โพสต์ 20 ก.พ. 57 ปรับปรุง 8 ก.ย. 58 19,878 Views

การดูแลสายตาในเด็ก

การดูแลสายตาในเด็ก

ตาของเด็กเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการดูแลก็เช่นเดียวกันกับอวัยวะอื่นๆ หลักใหญ่ๆ ก็คือ ทำ ให้ร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ การจัดสถานที่อ่านหนังสือ หรือทำงาน ให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับสายตา จะ ช่วยให้ช่วยถนอมสายตาได้วิธีหนึ่ง และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยเฉพาะของเล่นที่มีความแหลมคม เช่น ฉมวก เบ็ด หรือเล่นหนังยาง ซึ่งอาจพุ่งมากระทบตา อาจทำให้ตาบอดได้

 

ในบ้านเราเด็กส่วนมากขาดโอกาสที่จะได้ตรวจสุขภาพตาก่อนเข้าเรียน พ่อแม่หลายคนพาลูกมาตรวจตาเมื่อเข้าเรียนไปแล้ว โรตา ในเด็กส่วนใหญ่ ถ้าพามารักษาช้า มักจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเด็กที่มีสายตาเลือนลาง อาจจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็นความ สำคัญของการตรวจตาในเด็กก่อนวัยเรียน ในช่วงอายุ 3-5 ปี จึงจัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพตาแก่เด็กเล็ก พ่อแม่ควรนำลูกไปตรวจตามโรงพยาบาลที่มีศูนย์จักษุอยู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การพาเด็กมาตรวจตามอายุสำคัญมาก ปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะตรวจการมองเห็นในเด็กเล็กๆ เด็กที่ได้รับการตรวจสุขภาพตา ส่วนมากจะได้รับการตรวจในโรงเรียนเท่านั้น

 

โรคตาในเด็กเล็ก

เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่มักเป็นโรคทางกล้ามเนื้อตา เช่น ตาเขเข้า โรคตาขี้เกียจ โดยพบในวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรใส่ใจ โดยก่อนอายุ 5 ปี ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์ พ่อแม่ควรมีแนวทางการดูแลสุขภาพตาของลูกด้วยตนเองไว้บ้าง ช่วงอายุที่ควรจะพาลูกไปพบจักษุแพทย์อาจแบ่งได้เป็น 3 ระยะ โดยทั่วไปโอกาสที่จะเกิดโรคตาในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนมี 3 ช่วงเวลา ได้แก่ อายุแรกเกิด-6 เดือน อายุ 1-3 ปี และอายุ 3-5 ปี

 

อายุแรกเกิด- 6 เดือน

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาเขเข้าในหัวตา อย่างชัดเจน หรือคิดว่าตาดำมีลักษณะผิดสังเกต เช่น ตาดำสองข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปตรวจ เพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องว่า ตาเขที่สังเกตเห็นเป็นตาเขปลอม หรือตาเขจริงที่ต้องแก้ไข ที่สำคัญคือไม่ควรปล่อยไว้จนลูกโตเกินไป การ สื่อสารกับเด็กวัยทารกไม่มีผลต่อผลการตรวจของจักษุแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันสามารถใช้เทคนิคต่างๆ ในการตรวจประสาทตา และการตรวจสายตาอื่นๆ มาประกอบกัน ซึ่งจะทำให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อายุ 1-3 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นลูกมีตาดำเขเข้าในหัวตาเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเวลาดูอะไรใกล้ ๆ ในช่วงอายุ 2-3 ปี ควรรีบพาลูกมาพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ ควรปล่อยไว้ พ่อแม่บางคน เมื่อลูกไม่บ่นว่าเจ็บปวด ก็ละเลย ไม่รีบพาไปหาหมอ เพราะรู้สึกว่าแค่ดูไม่สวยงามเท่านั้น คงไม่มีอันตรายอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ถูกต้อง

ในบางรายถ้าพาลูกมาตรวจช้าเกินไป ก็อาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็นและกลายเป็นโรคตาขี้เกียจได้ คือมีสายตามัวไปข้างเดียว โดยตรวจไม่พบโรคตาอื่น ๆ ใส่แว่นแก้ ก็ไม่ทำให้ระดับสายตาดีขึ้น นอกจากต้องกระตุ้นสายตาด้วยการปิดตาข้างดีเพียงอย่างเดียว การรักษาต้องใช้เวลานานขึ้น อาจจะเป็นปี สาเหตุก็เนื่องมาจากการปล่อยให้ตาเขเข้าในตาข้างใดข้างหนึ่งนาน ๆ จนเด็กไม่มีพัฒนาการด้านการใช้สายตาสองข้างทำงานร่วมกัน เด็กจะมีปัญหาในการดูภาพแบบคนปกติ ไม่สามารถดูภาพสามมิติได้ ทำให้การรักษาต้องใช้เวลาเนิ่นนานต่อไปอีก

อายุ 3-5 ปี

ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นเด็กตาดำเขเข้าหรือเข ออกเป็นครั้งคราวเวลาเด็กเผลอตัว เวลาดูทีวี หรือเข้าไปดูทีวีในระยะใกล้เกินไป พ่อแม่ควรจะพาลูกไปตรวจตา เพราะอาจมีความผิดปกติของสายตาเกิดขึ้นได้ จึงต้องหาสาเหตุกันต่อไป

วิธีสังเกตความผิดปกติของตาลูก

  • สังเกตดูรูปหน้าเปรียบเทียบกันว่าสมดุลกันดีหรือไม่ ด้านซ้ายด้านขวาแตกต่างกันหรือไม่

  • ตาดำสองข้าง มีขนาดเท่ากันหรือไม่รูปตาข้างใดโตกว่าหรือเล็กกว่ากัน

  • เมื่อลืมตาเต็มที่ หนังตาเปิดกว้างเท่ากันหรือไม่ บางคนหนังตาตกข้างเดียว ทำให้มีอุปสรรคต่อการมองเห็น

  • มีสีขาวขุ่นอยู่ตรงกลางโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • น้ำตาไหลเอ่อตาอยู่เสมอ

  • ขยี้ตาอยู่บ่อย ๆ ตาขาวไม่ขาว มีสีแดงเรื่อ ๆ

  • เวลามองแสงจ้าจะหรี่ตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นประจำ หรือเงยหน้าดูจึงจะเห็นชัด

  • ลูกตาควรใสสะอาด ไม่ควรมีขี้ตา ลูกตาดำทั้งสองข้างไม่ควรมีสีขุ่นขาว ต้องดูใส

  • ลูกตาดำมีลักษณะเขเข้าและดูแวววาว คล้ายตาแมวในเวลากลางคืน

  • ลูกตาดำเขเข้าหรือเขออก เป็นบางครั้ง หรือเห็นว่าเขตลอดเวลา

  • เห็นภาพสองภาพ ปวดศีรษะ ตามัว

  • ตาดำสั่นอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมการสั่นของลูกตาดำได้

  • มีพัฒนาการทางร่างกายช้า ไม่สัมพันธ์กับการมองเห็น เช่น เด็กอายุ 3-4 เดือน ควรจะมองหน้าและประสานสายตากับแม่ได้ สามารถแสดงกิริยายิ้ม โต้ตอบเมื่อมีอารมณ์พอใจ

 

คลอดก่อนกำหนด

เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรจะพบกับจักษุแพทย์ตามนัด

เพราะเด็กกลุ่มนี้มักจะมีปัญหา ในเรื่องความผิดปกติของระดับสายตา ในกรณีที่เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายช้าควบคู่กับสายตาเลือนลาง จำเป็นต้องเข้าสู่โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการทางสายตาให้เร็วที่สุด ไม่ควรช้ากว่าอายุ 2 ปี ถ้าการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล การบำบัดจะฝึกโดยหัดให้ใช้สายตาที่คงเหลืออยู่ในการดูสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด

สายตาสั้น

วิธีสังเกตสายตาสั้น โดยที่ลูกมองสิ่งของใกล้หรือหยิบของมาติดตา ดูโทรทัศน์ใกล้เกินไป การดูโทรทัศน์ใกล้ๆ

ไม่ได้ทำให้สายตาสั้น แต่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าลูกอาจสายตาสั้น เวลาเขียนหนังสือ ลูกก้มลงชิดกระดาษ หรือหรี่ตาเมื่อมองดูอะไร สายตาสั้นหรือยาวสามารถทราบได้จากการพาลูกไปตรวจสายตาตั้งแต่เล็กๆ ไม่ต้องรอให้อ่านออกเขียนได้ และวิธีแก้ไขคือการสวมแว่นตาเพราะปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก

การรักษาด้วยเลเซอร์

การรักษาความผิดปกติของตาด้วยแสงเลเซอร์ทำได้ในกรณีของการเป็นต้อกระจก สายตาสั้นมากๆ ต้อหินในบางราย แต่ทำได้กับผู้ใหญ่เท่านั้น

เด็กๆ ยังทำไม่ได้ เพราะรูปตาของเด็กยังไม่คงที่ ระดับสายตายังเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เช่น ตอนเล็กๆ อยู่ สายตาอาจยาวแต่อยู่ไปสายตาอาจสั้น การผ่าตัดชนิดนี้ทำได้เมื่อสายตาอยู่ในระดับที่คงที่แล้ว

ตาเหล่

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับดวงตาในเด็ก คือ

เรื่องตาเหล่ ซึ่ง พบได้ในวัยเด็ก 5-6 ขวบ สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อตาไม่สามารถทำงานประสานกันได้ อาจแก้ไขโดยการฝึกกล้ามเนื้อตา หรืออาจใช้แว่นตาช่วย ในบางกรณีอาจต้องใช้วิธีผ่าตัด การรักษาควรเริ่มทันทีที่ทราบว่ามีปัญหาเรื่องตาเหล่ โดยพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็คสายตาและวางแผนการรักษาต่อไป

ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นว่า เด็กอาจมีความผิดปกติของสายตา เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กทั่วๆ ไป ควรจะพาเด็กไปพบจักษุแพทย์ การแก้ไขสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับสายตาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้เด็กสามารถใช้สายตาได้เท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านสุขภาพทางกายและเกี่ยวกับจิตใจด้วย เนื่องจากมีผลกระทบเพราะความแตกต่างในการรับรู้ทางสายตาจากผู้อื่น

ตาเขจริงและตาเขปลอม

ตาเขจริงหรือตาเหล่หรือตาเอก

อาจเป็นลักษณะตาเขเข้า ขาเขออก ตาเขแบบลอยขึ้นบน หรือลงล่างอย่างเห็นชัดเจน หรืออาจเรียกว่าตาเขตาเหล่ถาวรก็ได้ โดยสังเกตดูลักษณะ ลูกตาดำทั้งสองข้างไม่ขนานกัน ไม่ได้อยู่ตรงกึ่งกลางตาขาว มองพร้อมกันสองตาไม่ได้ หรือที่เรามักพูดเล่นกันว่า "ตาไม่สามัคคี" เมื่อคุยกับเพื่อนเขาก็ไม่แน่ใจว่ามองเขาอยู่หรือเปล่า

ตาเขปลอม

เกิดจากเด็กที่มีหนังตาสองข้างคลุมลูกตา ดำมากเกินไป และเด็กเล็กๆ ยังไม่มีสันจมูกโด่งพอ ตาจึงมีลักษณะคล้ายตาเข แต่เมื่อตรวจระดับสายตาแล้ว ไม่มีความผิดปกติ เมื่อเด็กโตขึ้นตาดำก็จะตรงเอง

ตาบอดในเด็ก

ตาบอดในเด็ก

หมายถึงภาวะที่เด็กมีระดับการมองเห็นลดลงกว่าปกติอย่างมาก และระดับสายตาที่ลดลงนี้มีผลทำให้เด็กมีการพัฒนาการเรียนรู้ช้าลง สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็กที่เป็นปัญหาทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่พัฒนา คือ ขาดวิตามินเอ

ภาวะ นี้จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กที่ขาดวิตามินเอติดเชื้อได้ง่าย และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สำหรับผลกระทบด้านดวงตา จะมีผลให้เยื่อบุตาแห้ง อาจเกิดแผลที่กระจกตาตามมา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างมาก สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็ก ได้แก่ โรคที่เป็นแต่กำเนิด เช่น ต้อหิน ต้อกระจก โรคมะเร็งของประสาทตา รวมถึงกรณีที่มารดาเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เส้นประสาทตาเจริญผิดปกติ ประสาทตาฝ่อได้

โดยปกติเด็กในช่วงแรกเกิดถึง 2 เดือน การมองเห็นยังไม่ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ ตาจะมองลอยไปมาในทิศทางต่างๆ ดังนั้นหากเด็กไม่จ้องตา ก็ไม่ควรกังวลเกินไปนัก เนื่องจากจอประสาทตายังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ แต่หากเด็กมีอายุเกินน 3 เดือนไปแล้ว ยังไม่มองหน้าแม่เวลาป้อนนม หรือไม่มองตามวัตถุที่เคลื่อนไหว ควรรีบหาสาเหตุทันทีใน กรณีที่เด็กมองไม่เห็น เด็กอาจใช้นิ้วมือกดที่ลูกตาเพื่อกระตุ้นให้เกิดแสงวาบขึ้น ดังนั้นพ่อแม่จึงควรหมั่นสังเกตอย่างสม่ำเสมอ เพราะอากัปกิริยาดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสายตาไม่ดี นอกจากนี้ ยังมีภาวะตาสั่นกระตุก ที่พบในเด็กที่สูญเสียการมองเห็นเนื่องจากโรคหรือความผิดปกติในลูกตาดัง กล่าวข้างต้น

กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการมีโรคตาและควรได้รับการดูแลตาเป็นพิเศษ

  1. เด็กที่คลอดก่อนกำหนด

  2. เด็กที่แม่มีประวัติเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ระยะสามเดือนแรก

  3. เด็กที่แม่มีประวัติเป็นหอบหืดต้องได้รับออกซิเจนขณะตั้งครรภ์

  4. เด็กที่ไม่มองหน้าแม่หรือไม่มองตามวัตถุเมื่อถึงวัยอันควร

  5. เด็กที่มีตาแฉะและมีขี้ตาตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิด

  6. เด็กที่มีตาวาวเหมือนตาแมวเมื่อถูกแสงไฟ

  7. เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตา เช่น มะเร็งจอตา ตาเหล่ สายตาสั้นมาก

  8. เด็กที่สงสัยว่ามีตาเหล่

  9. เด็กที่ชอบหยีตาเวลามอง

  10. เด็กที่ชอบกระพริบตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ

  11. เด็กที่มีปานแดงที่ใบหน้าและบริเวณดวงตา

  12. เด็กที่เป็นเบาหวาน

  13. เด็กที่มีตาดำโตกว่าปกติและมีน้ำตาไหล

  14. เด็กที่มีภาวะขาดอาหาร

โรคตาในเด็กที่พบบ่อย

  1. โรคตาขี้เกียจ

  2. โรคต้อกระจกแต่กำเนิด

  3. ภาวะตาเข ตาเหล่

  4. การฝึกกล้ามเนื้อตา

  5. หนังตาตก

  6. ภาวะท่อน้ำตาตีบตัน

  7. สายตาเพลีย

  8. ขนตาผิดปกติ

  9. การตรวจวัดสายตาประกอบแว่น

  10. อุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตาเด็ก

สถานที่ตรวจตา

สถานที่ตรวจตาสำหรับเด็กเล็กๆ ได้แก่

โรงพยาบาลของรัฐที่มีความชำนาญเรื่องกล้ามเนื้อตาและโรคตาเด็ก ถ้ามีออทอปติสซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกล้ามเนื้อตาก็จะได้รับการดูแลเฉพาะ ทางได้เป็นอย่างดี เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย เช่น ศิริราช รามาธิบดี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ราชวิถี พระมงกุฎ จุฬาฯ มหาราช เชียงใหม่ โรงพยาบาลศูนย์นครราชสีมา สำหรับโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ก็สามารถนำเด็กไปรักษาได้เช่นกัน

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้ทัน.. รู้ไว.. ห่างไกลเบาหวาน

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.455

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงสมโชดก ชาครีย์รัตน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม มอบบทความเรื่อง “รู้ทัน.. รู้ไว.. ห่างไกลเบาหวาน” ด้วยความห่วงใยทุกท่าน

อินซูลิน-ลิสโปร

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.407

ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาอินซูลินเพื่อใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยทำการดัดแปลงสูตรโครงสร้างด้วยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรมทำให้ได้ อินซูลินชนิดใหม่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นกว่าเดิม อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วที่ผลิตขึ้นมาใหม่ มีชื่อเรียกว่า insulin lispro ช่วยลดข้อบกพร่องอันเกิดจากการใช้อินซูลินชนิดดั้งเดิม และทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดใกล้เคียงปกติมากขึ้น

ระบบต่อมไร้ท่อ

15 กุมภาพันธ์ 2557 3.283

ระบบต่อมไร้ท่อ เรียกว่า The endocrine system เป็นระบบที่สำคัญอย่างยิ่งของร่างกายในการควบคุมการทำงาน และการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งประสานขบวนการทำงานระดับเซลล์ให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นระเบียบถูกต้อง อวัยวะที่สำคัญของระบบนี้ล้วนเป็น "ต่อม" ซึ่งทำหน้าที่หลักในการสร้างฮอร์โมนที่สำคัญของร่างกาย ฮอร์โมนเป็นสารที่ร่างกายสร้างออกมาแล้วแพร่กระจายออกสู่กระแสเลือดไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนทุกชนิดเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับระบบสืบพันธุ์ ไต ทางเดินอาหาร ตับ และไขมันในร่างกายอีกด้วย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ