โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 30,878 Views

แพ้ลิปสติก

แพ้ลิปสติก

 ผู้ที่มีอาการแพ้ลิปสติก จะมีอาการแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าผู้นั้นแพ้มากหรือแพ้น้อย หากแพ้น้อยอาจ

จะมีอาการเพียงริมฝีปากแห้งคัน ผู้ที่มีอาการแพ้ลิปสติก จะมีอาการแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าผู้นั้นแพ้

มากหรือแพ้น้อย หากแพ้น้อยอาจจะมีอาการเพียงริมฝีปากแห้งคัน แต่หากแพ้มาก อาจเกิดอาการ

ริมฝีปากอักเสบ บวมหรือหายใจไม่ออก เมื่อมีอาการแพ้ต้องหยุดใช้ลิปสติกแท่งนั้นทันที แล้วเปลี่ยน

ไปใช้ลิปสติกชนิดอื่นแทน เช่น ใช้ลิปสติกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม

การแพ้เครื่องสำอางนั้นส่วนใหญ่เป็นไปเฉพาะแต่ละบุคคล ฉะนั้นบางคนอาจแพ้ แต่บางคนไม่แพ้

สำหรับลิปสติกพบว่ามี 1 ใน 5 ล้านคน ที่มีอาการแพ้ลิปสติกโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการใช้

ลิปสติกทาบนริมฝีปากซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อน วันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานาน อาจ

ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น

การแพ้ลิปสติกนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสารปนเปื้อนในน้ำหอมและสี แต่แนวโน้มการแพ้ลิปสติกได้ลด

ลงมาเป็นลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากผู้ผลิตใช้วัตถุดิบที่บริสุทธิ์ขึ้น มีสารปนเปื้อนน้อยในการผลิตลิปสติก

นอกจากนี้การทาลิปสติกโดยใช้นิ้วมือ อาจทำให้เกิดติดเชื้อที่ริมฝีปากได้

สาเหตุของการแพ้ลิปสติก

  1. น้ำหอมในลิปสติก อาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้
  2.  
  3. สีในลิปสติก อาจมีสารปนเปื้อน ทำให้แพ้ได้ และสีบางชนิดทำให้ริมฝีปากไวต่อแสงแดด
  4.  
  5. ลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อย อาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตกทำให้แพ้ง่าย
  6.  
  7. สารตัวเติมอื่นๆ บางตัวมีฤทธิ์เป็นตัวเร่งการแพ้

ลิปสติก

  1. ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่ใช้แต่งริมฝีปาก เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากสวยงามและปกปิดความบกพร่องของริมฝีปาก
  2.  
  3. หากลิปสติกมีส่วนผสมของสารต้องห้าม เช่น สารนิเกิล โลหะ หรือสารตะกั่ว ซึ่งจะอยู่ในสีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดพิษรุนแรง และพิษดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม หรือลอกเป็นขุย
  4.  
  5. แม้จะเป็นลิปสติกที่ได้มาตรฐานทั่วไป แต่การใช้ลิปสติกทาบนริมฝีปาก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนวันละหลายครั้ง และสัมผัสริมฝีปากเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายกว่าผิวหนังบริเวณอื่น โดยสาเหตุของการแพ้นั้น มาจากน้ำหอมที่เป็นส่วนผสมในลิปสติก หรืออาจมีสารบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการแพ้
  6.  
  7. สีในลิปสติกบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ส่วนลิปสติกที่มีไขมันและน้ำมันน้อย อาจทำให้ริมฝีปากแห้งแตก ทำให้แพ้ง่าย เป็นต้น โดยระยะในการแพ้จะอยู่ในช่วง 7-10 วัน ที่ผ่านมาพบว่าสีลิปสติกที่ทำให้ผู้ใช้แพ้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มที่ให้สีสด คือ สีส้ม ชมพู และสีแดง แต่การแพ้นั้นไม่ได้เกิดทุกคน
  8.  
  9. ปัจจุบันลิปสติกถูกออกแบบมาให้เราเลือกใช้มากมายหลายแบบ ทั้งแบบเนื้อครีมมันแวววาว แบบเนื้อด้าน และอีกหลายแบบมากมาย เวลาเลือกซื้อลิปสติก ควรลองทาจริงบนริมฝีปากก่อน นอกจากทดสอบความเนียนละเอียดของเนื้อลิปสติกแล้ว สีสันของลิปสติกที่เห็นตามเคาน์เตอร์นั้น จะไม่ใช่สีจริงที่จะได้เห็นบนริมฝีปากจริง เวลาทดลองสีลิปสติก ควรดูว่าสีสันที่ปรากฏนั้นเป็นที่พอใจหรือยัง ควรทดลองดมกลิ่นของลิปสติกด้วยว่า เป็นกลิ่นที่รับได้หรือไม่ เพราะลิปสติกแต่ละยี่ห้อจะมีกลิ่นไม่เหมือนกัน ต้องมั่นใจว่า เมื่อทาลิปสติกลงบนริมฝีปากแล้ว จะไม่สร้างความรำคาญให้เกิดขึ้น
  10.  
  11. บางคนนิยมเลือกเลือกลิปสติกชนิดที่มี moisture เพื่อปกป้องให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ ส่วนใหญ่จะเลือกเฉดสีให้เหมาะสมกับ eye shadow และ brush ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่มีสีสันให้เลือกมากที่สุด แต่โดยปกติแล้ว ผู้หญิงจะมีสีลิปสติกที่ถูกใจอยู่เพียงไม่กี่สี อาจนำสีลิปสติกที่มีอยู่แล้ว นำมาผสมกัน กลายเป็นสีใหม่ได้

ลักษณะลิปสติกที่ดี

  1. มีเนื้อเรียบ นุ่มนวล มีความชุ่มชื้น และความมันพอเหมาะ ไม่มีเหงื่อแตกร่วน หรือแข็งเป็นก้อน คงสภาพทั้งเมื่อเก็บไว้และขณะใช้ ทนต่อสภาวะต่างๆ ได้ดี
  2.  
  3. หลอมละลายได้ทันทีเมื่อสัมผัสกับริมฝีปาก
  4.  
  5. ไม่มีอันตรายต่อผิวหนังให้สีติดทน แต่สามารถล้างออกได้ง่ายเมื่อต้องการ
  6.  
  7. กลิ่นดี

ลิปสติกให้ความแวววาวบนริมฝีปาก (Shine-on Lipstick)

  1. พบว่ามีการใช้สาร PPG-3 benzyl ether myristate กับส่วนผสมสารอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น (emollients) เป็น silicone ซึ่งเป็นโครงสร้างเหมือน ester และมีคุณสมบัติให้ความมันเป็นประกายแวววาว
  2.  
  3. มีการใช้ร่วมกับ castor oil, Di-PPG-3 myristyl ether adipate และ wax หลายๆ ชนิด
  4.  
  5. สีที่นิยมใช้ได้แก่ D&C Red 7 Ca Lake, D&C Red 6 Ba Lake, Cosmetic Russet Iron Oxide, Titanium Dioxide, FD&C Yellow 5 Lake, Mica, Iron Oxides
  6.  
  7. antioxidant ที่ใช้คือ ascorbyl palmitate

ลิปมันหรือลิปกลอส

ลิปกลอสเป็นลิปสติกไม่มีสี หรือสีอ่อนมาก ใช้ป้องกันริมฝีปากแห้งแตก เพื่อให้เกิดความมัน นุ่ม

เนียน ปกติวัยรุ่นมักจะมีริมฝีปากเป็นสีที่เป็นธรรมชาติสวยอยู่แล้ว เพราะเป็นวัยที่มีสุขภาพดี การดูแล

ความสะอาดริมฝีปาก และทาลิปมันหรือลิปกลอสเพื่อให้ความชุ่มชื้นจึงเพียงพอแล้ว และหากมีการ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะยิ่งช่วยให้ระบบการสูบฉีดเลือดในร่างกายดี ทำให้ปากและแก้มเป็น

สีชมพูตามธรรมชาติยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินครบถ้วน ดื่มน้ำ

มากๆ เพื่อให้ปากชุ่มชื้น หากต้องการจะใช้เครื่องสำอาง ควรเลือกเครื่องสำอางที่มีคุณภาพเชื่อถือ

ได้ มีการรับรองมาตรฐานถูกต้อง และควรสังเกตอาการแพ้ด้วย เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ทินต์ (tint)

  1. เครื่องสำอางที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นไทยขณะนี้คือ เจลสี ที่วัยรุ่นเรียกว่า ทินต์ (tint) เพื่อให้ปากมีสีอมชมพูระเรื่อ หรือออกโทนส้มอ่อน ดูแล้วจะให้ความรู้สึกว่าเป็นคนมีสุขภาพดี มีเลือดฝาดดี มีความสวยเป็นธรรมชาติ และทาลิปกลอสทับ เพิ่มความมันวาวหรือเพิ่มความเซ็กซี่
  2.  
  3. ปัจจุบันมีผู้ผลิตออกมาจำหน่ายหลากหลายยี่ห้อ วางขายตั้งแต่ห้างร้านราคาแพงลงไปถึงตามตลาดนัดราคาถูก
  4.  
  5. การใช้ทินต์แตกต่างจากลิปสติกทั่วไปซึ่งมักจะทาที่ริมฝีปาก แต่การใช้ทินท์จะใช้วิธีป้ายเข้าไปในริมฝีปากด้านในทั้งบน และล่าง ซึ่งเป็นเยื่อบุที่บอบบาง หากเป็นสีที่ไม่ใช่สีที่ใช้ผสมอาหาร เป็นสีต้องห้ามอันตราย หรือสีไม่ได้มาตรฐาน สารที่อยู่ในสีก็จะซึมเข้าไปตามเยื่อบุปาก และถูกกลืนกินเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
  6.  
  7. ผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า สามารถก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ การเลือกใช้จึงต้องพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพเป็นพิเศษ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้จักมะเร็งต่อมไทรอยด์

10 สิงหาคม 2556 2.043

หากคุณ ญาติ หรือเพื่อนของคุณ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรกระทำ คือตั้งสติให้ดี แล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ อย่าเชื่อคำบอกเล่า หรือบอกต่อที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

น้ำคร่ำ

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.671

ทน้ำคร่ำหรือน้ำทูนหัว (Amniotic fluid) น้ำคร่ำหรือน้ำทูนหัว (Amniotic fluid) เป็นของเหลวที่พบในถุงซึ่งหุ้มรอบทารกในครรภ์ ถุงน้ำคร่ำเกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

การสูบบุหรี่ในสตรีตั้งครรภ์

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.594

เมื่อแม่สูบบุหรี่ ทารกในครรภ์ก็สูบบุหรี่ด้วย เป็นคำพูดที่ถูกต้อง เพราะขณะที่ผู้เป็นแม่สูบบุหรี่อยู่นั้น คาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคติน และไซยาไนด์ ในควันบุหรี่ก็จะเข้าสู่กระแสโลหิตแม่ และเข้าไปสู่ทารกด้วย จะมีผลทำให้อาหารและออกซิเจนอันมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก จะถูกกระทบกระเทือน ผลของบุหรี่ต่อทารก จะมีได้ตั้งแต่การเกิดการแท้งบุตร ทารกน้ำหนักน้อย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ