โพสต์ 8 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 ต.ค. 62 12,659 Views

โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ

หรือที่เรียกว่า antibiotic-associated diarrhea เป็นโรคที่พบได้ประปรายในเวชปฏิบัติ และเป็นโรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันได้มาก ใน ร่างกายของคนปกติ จะพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดอาศัยอยู่ในลำไส้ ซึ่งถือว่าเป็นจุลชีพเฉพาะถิ่น เชื้อพวกนี้อาศัยอยู่ในลำไส้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดโรคแต่อย่างใด บางชนิดยังช่วยทำให้หน้าที่บางอย่างให้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจพบการลุกลามของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วการลุกลามของเชื้อโรคไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เนื่องจากในภาวะปกติร่างกายจะมีกลไกที่สามารถควบคุมเชื้อจุลชีพเฉพาะถิ่นไม่ ให้เจริญเติบโตมากเกินไป
 
แต่เมื่อกินยาปฏิชีวนะ สมดุลของร่างกายจะเปลี่ยนไป เนื่องจากยาปฏิชีวนะ จะทำลายแบคทีเรียที่เป็นจุลชีพเฉพาะถิ่นในลำไส้ ยาปฏิชีวนะจะทำลายเชื้อแบคทีเรียไปเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดภาวะเสียสมดุลของจุลชีพในลำไส้ ส่วนใหญ่ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่อาการเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลว ซึ่งอาการถ่ายเหลวจะหายไปหลังจากหยุดยาปฏิชีวนะไม่นาน แต่ก็มีบางครั้งที่ยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อแบคทีเรียไปมาก จนกระทั่งทำให้แบคทีเรียสายพันธุ์ที่ก่อโรคบางชนิดแบ่งตัวแพร่กระจายโดยร่างกายไม่สามารถควบคุมได้
 
เชื้อแบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า Clostridium difficile (C. difficile) สามารถเจริญเติบโตได้ดีมากในลำไส้แบคทีเรียชนิดนี้ สร้างสารทำลายผนังลำไส้ และทำให้ลำไส้อักเสบ ภาวะลำไส้อักเสบนี้เรียกว่า colitis อาการท้องเสียเป็นน้ำจะเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง และมีไข้ต่ำ ๆ อาจถ่ายเหลวจนกระทั่งผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะขาดสารน้ำในร่างกาย ในบางรายเชื้อแบคทีเรียทำ ให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่สำคัญสองชนิด ชนิดเแรกเรียกว่า pseudomembranous colitis โดยเกิดเป็นพังผืดที่ผนังลำไส้ที่อักเสบ ชนิดที่สอง อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ทะลุได้ซึ่งเป็นอันตรายมาก
 
เชื้อแบคทีเรีย C. difficile จะ อาศัยอยู่ในลำไส้ ได้ในภาวะปกติ ร้อยละ 5 พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์คนชรา อาจพบการกระจายของเชื้อจากผู้ป่วยรายหนึ่งไปยังคนอื่น ๆ ได้ การติดเชื้อของแบคทีเรียที่ชื่อ C. difficile เกิดจากการที่ไม่ได้ล้างมือให้ดี การใช้ห้องน้ำ หรือแพร่เชื้อผ่านทางโถส้วม ถาดอุจจาระ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลจะพบมีเชื้อนี้อยู่ในลำไส้ประมาณร้อยละ 20 เมื่อได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ จะเกิดการลุกลามของเชื้อ C. difficile ยาปฏิชีวนะที่พบว่าเป็นสาเหตุ ได้แก่ คลินดามัยซิน clindamycin (Cleocin) แอมปิซิลลิน ampicillin และเศฟาโลสปอริน cephalosporins โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศฟาเล็กซิน cephalexin (Keflex)
 
อาการของโรค
อาการท้องเสียเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ เนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อหยุดยาปฏิชีวนะที่เป็นสาเหตุ อาการต่าง ๆ จะทุเลาน้อยลง และหายไปในเวลา 2-3 วัน ในกรณีที่อาการรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลว ปวดมวนท้อง กดเจ็บที่บริเวณหน้าท้อง อุจจาระมีมูกเลือดปนออกมา บางรายอาจมีไข้ก่อนที่จะเริ่มท้องเสียก็ได้ และยังพบว่าบางรายผู้ป่วยปรากฏอาการถ่ายเหลวหลังจากที่หยุดยาปฏิชีวนะไปแล้ว
 
การวินิจฉัยโรค
โรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถ ให้การวินิจฉัยได้จากประวัติอาการที่ผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาในกลุ่มคลินดามัยซิน, แอมปิซิลลิน และเศฟาโลสปอริน อาการถ่ายเหลวที่เกิดขึ้นอาจมากหรือน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรค การตรวจอุจจาระไม่พบหลักฐานของการติดเชื้อ หรือเชื้อก่อเหตุแต่อย่างใด การตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจพิจารณาตรวจหาเชื้อ C. difficile หรือตรวจแอนติบอดี้ต่อเชื้อนี้
 
แนวทางการรักษา
ผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก อาการไม่รุนแรง และกลุ่มที่สอง อาการรุนแรง
 
ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง หลัก การรักษาเหมือนกับโรคท้องเสียทั่วไป ที่สำคัญ ได้แก่ การทดแทนสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไปกับอุจจาระ ทั้งนี้อาจพิจารณาใช้ผงเกลือแร่หรือสารอิเล็กโตรลัยต์ที่มีสัดส่วนเหมาะสม พิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดหากมีข้อบ่งชี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารแป้งและผลิตภัณฑ์นม ในระยะสองสามวันแรก รวมทั้งอาหารที่มีกากปริมาณมาก การใช้ยาแก้ท้องเสียในผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการใช้ยาแก้ท้องเสียบางครั้งอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี สาเหตุที่เป็นเช่นนนั้นสืบเนื่องมาจาก การที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย C. difficile รวมทั้งสารพิษที่เชื้อแบคทีเรีย C. difficile สร้างขึ้น ให้ออกมาทางอุจจาระได้
 
ในกรณีที่อาการรุนแรง เช่น ท้องเสียจำนวนมากและไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง ผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดสารน้ำและอิเล็กโตรลัยต์ขั้นรุนแรง หรือเริ่มเข้าสู่ภาวะช็อค แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. difficile เช่น metronidazole (Flagyl) หรือ vancomycin (Vancocin)
 
ประมาณร้อยละ 3 ของผู้ป่วยโรคท้องเสียที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ที่ กิดจากเชื้อแบคทีเรีย C. difficile จะมีอาการรุนแรงมาก เช่น พบว่ามีไข้สูง หรือปวดท้องอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังพอาจพบโรคแทรกซ้อนที่สำคัญ เรียกว่า toxic megacolon ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษา ปัจจุบันสามารถตรวจพบ toxic megacolon ได้ง่ายโดยการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ของช่องท้อง บางรายที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลำไส้ทะลุ ศัลยแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเป็นการฉุกเฉิน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคต้อหิน

15 กุมภาพันธ์ 2557 4.369

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ พอทราบก็มักจะใกล้บอดแล้ว ที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตาจะบอดในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล

กล่องเสียงอักเสบ

10 สิงหาคม 2556 3.334

กล่องเสียงอักเสบอาจเกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค เป็นต้นหรืออาจเกิดจากการใช้เสียงมากเกินไปเช่น ตะโกน ตะเบ็ง ร้องเพลงนานๆโดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีอาการระคายเคืองในคอ เจ็บคอ เสียงแหบหรือพูดไม่มีเสียง อาจมีอาการไอหรือเสมหะร่วมด้วย

ปัสสาวะเป็นเลือด

21 สิงหาคม 2556 2.366

ปัสสาวะคนเราจะมีสีเหลืองใส อาจจะมีสีเข้มขึ้นนิดหน่อยถ้าหากว่าดื่มน้ำน้อย หรือว่ากลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ ถ้าปัสสาวะที่ออกมาเริ่มมีสีแดง หรือมีสีที่คล้าย ๆ สีน้ำล้างเนื้อ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ