึ่งวิธีการคำนวนมีหลายวิธี ปัจจุบัน[2]นิยมใช้ CKD EPI Creatinine เนื่องจากมีความถูกต้องแม่นยำสูง

ตารางที่ 1 ระยะของโรคไตเรื้อรัง

 

โรคไตเรื้อรังมีอาการอย่างไรบ้าง :  โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะ 1 , 2 และ 3 มักมีอาการแสดงเล็กน้อย

บวม  มักจะบวมทั้งตัว ระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และใบหน้า อาจจะรู้สึกว่าแหวนหรือรองเท้าคับขึ้น  ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง  ถ้าบวมไม่มากอาจสังเกตไม่เห็น ลองใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อยจะมีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่า บวม

ปัสสาวะเป็นฟอง เกิดจากมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ

ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะคนเราจะมีสีเหลืองใส  อาจมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อยถ้าดื่มน้ำน้อย  ถ้าปัสสาวะที่ออกมามีสีออกแดงหรือเป็นแบบสีน้ำส้างเนื้อแสดงว่ามีเลือดออกจากทางเดินปัสสาวะ    คนปกติไม่ควรมีปัสสาวะเป็นเลือด ในผู้ป่วยหญิงการเก็บปัสสาวะต้องเก็บหลังหมดประจำเดือน  5 – 7 วัน

ปัสสาวะบ่อย คนเราแต่ละคนจะมีความถี่บ่อยของการปัสสาวะแตกต่างกัน  ขึ้นกับการฝึกหรือนิสัยส่วนตัว  รวมทั้งปริมาณน้ำที่ดื่มและน้ำที่เสียไปทางเหงื่อกับอุจจาระ  การที่มีปัสสาวะบ่อยกว่าที่เคยเป็นอยู่   ในระยะเริ่มต้นอาจสังเกตได้ไม่ชัดเจน  อาการที่ต้องนึกถึงว่ามีปัสสาวะบ่อยผิดปกติก็คือ การตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืน

ปัสสาวะน้อยลง เมื่อคนเราดื่มน้ำมากปริมาณปัสสาวะมักจะมากขึ้น  เมื่อดื่มน้ำน้อยปัสสาวะก็มักจะน้อยลงเช่นกัน  แต่หากดื่มน้ำมากแต่ปัสสาวะไม่ออกมากตามหรือปัสสาวะไม่ออกเลย  มักเกิดจากการทำงานของไตเสียไป  ดังนั้นเมื่อสังเกตว่าปัสสาวะน้อยลงให้ลองรับประทานน้ำเพิ่มขึ้นและสังเกตว่ามีปัสสาวะมากขึ้นหรือไม่  หากยังคงมีปัสสาวะออกน้อยถึงแม้จะดื่มน้ำมากขึ้นแล้วควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาโดยทันที

อาการดังกล่าวจะรุนแรงขึ้นในระยะที่ 4 และ 5 ร่วมกับมีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียน ซีด อ่อนเพลีย คัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มีภาวะน้ำเกิน  สับสน เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังทำอย่างไร : แพทย์จำเป็นต้องได้ประวัติครบถ้วนเนื่องจาก การวินิจฉัยต้องอาศัยระยะเวลาที่ป่วย อย่างน้อยสามเดือน ร่วมกับอัตราการกรองของไตลดน้อยกว่า 60 มล/นาที/1.73 ตารางเมตร หรือมีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าไตมีการถูกทำลาย เช่น ผลชิ้นเนื้อของไต หรือ โปรตีนรั่วในปัสสาวะมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ มีภาพถ่ายทางรังสีพบว่า ไตมีขนาดเล็ก มีถุงน้ำ เล้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบ เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับแพทย์ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ

ผู้ป่วยที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง : ผู้ป่วยโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง แพ้ภูมิตนเอง หัวใจและหลอดเลือด ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง ได้รับยาหรือสารพิษที่ทำลายไต อายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ตรวจพบนิ่วในไต มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง

การ ชะลอ ป้องกัน รักษาโรคไตเรื้อรัง  : ให้ทำการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังร่วมกับ

  • ถ้ามีความดันโลหิตสูงให้ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับ 130/80 มม. ปรอท
  • ลดโปรตีนในปัสสาวะให้น้อยกว่า 0.5 กรัมต่อวัน  โดยใช้ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI, ARB
  • ถ้าเป็นเบาหวานให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาหม้อ ยาสมุนไพร
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือด
  • ควบคุมพฤติกรรมชีวิต เช่น งดสูบบุหรื่ ลดน้ำหนัก ให้ดรรชนีมวลกายอยู่ในรเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • การบริโภค รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในสัดส่วนที่พอเหมาะตามที่แพทย์กำหนด งดอาหารเค็ม
  • และถ้าไม่สามารถชะลอโรคไตเรื้อรังได้ ควรเตรียมการรักษาด้วยวิธี การฟอกเลือด การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตตามความเหมาะสม


เอกสารอ้างอิง

  1. Mathers, C.D. and D. Loncar, Projections of global mortality and burden of disease from 2002 to 2030. PLoS Med, 2006. 3(11): e442.
  2. National Kidney, F., KDOQI Clinical Practice Guideline for Diabetes and CKD: 2012 Update. Am J Kidney Dis, 2012. 60(5): 850-86.

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

ผู้เรียบเรียงบทความ: นายแพทย์บุริน เลาหะวัฒนะ  อายุรศาสตร์โรคไต

บทความที่เกี่ยวข้อง: World Kidney Day 2013

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที