โพสต์ 27 ส.ค. 58 ปรับปรุง 5 มิ.ย. 60 4,375 Views

หลากหลายคำถามกับความรู้เรื่องมะเร็งตับอ่อน

หลายคนคงได้ทราบข่าวจากสื่อต่างๆว่านักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง คุณสายัณห์ สัญญา เสียชีวิตจากการป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม อาจทำให้เกิดความสงสัยขึ้นว่า โรคมะเร็งตับอ่อนคืออะไร มีอาการอย่างไร ความชุกของโรคเป็นเช่นใด และมีปัจจัยเสี่ยงใดที่ทำให้เป็นโรคนี้ได้ ก่อนที่จะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่ความรู้ของโรคมะเร็งตับอ่อน จะขอให้ท่านผู้อ่านรู้จักกับตำแหน่งและหน้าที่ของตับอ่อน เพื่อจะได้เข้าใจอาการและการดำเนินโรคต่อไป

ตับอ่อนมีหน้าที่อย่างไร?

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ในส่วนของช่องท้องด้านบน หลังกระเพาะและติดกับลำไส้เล็กส่วนต้น โดยส่วนหัวของตับอ่อนเป็นทางผ่านของท่อทางเดินน้ำดีจากตับ (รูปที่ 1) โดยตัวตับอ่อนจะทำหน้าที่หลักสองอย่างคือ ผลิตน้ำย่อยในการย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรท และไขมัน น้ำย่อยต่างๆที่ตับอ่อนผลิตนั้นจะถูกหลั่งออกมาที่ท่อน้ำดีส่วนปลาย ออกสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารต่อไป หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างของตับอ่อน คือ สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และ ฮอร์โมนกลูคากอนที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลย์ของระดับน้ำตาลในร่างกาย


รูปที่ 1 ตำแหน่งของตับอ่อนในร่างกาย

มะเร็งตับอ่อนมีกี่ชนิด?

มะเร็งตับอ่อนมีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่เกิดจาก เซลล์ท่อตับอ่อน(Ductal adenocarcinoma) โดยมีส่วนน้อยที่เกิดจากเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนต่างๆ หรือบางชนิดมีลักษณะเป็นถุงน้ำ เนื่องจากมะเร็งสองชนิดหลังนั้นพบได้น้อยมาก บทความนี้จึงขอกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อตับอ่อน

โรคมะเร็งตับอ่อนมีอาการอย่างไร

จากตำแหน่งของตับอ่อนตามที่กล่าวข้างต้น อาการของโรคมะเร็งตับอ่อนจึงแบ่งตามตำแหน่งที่เกิด คือ

  1. ก้อนที่อยู่บริเวณหัวตับอ่อน เนื่องจากบริเวณหัวตับอ่อนจะเป็นทางผ่านของท่อทางเดินน้ำดีดังนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการของการระบายน้ำดีออกไม่ได้และมีน้ำดีคั่งในกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย กินได้น้อย น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระเป็นมันเนื่องจากไม่สามารถย่อยไขมันได้ ในช่วงแรกอาจไม่มีอาการปวดท้อง ต่อมาอาจมีอาการปวดท้องจากก้อนเนื้อลุกลามเข้าไปบริเวณเส้นประสาท บางรายอาจมีอาการอาเจียนมากเนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มาก ไปกดเบียดลำไส้เล็กส่วนต้นทำให้อาหารผ่านไม่ได้
  2. ก้อนที่อยู่บริเวณตัวและหางตับอ่อน เนื่องจากส่วนนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ท่อน้ำดี ในระยะแรกผู้ป่วยจึงมักไม่มีอาการ แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือ มีการกระจายของโรคแล้ว โดยผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย กินได้น้อย น้ำหนักลด ปวดท้องจากก้อนไปเบียดเส้นประสาท ท้องมานจากการที่มีมะเร็งกระจายไปที่เยื่อบุช่องท้อง

นื่องจากก้อนที่อยู่บริเวณหัวตับอ่อนมักเบียดท่อน้ำดีและทำให้เกิดอาการตัวเหลืองได้ง่าย ผู้ป่วยจึงมาพบแพทย์เร็วและมักพบก้อนในขณะที่ยังเล็กอยู่ ส่วนก้อนที่อยู่บริเวณหางตับอ่อนมักไม่มีอาการจนกระทั่งตรวจพบเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือในระยะลุกลาม ดังนั้นผู้ป่วยที่มีก้อนจึงมีการพยากรณ์โรคดีกว่าก้อนที่หางตับอ่อน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเบาหวานร่วมด้วย หรืออาจมีอาการของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันนำมาก่อนได้

โอกาสในการเกิดมะเร็งตับอ่อน มีมากหรือน้อยเพียงใด?

มะเร็งตับอ่อนพบได้มากขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป เจอได้ในอัตราส่วนประชากร 14.8 : 100,000(2) คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด จึงควรนึกถึงโรคอื่นที่พบได้บ่อยกว่าร่วมด้วยเสมอ เช่น โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบจากสาเหตุต่างๆ โรคมะเร็งตับ หรือ โรคที่มีอาการอุดตันท่อน้ำดีอื่นๆ เช่น นิ่วในท่อน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มะเร็งตับอ่อนมีโอกาสเป็นมากขึ้นในผู้ป่วยที่ เป็นมะเร็งเต้านมที่มียีนส์ทีกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม (BRCA genes) ผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน การสูบบุหรี่ การกินเนื้อสัตว์ และอาหารมันเป็นปริมาณมาก

จะสามารถวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร?

เนื่องจากผู้ป่วยที่มาด้วยอาการตัวเหลืองอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดท้องเรื้อรัง ต้องวินิจฉัยแยกโรคกับโรคอื่นๆตามที่กล่าวข้างต้นเสมอ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น เช่น การทำงานของเม็ดเลือด การทำงานของตับ ซึ่งถ้ามีลักษณะเข้าได้กับการอุดตันของทางเดินน้ำดี แพทย์ผู้ดูแลอาจส่งตรวจตรวจเพิ่มเติมเช่น อัลตร้าซาวด์ ซีทีสแกน และพิจารณาตัดชิ้นเนื้อมาตรวจเป็นรายๆไป

ในส่วนของการรักษาแพทย์จะทำการประเมินระยะโรคก่อนจากลักษณะของภาพถ่ายทางรังสี ถ้าสามารถผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกได้หมดจะพิจารณาผ่าตัด แต่ถ้าผ่าตัดได้ไม่หมดจะพิจารณาการให้เคมีบำบัดและรักษาประคับประคองเป็นรายๆ ไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Available from:http://www.webmd.com/digestive-disorders/picture-of-the-pancreas
  2. Ramon E. Jimenez, Carlos Fernandez-del Castillo. Tumors of the Pancreas. In: Feldman M, Lawrence SJ. Lawrence JB. Sleisenger and Fordtran’s Gastrointestinal and Liver Disease. 9th ed. Philadelphia: Saunders Elsevier; 2010 :1313-35.

ขอขอบคุณ

Author

นพ. ธราธิป ประคองวงษ์

อายุรศาสตร์สาขาโรคทางเดินอาหาร

1 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

รังสีอัลตราไวโอเล็ตชนิดยูวีเอ (UV-A)

16 กุมภาพันธ์ 2557 1.391

รังสีอัลตราไวโอเล็ตชนิดยูวีเอ (UV-A) มีความยาวคลื่นมากกว่ายูวีบี จึงมีพลังงานต่ำกว่า การนำมาใช้รักษาจึงต้องอาศัยยา ซึ่งกระตุ้นให้ผิวหนังมีความไวต่อแสงมากขึ้น ร่วมด้วย อาจให้ในรูปยารับประทาน หรือให้ทางผิวหนังในรูปยาทา

การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ ตอนที่ 3 (The New Concepts of Knee Osteoarthritis Treatment 3)

17 สิงหาคม 2556 1.669

ตั้งแต่แรกเกิดจนคนเรามีอายุ 30 ปี แคลเซี่ยมซึ่งเป็นสารที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูก จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมภายในกระดูกทุกส่วน โดยเฉพาะกระดูกที่ใช้งานอย่างข้อเข่าของเรา ถ้าเราสามารถทานแคลเซี่ยมเข้าไป ในรูปของอาหารธรรมชาติทั่วไป ในช่วงอายุระหว่างนี้ มนุษย์เราก็จะได้ประโยชน์สูงสุดครับ

ศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างแก้ไขความพิการ

15 กุมภาพันธ์ 2557 3.150

ศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างแก้ไขความพิการ (Plastic and Reconstructive Surgery) ศัลยกรรมตกแต่ง และเสริมสร้างแก้ไขความพิการ หมายถึง การผ่าตัดเพื่อเสริมแต่งส่วนของร่างกายให้ได้สัดส่วนและมีความสวยงาม เช่น การเสริมจมูก เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน การทำตาสองชั้น การผ่าตัดแปลงเพศ การผ่าตัดกราม การผ่าตัดดึงหน้าท้อง การดูดไขมันส่วนเกิน การผ่าตัดถุงใต้ตา การดึงหน้า การปลูกผม การฉีดสารต่างๆ เพื่อลบเลือนริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัย การผ่าตัดแก้ไขริมฝีปาก ฯลฯ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ