04
Dec 06
User Rating:  / 24
PoorBest 

imageภาวะดื้อต่ออินสุลิน (Insulin resistance)เป็นภาวะที่เกิดขึ้นภายในร่างกายโดยผู้ป่วยไม่ปรากฏอาการแต่อย่างใด ที่สำคัญคือจะส่งผลทำให้ผู้นั้นมีมความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นกว่าคนปกติ ภาวะดื้อต่ออินสุลินจะเกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนอินสุลินที่สร้างจากตับอ่อนในปริมาณที่ปกติ แต่ฮอร์โมนอินสุลินกลับไม่สามารถทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ สาเหตุหลักเนื่องจากโมเลกุลของอินสุลินไม่สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภายในเซลล์ได้ ตับอ่อนจึงจำเป็นต้องสร้างและหลั่งอินสุลินออกมาเพิ่มเติม จนกระทั่งในที่สุดเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้น จากการศึกษาพบว่าประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยที่เกิดภาวะภาวะดื้อต่ออินสุลิน ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ และเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้น เรียกว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน แม้กระทั่งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ไม่ว่าจะรักษาด้วยยารับประทานหรือยาฉีดก็ตาม อาจมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินสุลิน

โรคเบาหวานกับอินสุลิน

โรคเบาหวานเกิดจากน้ำตาลในกระแสเลือดมีปริมาณสูงขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อของร่างกาย ไม่สามารถนำน้ำตาลนั้นไปใช้เป็นพลังงาน หรือนำไปใช้ได้ไม่เต็มที่ ทำให้น้ำตาลซึ่งร่างกายดูดซึมมาจากทางเดินอาหาร มีปริมาณมากในกระแสเลือดและจะล้นออกมากับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานและปัสสาวะมีปริมาณมาก การที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดขึ้นเนื่องจากขาดฮอร์โมนอินสุลิน หรือประสิทธิภาพของอินสุลินลดลงจากภาวะดื้อต่ออินสุลิน เบาหวานจัดเป็นภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย กลุ่มของฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากอินสุลิน ก็ยังมีฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) และฮอร์โมนอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งนับวันจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น อินคริตินฮอร์โมน (incretin) เป็นตัวอย่างหนึ่งของฮอร์โมนในกลุ่มนี้ ที่กำลังถูกนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

image

หน้าที่ของอินสุลิน

อินสุลิน (insulin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตับอ่อนเป็นอวัยวะภายในช่องท้องโดยอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร นอกจากผลิตฮอร์โมนอินซูลินแล้ว ตับอ่อนยังผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนชนิดอื่นอีกด้วย อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินสุลิน เซลล์ทั่วร่างกายจะมีโปรตีนตัวรับอินซูลินที่เยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า insulin receptor ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดขบวนการดึงกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออินสุลินในเลือดจับกับโปรตีนตัวรับของอินสุลินที่ผิวเซลล์เท่านั้น กลูโคสเมื่อเข้าสู่ภายในเซลล์ก็จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการเพื่อสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ หรือเก็บไว้ในรูปของกลัยโคเจนที่สะสมในตับและกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่าโรคเบาหวานชนิดพึ่งอินสุลิน เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินสุลิน ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการฉีดอินสุลินเข้าสู่ร่างกาย ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง หรือที่เรียกว่าโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน ร่างกายไม่ได้ขาดอินซูลินแต่พบว่าปัญหาอยู่ที่ตัวรับอินซูลินหรือที่เรียกว่า insulin receptor เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินขึ้น การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องใช้ยาที่ลดภาวะดื้อต่ออินสุลิน และในบางครั้งจำเป็นต้องให้อินสุลินร่วมด้วย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่มักพบเกิดขึ้นร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

image

ประวัติการค้นพบอินสุลิน

อินสุลินเป็นฮอร์โมนชนิดแรกที่สังเคราะห์ขึ้นได้ ค้นพบโดย Banting และ Best ในปี 1922 ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ การศึกษาครั้งนั้นเขาได้ทำการผูกท่อภายในตับอ่อนสุนัขจำนวนมาก รอเวลาจนกระทั่งเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยในตับอ่อนสุนัขเหล่านั้นตายจนหมดสิ้น และถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันตามกลไกทางธรรมชาติ จากนั้นจึงได้นำกลุ่มเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนมาสกัด พบว่าเป็นโปรตีนโมเลกุลเล็กที่ต่อมาได้มีการศึกษาวิจัยส่วนประกอบทางเคมีเพิ่มเติมอีกมากมาย จนพบว่าอินซูนลินมีน้ำหนักโมเลกุลเพียง 5808 ดาลตัน ประกอบขึ้นด้วยกรดอะมิโนทั้งหมด 51 ตัว โมเลกุลของอินซูลินประกอบด้วยกรดอะมิโนเรียงตัวกันเป็นโซ่เอ chain A และโซ่บี chain B และมีเปปไทด์เชื่อมให้เป็นสายเดียวกัน สายเอ มีกรดอะมิโน 21 ตัว สายบี มีกรดอะมิโน 30 ตัว สายเอและสายบีเชื่อมกันโดยพันธะไดซัลไฟด์ สองพันธะภายในสายเอยังมีพันธะไดซัลไฟด์อีกหนึ่งพันธะ

ต่อมาในปี 1955 Sanger ค้นพบโครงสร้างปฐมภูมิของฮอร์โมนอินสุลิน และได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการศึกษาวิจัยดังกล่าว

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที