โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 9 มิ.ย. 57 5,327 Views

การใช้ยาในสตรีมีครรภ์

การใช้ยาในสตรีมีครรภ์

การเลือกใช้ยาในสตรีมีครรภ์มีความสำคัญมาก เนื่องจากยาหรือสารเคมีที่มารดาได้รับสามารถผ่านเข้าสู่ทารกในครรภ์ได้โดยผ่านทางรก ซึ่งยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นสตรีมีครรภ์จึงต้องระมัดระวังในการที่จะเลือกใช้ยาต่างๆ รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีโอกาสที่จะเกิดการตั้งครรภ์อาจจำเป็นต้องมีการประเมินการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาบางชนิดด้วย
 
การใช้ยาในสตรีมีครรภ์มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาหลายประการ ได้แก่
1. ช่วงอายุครรภ์ที่ได้รับยาหรือสารเคมี การตั้งครรภ์แบ่งเป็น 3 ไตรมาส ได้แก่
  • ไตรมาสที่ 1 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 0-3
  • ไตรมาสที่ 2 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 4-6
  • ไตรมาสที่ 3 คืออายุครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 7-9
ซึ่งยาและสารเคมีก็ส่งผลต่อทารกในครรภ์แต่ละไตรมาสแตกต่างกันไป ยาบางชนิดอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง หรืออาจมีผลสำหรับทุกไตรมาสก็ได้ อย่างไรก็ตามก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
2. ชนิดและปริมาณของยาหรือสารเคมีที่ได้รับ สตรีมีครรภ์ควรใช้ยาในขนาดที่ต่ำที่สุดที่ให้ผลในการรักษาในระหว่างการตั้งครรภ์และใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันหรือการใช้ยาสูตรผสมในการรักษาโรคหรืออาการต่างๆ
3. ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม
4. ภาวะของมารดา เช่น อายุภาวะโภชนาการ หรือโรคประจำตัว
5. สตรีมีครรภ์ควรเลือกวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยาเป็นอันดับแรก เมื่อไม่ได้ผลจึงจะพิจารณาใช้ยาโดยควบคู่ไปกับการรักษาโดยไม่ใช้ยาเพื่อให้มีการใช้ยาน้อยที่สุดและเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็นที่มีข้อมูลความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์มากที่สุด
6. การใช้ยาทุกชนิดในสตีมีครรภ์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด
 
การจัดกลุ่มยาตามความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ โดยจัดแบ่งตามขององค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งแบ่งประเภทของยาออกเป็น 5 ประเภทคือ Pregnancy Category A, B, C, D และ X
1. Pregnancy Category A จากการศึกษาในมนุษย์พบว่าไม่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์เมื่อใช้ในช่วงไตรมาสแรก และไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่แสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์เมื่อใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ3 ดังนั้นยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้สตรีมีครรภ์จึงสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย
2. Pregnancy Category B จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้สามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย
3. Pregnancy Category C จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นการจะใช้ยาในประเภทนี้ควรใช้เมื่อมีการประเมินจากแพทย์ระหว่างประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยาและความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ว่าเกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
4. Pregnancy Category D ยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นยาในกลุ่มนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาแล้วว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ซึ่งมักจะเป็นการใช้ยาเพื่อช่วยชีวิตมารดาหรือเป็นการใช้ยาเพื่อรักษาโรคที่รุนแรงซึ่งไม่สามารถใช้ยาที่ปลอดภัยมากกว่าได้หรือไม่ได้ผลตามที่ต้องการ
5. Pregnancy Category X จากการศึกษาในสัตว์หรือมนุษย์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ และมีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากยา ดังนั้นยาในประเภทนี้จัดเป็นยาที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือในสตีที่มีความเสี่ยงที่จะตั้งครรภ์
 
ตัวอย่างรายการยาที่จัดอยู่ใน Pregnancy Category D และ X
1. Pregnancy Category D
  • ยาต้านอาการชัก
  • Carbamazepine
  • Phenobarbital
  • Phenytoin
  • Valproic acid
  • Primidone
  • ยารักษาโรคไทรอยด์
  • Methimazole
  • Propylthiouracil
  • ยาปฏิชีวนะ
  • Cotrimoxazole (เมื่อใช้ในช่วงใกล้คลอด)
  • Sulfadiazine (เมื่อใช้ในช่วงใกล้คลอด)
  • Neomycin
  • Amikacin
  • Gentamicin
  • Kanamycin
  • Netilmicin
  • Streptomycin
  • Tetracycline
  • Doxycycline
  • Chlortetracycline
  • Oxytetracycline
  • Voriconazole
  • ยาลดความดัน (เมื่อใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3)
  • Candesartan
  • Irbesartan
  • Losartan
  • Telmisartan
  • Valsartan
  • Candesartan
  • Captopril
  • Enalapril
  • Fosinopril
  • Lisinopril
  • Perindopril
  • Quinapril
  • Ramipril
  • Cilazapril
  • Benazepril
  • Atenolol
  • Bisoprolol
  • Carteolol
  • Carvedilol
  • Labetalol
  • Metoprolol
  • Nadolol
  • Pindolol
  • Propranolol
  • ยาขับปัสสาวะ
  • Hydrochlorothiazide
  • Indapamide
  • Amiloride
  • Furosemide
  • Spironolactone
  • ยารักษาโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • Amiodarone
  • Sotalol
  • ยาระงับปวด (เมื่อใช้ในขนาดสูง หรือใช้เป็นระยะเวลานาน)
  • Codeine
  • Fentanyl
  • Methadone
  • Morphine
  • Pentazocine
  • Pethidine
  • ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตรอยด์ (เมื่อใช้ในช่วงไตรมาสที่ 3)
  • Aspirin (เมื่อใช้ขนาดสูง)
  • Diclofenac
  • Flurbiprofen
  • Ibuprofen
  • Fenoprofen
  • Indomethacin
  • Ketoprofen
  • Naproxen
  • Sulindac
  • Celecoxib
  • Diflunisal
  • Etodolac
  • Ketorolac
  • Mefenamic acid
  • Meloxicam
  • Nabumetone
  • Piroxicam
  • Phenylbutazone
  • ยาต้านอาการซึมเศร้า
  • Amitriptyline
  • Nortriptyline
  • Imipramine
  • Paroxetine
  • ยาคลายกังวล และยานอนหลับ
  • Alprazolam
  • Chlordiazepoxide
  • Clonazepam
  • Clorazepate
  • Diazepam
  • Lorazepam
  • Flunitrazepam
  • Midazolam
  • ยาจิตเวช
  • Lithium
  • ยากดภูมิคุ้มกัน
  • Azathioprine
  • ยาเคมีบำบัด & ยาต้านมะเร็ง
  • Bleomycin
  • Carboplatin
  • Cisplatin
  • Oxaliplatin
  • Chlorambucil
  • Cytarabine
  • Cyclophosphamide
  • Ifosfamide
  • Daunorubicin
  • Doxorubicin
  • Epirubicin
  • Idarubicin
  • Etoposide
  • Gemcitabine
  • Irinotecan
  • Bortezomib
  • Erlotinib
  • Gefitinib
  • Imatinib mesylate
  • Exemestane
  • Flutamide
  • Hydroxyurea
  • Melphalan
  • Mercaptopurine
  • Paclitaxel
  • Tamoxifen
  • Tretinoin
  • Vinblastine
  • Vincristine
  • Vinorelbine
  • ยาฮอร์โมน
  • Lynestrenol
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ (เมื่อใช้ในช่วงไตรมาศที่ 1).
  • Betamethasone
  • Cortisone
  • Dexamethasone
  • Hydrocortisone
  • Prednisolone
  • Triamcinolone
  • ยากลุ่มอื่นๆ
  • Colchicine
  • Iodine
  • Povidone iodine
  • Potassium iodide
  • Sodium iodide
  • Penicillamine
  • Pamidronic acid
  • Zoledronic acid
  • Pentobarbitone
  • Sulfasalazine (เมื่อใช้ในช่วงใกล้คลอด)
  • Terpin hydrate
2. Pregnancy Category X
  • ยารักษาสิว
  • Isotretinoin
  • ยารักษาโรคมาลาเรีย
  • Quinine
  • ยารักษาไมเกรน
  • Ergotamine tartrate
Dihydroergotamine
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • Warfarin
  • ยานอนหลับ
  • Flurazepam
  • Temazepam
  • Triazolam
  • Estazolam
  • ยาลดไขมันในเลือด
  • Atorvastatin
  • Cerivastatin
  • Fluvastatin
  • Lovastatin
  • Pravastatin
  • Rosuvastatin
  • Simvastatin
  • ยาฮอร์โมน
  • Clomiphene
  • Chorionic gonadotrophin
  • Desogestrel
  • Danazol
  • Diethylstilbestrol
  • Dienestrol
  • Estradiol
  • Estrone
  • Ethinyl estradiol
  • Gestodene
  • Goserelin
  • Leuprorelin
  • Nafarelin
  • Norethisterone
  • Levonorgestrel
  • Medroxyprogesterone
  • Megestrol
  • Mestranol
  • Methyltestosterone
  • Norgestrel
  • Fluoxymesterone
  • Follitropin alfa
  • Follitropin beta
  • Urofollitropin
  • Ganirelix
  • Oxandrolone
  • Testosterone
  • ยาเคมีบำบัด & ยาต้านมะเร็ง
  • Fluorouracil
  • Methotrexate
  • ยากลุ่มอื่นๆ
  • Acitretin
  • Finasteride
  • Dutasteride
  • Alprostadil
  • Bosentan
  • Ergometrine
  • Fluorescein
  • Leflunomide
  • Misoprostol
  • Nandrolone
  • Oxymetholone
  • Oxytocin
  • Nicotine
  • Raloxifene
  • Ribavirin
  • Thalidomide

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การตรวจโด๊ปที่แคนาดาใน ฟุตบอลเยาวชนอายุ 20 ปี ชิงแชมป์โลก

18 กุมภาพันธ์ 2557 856

ท่านผู้อ่านเดลินิวส์คงจำกันได้นะครับว่า การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ชิงแชมป์โลก หรือ FIFA U-20 WORLD CUP CANADA 2007ที่ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน – 20 กรกฏาคม 2550 นั้น ประเทศที่เป็นแชมป์โลก คือ อาร์เจนตินา

เด็กกลัวโรงเรียน

19 กุมภาพันธ์ 2557 702

ด็กเล็กๆ อายุ 3-6 ปี มักจะมีปฏิกิริยาเวลาต้องแยกจากพ่อแม่ไปเข้าโรงเรียน โดยเฉพาะในสัปดาห์แรกๆ เด็กอาจร้องไห้ โวยวาย เวลาไปส่งที่โรงเรียน อาการจะเกิดขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์- 3 เดือน แล้วจะค่อยๆ น้อยลงเอง เนื่องจากเด็กเริ่มปรับจิตใจของตนเองได้แล้ว

ทำอย่างไร ทารกในครรภ์จึงจะมีฟันที่แข็งแรง ?

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.762

ทารกในครรภ์จะเริ่มสร้างฟัน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน ดังนั้นการเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก และฟันของทารก ได้แก่อาหารประเภทที่มีแคลเซียม ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นม ไข่ เป็นต้น

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ