29
Dec 11
User Rating:  / 4
PoorBest 

ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ไปแข่งขันกับทีมชาติปาเลสไตน์, ทีมชาติออสเตรเลียและทีมชาติโอมาน (ในประเทศไทย)  ในการแข่งขัน 3 แมทช์ที่ผ่านมาของการแข่งขันรอบที่ 3 ของการคัดเลือก ทีมฟุตบอลของประเทศในทวีปเอเชียเพื่อเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกที่บราซิล ในอีก 3 ปีข้างหน้า ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความพร้อมในด้านต่างๆของทีมฟุตบอลชาติไทย ในบางแง่บางมุม ซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยคาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำทีมฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการทีม โค้ช และผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ประจำทีม ตลอดจนนักกายภาพบำบัดและแพทย์ประจำทีม แต่ผมต้องขอบอกไว้ล่วงหน้าว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ  อาจจะถูกอาจจะผิด คงไม่มีสูตรสำเร็จของการทำทีมฟุตบอลให้ประสบความสำเร็จ ท่านลองอ่านดูแล้วกันนะครับ


1. องค์ประกอบของทีม

ทีมชาติไทยชุดนี้มีคุณอนุชา นาคาศัย เป็นผู้จัดการทีมและคุณสามารถ  ทรัพย์พจน์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม มีโค้ชชาวต่างชาติคนใหม่ชาวเยอรมัน มร.วินนี่  วินฟรีด  เชเฟอร์ ซึ่งเคยมีผลงานในการคุมทีมชาติคาแมรูน เข้าแข่งขันฟุตบอลโลกมาแล้ว มีโอกาสเข้ามารับผิดชอบการทำทีมชาติไทยไม่นานนัก  โดยมีโค้ชคนไทย 2 ท่านคือ สุรชัย  จตุรภัทรพงศ์และสุรศักดิ์  ตังสุรัตน์ เป็นผู้ช่วย ก่อนที่จะพาทีมไปแข่งขันกับทีมปาเลสไตน์ หากจะเปรียบเทียบกับโค้ชอิตาลี แซดเซเรอนี (อดีตโค้ชทีมเอซีมิลาน) ของทีมชาติญี่ปุ่น ที่คุมทีมไปได้แชมป์เอเชี่ยนคัพ เมื่อต้นปีที่แล้วที่โดฮา กาตาร์ โดยเขามีโอกาสเตรียมทีมฝึกซ้อมทีมชาติญี่ปุ่นเพียง 2 เดือนเท่านั้น  ก่อนนำทีมสู่กาตาร์และคว้าแชมป์เอเชี่ยนคัพไปครองได้ โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรเลีย 1 ต่อ 0 ในช่วงต่อเวลาโดยฝีมือของผู้เล่นสำรองที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงมา ดังนั้นโค้ชวินนี่ ของทีมชาติไทย ก็มีโอกาสเข้ามาทำทีมชาติไทยในช่วงสั้นๆ  เช่นเดียวกัน พวกเราคนไทยคงต้องคอยดูความสำเร็จของทีมชาติไทยในอนาคตต่อไปจากนี้ ที่คนไทยมีความรู้สึกที่ดีต่อทีมฟุตบอลชาติไทยจากผลงานของการคุมทีมของโค้ชคนใหม่ในการแข่งขัน 4 แมทช์ที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังมีโค้ชผู้รักษาประชาวเยอรมันที่อยู่ทีมเดียวกับโค้ชก็ได้มีโอกาสมาดูแลการฝึกซ้อมให้กับผู้รักษาประตูทีมชาติไทยชุดนี้ด้วย ตั้งแต่ก่อนเดินทางไปแข่งขันกับทีมชาติออสเตรเลียเมื่อ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา

สำหรับทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์การกีฬานั้น ทางทีมชาติไทยก็จะมีนักกายภาพบำบัดประจำทีม 1 ท่าน (คุณยงศักดิ์  เลิศดำรงเกียรติ) และมีนักกายภาพบำบัดชาวเยอรมันอีก 1 ท่านช่วยกันดูแลในเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บ การยึดเอ็นและกล้ามเนื้อ ตลอดจนการรักษาการบาดเจ็บด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด เช่น การใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัด เครื่องอัลตร้าซาวด์ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนในการรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้จะมีผมในฐานะแพทย์ประจำทีม จะเป็นหัวหน้าทีมดูแลและประเมินความพร้อมของนักฟุตบอลแต่ละคน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับทีมงานโค้ชในการจัดตัวผู้เล่นที่เหมาะสมในแต่ละเกมส์

สำหรับเจ้าหน้าที่ท่านอื่น ทางทีมชาติไทยจะมีเลขานุการประจำทีม มีหมอนวดประจำทีม และเจ้าหน้าที่ประจำทีมในการสนับสนุนความพร้อมของอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้และเสื้อผ้าในการเตรียมการฝึกซ้อมและการแข่งขันของทีม นอกจากนี้เวลาไปแข่งขัน ในต่างประเทศ ก็จะมีเลซองมาช่วยประสานงานในเรื่องต่างๆให้ ซึ่งที่ผ่านมาเลซองของแต่ละประเทศก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีมากทีเดียว

ความเห็น ในด้านการบริหารจัดการทีมฟุตบอล นับว่ามีความพร้อมมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหรือมากกว่าทีมชาติไทยบางทีมในอดีต ที่ผมเคยมีประสบการณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีจำนวนมากมาย ทีมชาติญี่ปุ่นที่มีองค์ประกอบของเจ้าหน้าที่ประจำทีมซึ่งอาจมีมากกว่าทีมชาติไทยถึง 2-3 เท่าทีเดียว อย่างไรก็ตามความเหมาะสมแค่ไหนคงต้องดูความจำเป็นที่ทางทีมต้องการและมีประโยชน์จริงๆ สำหรับทีม ยกตัวอย่างเช่น ทีมชาติของประเทศอื่นบางทีม จะมีทีมงานด้านการบันทึกเทปการฝึกซ้อม การแข่งขัน แล้วเอาภาพการทำหน้าที่ของผู้เล่นแต่ละคนมาวิเคราะห์และชี้ให้ผู้เล่นแต่ละคนได้เห็นภาพการเล่นจริงๆของตนเอง เพราะการสอนที่ดีนั้น จะต้องมีสื่อให้ทำให้นักฟุตบอลมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หากใช้การพูด การเขียนกระดาษ คงจะไม่เหมือนการใช้ภาพเคลื่อนไหว จากการเล่นจริงที่บันทึกเอาไว้ นำมาเรียนรู้ เพื่อความเข้าใจในการเล่นที่ดีขึ้นในนัดต่อๆไป

สำหรับโค้ชชาวเยอรมันท่านนี้ ก็ได้ใช้ภาพการแข่งขันครั้งก่อนๆ มาศึกษาและนำช่วงสำคัญๆ ที่ต้องการชี้เฉพาะถึงแทคติกการเล่นมาสอนแก่นักฟุตบอลทีมชาติทั้งทีมเวลาประชุมร่วมกัน และบางครั้งเป็นการสอนเฉพาะตัว เหมือนติวเตอร์วิชาการอื่นๆ ที่มีการสอนแบบตัวต่อตัว เลยทีเดียว

 

 

2. ตัวนักฟุตบอลทีมชาติไทย

ก่อนอื่นผมขอยกตัวอย่างทีมชาติญี่ปุ่นที่เป็นแชมป์ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2011  ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ โดยการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 เพิ่งเสร็จสิ้นไปไม่นานนัก แต่ทีมชาติชุดแชมป์นี้มีนักฟุตบอลที่ร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเพียง  10 คนเท่านั้น มีผู้เล่นที่อายุต่ำกว่า 25 ปี 11 คน โดยโค้ชชาวอิตาลีให้เหตุผลแก่ผู้สื่อข่าวว่า หากวัตถุประสงค์เพื่อการเป็นแชมป์เอเชี่ยนคัพแต่เพียงอย่างเดียว เขาคงพิจารณาเอาผู้เล่นทุกคนที่เล่นในฟุตบอลโลก 2010 มาทั้งทีม แต่เขาคิดว่าควรที่จะมีการปรับเลี่ยนตัวผู้เล่น เพื่อให้ทีมชาติญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อหันกลับมาดูตัวนักฟุตบอลทีมชาติไทยที่โค้ชวินนี่ ได้เลือกให้เข้ามาร่วมทีมชาติไทยตั้งแต่แข่งขันกับปาเลสไตน์ แข่งขันกับทีมชาติออสเตรเลียละทีมชาติโอมาน จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายทั้งผู้เล่นที่ติดทีมชาติมานาน มีประสบการณ์สูง มีผู้เล่นที่ยังไม่เคยติดทีมชาติเลย มีบางคนเคยติดทีมชาติมานานมากแล้ว กลับมาติดทีมชาติอีกในครั้งนี้ เท่าที่ผมทราบทางโค้ชและทีมผู้ช่วยโค้ชคนไทย จะติดตามนักฟุตบอลที่เข้าแข่งขันในพรีเมียร์ลีก โดยเฝ้าดูจากการแข่งขันจริงๆ หากนักฟุตบอลคนใดแสดงฝีเท้าได้ดีเข้าตา ก็จะถูกเรียกตัวเข้ามาร่วมฝึกซ้อมทดสอบ จนโค้ชมั่นใจในผู้เล่นทุกคนที่ไปกับทีมว่ามีความสามารถที่ใกล้เคียงกันและสามารถทดแทนกันได้ตลอดเวลา

สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาที่โค้ชวินนี่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นคือ นักฟุตบอลที่ถูกเรียกเข้ามาเล่นให้ทีมชาติไทยบางท่าน อาจมีอาการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจากการแข่งขัน และได้รับการรักษามาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่หายเป็นปกติ ทางโค้ชก็ต้องมาประเมินความสมบูรณ์ และความฟิตร่วมกับแพทย์ประจำทีมในการคัดตัวหรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นในบางแมทช์ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ข้อมูลจากการสังเกตของทางทีมงาน มีข้อสรุปว่า การวอร์มอัพ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ อาจไม่มากหรือนานเพียงพอ ซึ่งต้องเป็นการให้ความรู้และปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างโค้ชของทีมสโมสรและโค้ชทีมชาติไทยเพื่อหาแนวทางร่วมกัน เหมือนอย่างที่ผ่ายแพทย์ของฟีฟ่าได้แนะนำ วิธีการวอร์มอัพ ที่เรียกว่า “เดอะ อิเลเว่น พลัส”  (The 11+) ที่ถูกคิดค้นและทดลองมาแล้วว่าได้ผลจริงต่อทีมฟุตบอล มีการบาดเจ็บลงลงได้ อาจมากถึง 50% เลยทีเดียว

ในวันที่ 9 กันยายน นี้ นับเป็นโอกาสดีที่จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างโค้ชทีมสโมสรฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีกและโค้ชทีมชาติไทย เพื่อพูดคุยและหารือร่วมกันและหาความร่วมมือในการทำงานให้สอดคล้องกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกทีม ซึ่งแน่นอนที่สุดก็คือทำอย่างไรที่จะทำให้นักฟุตบอลแต่ละคนมีความฟิตสมบูรณ์สูงสุด ไม่มีการบาดเจ็บทั้งการฝึกซ้อมและจากการแข่งขันมาเลย หากมีอาจเป็นเพียงเล็กๆน้อยๆ หากทำได้ทุกทีมที่ได้ผุ้เล่นท่านนั้นไป ย่อมได้ประโยชน์สูงสุดไปด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ตัวผู้เล่นที่ต้องเล่นให้กับสโมสรและทีมชาติไทย ตัวผู้เล่นก็มีความสมบูรณ์ทางร่างกาย ปราศจากการบาดเจ็บที่รุนแรง สโมสรเองที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำทีม ก็ได้ประโยชน์เต็มๆจากนักฟุตบอลที่ไม่มีการบาดเจ็บ และแน่นอนที่สุดทีมชาติไทยก็จะได้นักฟุตบอลชั้นดีของแต่ละสโมสรที่ปราศจากการบาดเจ็บหรือบาดเจ็บน้อยที่สุด ผลการแข่งขันของทีมชาติไทยก็จะได้ผลที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน

สำหรับความตั้งใจของตัวนักฟุตบอลทีมชาติไทยนั้น ผู้เล่นทุกคนก็จะต้องมีศักยภาพสูงสุดของประเทศในแต่ละตำแหน่ง ซึ่งจะต้องมาจากการฝึกซ้อมให้มีความฟิตสูงสุด โดยเฉพาะทางด้านแอโรบิค (หัวใจ ปอด การไหลเวียนของโลหิต) ตลอดจนความแข็งแกร่งของระบบกล้ามเนื้อ และแน่นอนทักษะในการเล่นฟุตบอล (Football Skill) ตลอดจนทีมเวิร์คที่เกิดจากการฝึกซ้อมการทำความเข้าใจในการเล่น โดยอาศัยความรู้ความสามารถของโค้ชและทีมงานต่างๆของทีม สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เกิดความแข็งแกร่งทั้งในแง่การเล่นและทางด้านจิตใจ ที่มีความพร้อมในการต่อสู้กับทุกทีมที่พบกันในสนามแข่งขัน ซึ่งสำหรับทีมชาติไทยชุดนี้ องค์ประกอบเหล่านี้มีมากในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยดูได้จากการเล่นตลอด 90 นาที ยังไม่มีความแข็งแกร่งสม่ำเสมอ ยังมีโอกาสพัฒนาในด้านนี้อยู่อีก

ผมขอจบเนื้อหาสำหรับสัปดาห์นี้ไว้เพียงเท่านี้ สวัสดีครับ


ผู้เขียน: นอ.(พิเศษ) นพ.ไพศาลจันทรพิทักษ์
Email:  This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share