โพสต์ 5 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,725 Views

กลไกการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร

กลไกการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร

 
อุบัติเหตุจราจรทำลายชีวิตและทรัพย์สินและยังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อครอบครัว ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงถึง 17,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ย 50 คนต่อวัน นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกถึง 94,000 คนต่อปี เฉลี่ยมากกว่า 250 คนต่อวัน การบาดเจ็บที่รุนแรงจนนำไปสู่ความพิการและการเสียชีวิต ได้แก่ การบาดเจ็บที่ศีรษะ ลำคอ ช่องอก และช่องท้อง ด้วยเหตุนี้การลดจำนวนอุบัติเหตุจึงเป็นเรื่องสำคัญ และแม้ว่ารัฐบาลจะออกนโยบายมามากมายเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร
 
 
ความรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรแต่ละครั้งขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งขนาด ความเร็ว จำนวน รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกัน โดยทันทีที่วัตถุสองอย่างชนกัน พลังงานที่สะสมจะถูกถ่ายทอดออกมาทำให้เกิดการบาดเจ็บแก่ฝ่ายที่รับพลังงานนี้ กลไกการบาดเจ็บจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับแพทย์ในการช่วยวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บของผู้ประสบอุบัติเหตุ นำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการตายและความพิการลงได้ โดยปกติข้อมูลกลไกการบาดเจ็บจะได้มาจากการซักประวัติผู้ประสบภัยหรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามไม่ควรเสียเวลาซักถามประวัตินานเกินไป ควรให้การรักษาภาวะเร่งด่วนของผู้ป่วยก่อน
 
รูปแบบกลไกการบาดเจ็บแบ่งเป็น
1. การกระแทกหรือการชน (Blunt)
2. การแทงทะลุ (Penetrating)
3. การระเบิด (Blast)
4. ความร้อน (Thermal)
โดยพบว่ากลไกที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุจราจรคือการกระแทกหรือการชน นอกจากนี้ยังแบ่งกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถยนต์ (Occupants) กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ (Cyclists and motorcyclists) และกลุ่มผู้ที่เดินบนทางเท้า (Pedestrian)
1. 1.กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถยนต์ (Occupants) หลังจากที่รถชน นอกจากจะมีแรงปะทะโดยตรงแล้วยังมีแรงจากการที่รถลดความเร็วลงอย่างรวดเร็ว พลังงานที่สะสมจะกระจายไปทั่วตัวรถรวมถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถด้วย พลังงานจะยิ่งรุนแรงขึ้นในกรณีที่รถมีขนาดใหญ่และเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว หากรถถูกหยุดทันทีแรงนี้จะทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของผู้โดยสารได้ ชนิดของการบาดเจ็บจำแนกได้เป็นการบาดเจ็บเมื่อผู้โดยสารถูกกระแทกโดยตรง และการบาดเจ็บเมื่ออวัยวะภายในถูกกระแทกหรือเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม
  • การบาดเจ็บเมื่อผู้โดยสารถูกแรงกระแทกโดยตรง (Occupant collision)
  • การชนด้านหน้า (Frontal impact) เมื่อรถลดความเร็วอย่างรวดเร็วหรือหยุดทันที ทำให้ผู้โดยสารภายในรถยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าต่อ จนกระทั่งหยุดเมื่อกระทบกับสิ่งกีดขวางเช่น พวงมาลัยรถ แผงหน้ารถ กระจกรถ เก้าอี้ เป็นต้น การชนด้านหน้าจะทำให้ส่วนหน้าของรถยุบและอาจยื่นเข้ามาในห้องโดยสารจนเกิดอันตรายกับผู้โดยสารได้ การปะทะเช่นนี้จะเกิดแรงผลักให้ผู้โดยสารไหลลงด้านล่าง ทำให้บาดเจ็บตั้งแต่บริเวณต้นขาลงไป ส่วนการบาดเจ็บที่ศีรษะเกิดจากแรงปะทะกับกระจกหรือแผงหน้ารถ รวมถึงการบาดเจ็บบริเวณหน้าอกและลำตัวเมื่อปะทะกับพวงมาลัยรถหรือแผงหน้ารถ ซึ่งมีความรุนแรงสูงพอที่จะทำให้อวัยวะภายในที่สำคัญบาดเจ็บ เช่น สมอง หัวใจ ปอด ตับ และม้าม เป็นต้น
  • การชนด้านข้าง (Side impact) ทิศทางของรถจะเคลื่อนออกจากจุดปะทะ ทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บได้ตั้งแต่ศีรษะ คอ ช่องอก จนถึงช่องท้อง หากเกิดการบาดเจ็บรุนแรงที่แขนและขาควรต้องนึกถึงการบาดเจ็บของอวัยวะอื่นภายในช่องอกและช่องท้องที่อยู่ข้างเดียวกันด้วย เช่น ถ้าชนจากด้านขวา อวัยวะที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บคือ ตับ แต่ถ้าเป็นการปะทะจากด้านซ้าย อวัยวะที่เสี่ยงคือ ม้าม
  • การชนท้าย (Rear impact) รถที่ถูกชนมักเป็นรถที่จอดนิ่ง และเมื่อถูกชนก็จะเคลื่อนออกจากจุดปะทะ ทำให้เกิดแรงผลักผู้โดยสารภายในรถไปกระแทกสิ่งกีดขวางด้านหน้าเหมือนการชนด้านหน้า นอกจากนี้การชนท้ายอย่างแรง สามารถทำให้กระดูกสันหลังส่วนต้นคอบาดเจ็บได้ (Whiplash injury) ซึ่งเกิดจากขณะที่ศีรษะของผู้โดยสารภายในรถอยู่นิ่ง แต่มีแรงผลักให้ลำตัวเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอเคลื่อนแอ่นไปด้านหลังมากกว่าปกติ จนไปกดทับหรือกระแทกเส้นประสาทบริเวณดังกล่าวได้
  • การพลิกคว่ำ (Rollover) รถที่ถูกชนจะเคลื่อนที่ไปหลายทิศทาง ถ้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจทำให้ผู้โดยสารกระเด็นออกนอกรถ อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยบอกความรุนแรงได้คือการยุบลงของหลังคารถ ซึ่งทำให้ศีรษะและกระดูกต้นคอของผู้โดยสารบาดเจ็บได้เช่นกัน
  • การกระเด็นออกนอกตัวรถ (Ejection) เมื่อผู้โดยสารกระเด็นออกนอกรถ ทำให้ร่างกายไม่มีเกราะป้องกันต่างๆ ดังนั้นแรงทั้งหมดจะกระแทกผู้โดยสารโดยตรง ทำให้เกิดการบาดเจ็บมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า
  • การบาดเจ็บเมื่ออวัยวะภายในถูกชนหรือเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม (Organ collision)
  • บาดเจ็บจากแรงกดกระแทก (Compression injury) หลังจากที่รถชนกับสิ่งกีดขวาง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารภายในรถ คือ โครงสร้างภายนอกร่างกายจะไม่เคลื่อนที่ แต่อวัยวะภายในเช่น สมอง ปอด หัวใจ ตับ ม้าม ลำไส้ ยังคงเคลื่อนที่ต่อไปจนกระแทกกับสิ่งกีดขวาง ทำให้อวัยวะนั้นแตกหรือช้ำได้
  • บาดเจ็บจากการลดความเร็วกะทันหัน (Deceleration injury) กรณีนี้มักเกิดกับอวัยวะภายในที่มีเส้นเอ็นหรือพังผืดยึดให้อวัยวะนั้นอยู่กับที่ เช่น ม้าม ไต หลอดเลือดแดงใหญ่ แรงกระแทกจากการลดความเร็วกะทันหันจะทำให้อวัยวะเหล่านี้เคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อวัยวะนั้นฉีกขาด
  • บาดเจ็บจากแรงรัด (Restraint injury) การคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นการตรึงสามจุดของร่างกายให้เคลื่อนที่น้อยที่สุดขณะเกิดการกระแทกจากอุบัติเหตุ ได้แก่ สะโพกทั้งสองข้างและหัวไหล่หนึ่งข้าง ในขณะที่ไหล่อีกข้างหนึ่งและร่างกายช่วงบนตั้งแต่คอจนถึงศีรษะไม่ได้ถูกยึดไว้ ทำให้อวัยวะที่ไม่ได้อยู่ในแนวที่สายเข็มขัดนิรภัยพาดอยู่ เช่น กระดูกไหปลาร้า กระดูกซี่โครง ปอด หัวใจ และอวัยวะในช่องท้องเหล่านี้ยังคงเคลื่อนต่อไปข้างหน้าและเกิดการบาดเจ็บได้เช่นกัน นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดจากการทำงานของถุงลมนิรภัยก็ทำให้เกิดความร้อนเสียดสีจนร่างกายบาดเจ็บได้ อย่างไรก็ตามทั้งเข็มขัดนิรภัยและถุงนมนิรภัยก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดอันตรายที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกวิธีช่วยให้รอดชีวิตได้ถึงร้อยละ 70
2. กลุ่มผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ (Cyclists and motorcyclists)
 
อุบัติเหตุทางจราจรสำหรับผู้ใช้รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ก็มีโอกาสบาดเจ็บชนิดรุนแรงได้ เนื่องจากแรงกระแทกมาจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นแรงกระชากไปข้างหน้า แรงที่เกิดจากการลดความเร็วอย่างกะทันหัน แรงกดทับ แรงตัด (shearing) ทั้งนี้ความรุนแรงจะมากหรือน้อยขึ้นกับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุและความเร็วขณะขับขี่ สาเหตุการตายส่วนมากของผู้ใช้รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์คือการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ดังนั้นการสวมหมวกกันน็อคจึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ดีถึงร้อยละ 85
 
กรณีที่ถูกชนจากด้านหน้า รถที่ถูกชนจะหยุด ในขณะที่ผู้ขับขี่จะถูกแรงผลักไปกระแทกกับแฮนเดิลรถ ทำให้บาดเจ็บที่ช่องอกและช่องท้อง หากกระเด็นออกจากรถอาจทำให้กระดูกท่อนขาส่วนบนหัก และเมื่อตกถึงพื้นก็มีโอกาสบาดเจ็บที่ศีรษะและกระดูกต้นคอ
 
กรณีที่ถูกชนจากด้านข้าง ทำให้บาดเจ็บโดยตรงที่กระดูกขา เช่นกระดูกแตกเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีแผลเปิด หรือ กระดูกแตกและมีแผลเปิดรอบกระดูก ซึ่งลักษณะหลังนี้มีโอกาสที่จะสูญเสียขาข้างนั้นอย่างถาวร
3. กลุ่มผู้ที่เดินบนทางเท้า (Pedestrian) เป็นกลุ่มใหญ่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร มักเกิดกับเด็ก และสถานที่เกิดเหตุมักเป็นถนนในชนบท อวัยวะส่วนใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บคือ ศีรษะ ช่องอก และขา กลไกการบาดเจ็บของกลุ่มผู้ที่เดินบนทางเท้าแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
  • ระยะที่ 1 เมื่อรถกระแทกโดยตรงกับผู้ที่เดินอยู่บนทางเท้า จุดกระแทกขึ้นกับความสูงของรถและความสูงของผู้ถูกชน เช่น จุดกระแทกของผู้ใหญ่มักเป็นบริเวณขาและสะโพก ส่วนในเด็กมักเป็นบริเวณหน้าอก ชนิดของรถถ้าเป็นรถกะบะหรือรถเก๋งจุดกระแทกมักจะต่ำ แต่ถ้าเป็นรถขนาดใหญ่เช่นรถทัวร์ รถสิบล้อ ผู้ถูกชนอาจกระเด็นออกไปหรือถูกลากไปอยู่ใต้ท้องรถ
  • ระยะที่ 2 หลังจากกระแทกโดยตรง ผู้ถูกชนจะถูกแรงเหวี่ยงลอยไปกระแทกที่ฝากระโปรงรถ 
กระจกหน้ารถ หรือหลังคารถ ทำให้บาดเจ็บที่ศีรษะ ช่องอก หรือช่องท้อง
  • ระยะที่ 3 เมื่อผู้ถูกชนตกกระแทกลงพื้น ทำให้ศีรษะและกระดูกต้นคอบาดเจ็บรุนแรง นอกจากนี้หากมีรถคันอื่นวิ่งทับซ้ำ หรือถูกลากไปกับพื้นถนน จะทำให้เสียชีวิตได้
 
ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก่อนนำผู้ประสบเหตุส่งโรงพยาบาล (Pre-hospital information)
การให้ข้อมูลแก่ทีมแพทย์หรือทีมกู้ชีพที่จะออกไปช่วยเหลือ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะออกไปรับผู้ประสบเหตุ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อใช้ประเมินความรุนแรงของอุบัติเหตุ เช่น ผู้ประสบเหตุอยู่ในกลุ่มใด (กลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือผู้ที่เดินอยู่บนทางเท้า) มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุหรือไม่ ผู้ประสบเหตุกระเด็นออกนอกตัวรถหรือไม่ สภาพรถเป็นอย่างไร รถพลิกคว่ำหรือห้องโดยสารยุบผิดรูปไปมากน้อยเพียงใด ผู้ประสบเหตุติดอยู่ในรถนานกว่า 20 นาทีหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทีมแพทย์และทีมกู้ชีพในการเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็น โดยตระหนักถึงแง่มุมต่างๆ ดังนี้
1. รูปแบบของอุบัติเหตุ เช่น ชนด้านหน้า ชนด้านข้าง ถูกชนท้าย หรือพลิกคว่ำ
2. ประเมินความรุนแรง เช่น ขนาดและความเร็วของรถ
3. สิ่งแวดล้อมรอบที่เกิดเหตุ เช่น ต้นไม้ เสาไฟ หนองน้ำ
4. สภาพรถ เช่น พวงมาลัยผิดรูป รอยกระจกแตก
5. การปฐมพยาบาลผู้ประสบภัยเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุว่าได้ช่วยเหลืออะไรไปบ้าง
6. ข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผู้ประสบภัย เช่น เพศ ประวัติโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา รวมถึงประวัติการดื่มสุราหรือของมึนเมา
 
เอกสารอ้างอิง
1. American College of Surgeons (2004) Biomechanics of injury. In: Advanced trauma life support for doctors. Student course manual (7th ed), 315–335. American College of Surgeons, Chicago
2. Greaves I, Porter KM, Ryan JM (Eds) (2001) Mechanism of injury. In: Trauma care manual, 99–114. Arnold, London
3. Eaton J (2005) Kinetics and mechanics of injury. In: Principles and practice of trauma nursing (Ed O’Shea R), 15– 35. Elsevier, Edinburgh
4. อัญชนา ณ ระนอง, Ph.D. On traffic accident databases in Thailand: the unknown territory. NIDA Development Journal. Vol.47, No.3/2007: 83-116.
 
ขอขอบคุณ : ผู้เรียบเรียงบทความ นพ. จิรวัฒน์ จึงศิรกุลวิทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

สายตาสั้น

15 กุมภาพันธ์ 2557 672

สายตาสั้น คือพวกที่มีระบบการหักเหของแสงมีกำลังมากเกินไป หรือพวกที่มีระบบการหักเหของแสงปกติ แต่มีลูกตายาวหรือใหญ่มากเกินปกติ จอตาจะอยู่เลยไกลออกไปทางด้านหลัง ทั้ง 2 สาเหตุนี้จะมีผลทำให้ภาพจากวัตถุมาตกอยู่ที่หน้าจอตา

การใช้ถุงยางอนามัย (ชาย)

12 กุมภาพันธ์ 2557 2.337

การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิด เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกชนิดรวมทั้งการติดเชื้อเอดส์

การก้าวขึ้นลงบนที่วางเท้าเตี้ยๆ

17 กุมภาพันธ์ 2557 940

การออกกำลังกายด้วยการก้าวเท้าขึ้นลงบนที่วางเท้าเตี้ยๆ นี้ถือได้ว่า เป็นการฝึกความแข็งแรงอดทนทั่วไปของระบบการหายใจและไหลเวียนเลือด

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ