โพสต์ 27 ก.ค. 58 1,604 Views

การศึกษาใหม่แนะว่าการทดสอบการดมสามารถช่วยคุณหมอค้นพบโรคออทิสติค

การทดสอบใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที

เด็กส่วนมากจะหายใจเอากลิ่นที่ชอบเข้าไปได้ลึกกว่ากลิ่นที่เหม็น แต่ในเด็กที่เป็นโรคออทิสติกนั้นจะสูดอากาศเข้าไปได้ในปริมาณเดียวกันไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้หรือกลิ่นเปรี้ยวของนม นักวิจัยได้รายงานการค้นพบของเขาไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Current Biology เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม
 
การค้นพบชี้ว่า การทดสอบการสูดหายใจเข้าและการดมในวันหนึ่งจะกลายเป็นวิธีที่ง่ายและเร็วในการระบุว่า เด็กคนไหนเป็นโรคออทิสติก การทดสอบแบบนี้ได้ถูกลองนำมาใช้ในการค้นหาความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมในผู้ใหญ่ (เพราะว่าการรับรู้ของกลิ่นจะลดลงก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำในผู้ใหญ่สำหรับกลุ่มที่เป็นโรคอัลไซเมอร์) แต่การศึกษาของโรคออทิสติกนั้นยังมีเพียงเล็กน้อย และไม่ใช่นักวิจัยทั้งหมดจะคิดว่ามันดูน่าเชื่อถือ
 
“มันเป็นความคิดที่ดี” Neil Martin กล่าว เขาเป็นนักจิตวิทยาจาก Regent’s University London ในประเทศอังกฤษซึ่งทำการศึกษาการรับรู้กลิ่น เขากล่าวว่า “พวกเรายังไม่สามารถที่จะสรุปทุกอย่างจากการศึกษาในครั้งนี้”
 
Johannes Frasnelli เห็นด้วยว่า งานนี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลก่อนที่มันจะพร้อมนำไปใช้ในคลีนิคทางการแพทย์ โดยที่เขาเป็นนักกายวิภาคศาสตร์ทางด้านประสาท เขาทำการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของสมองและระบบประสาทใน University of Quebec ที่ Trois-Rivières ในประเทศแคนาดา แต่ Frasnelli กล่าวว่า “การศึกษาของผู้เขียนงานวิจัยนั้นเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ”
 
ในหลายๆ การทดสอบก่อนหน้านี้นั้น คำแนะนำได้ถูกให้ในรูปแบบของคำพูดหรือเป็นแบบฟอร์มการเขียน ซึ่งมันทำให้เกิดความเข้าใจได้ยาก “เด็กที่เป็นโรคออทิสติกอาจจะไม่เข้าใจว่านักวิจัยต้องการที่จะถามอะไร” Rozenkrantz กล่าว โดยที่เธอทำงานให้กับ Weizmann Institute of Science ใน Rehovot ประเทศอิสราเอล ซึ่งเธอเป็นนักชีววิทยาทางด้านประสาท เธอทำงานเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท Rozenkrantz และทีมวิจัยของเธอทำการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น พวกเขาได้ติดอุปกรณ์ที่ใช้ในการปล่อยกลิ่นเข้ากับเด็ก มันจะวัดลักษณะการดมที่ลึกและยาวได้โดยอัตโนมัติ
 
นักวิจัยได้ทำการศึกษาเด็กที่เป็นโรคออทิสติกจำนวน 18 คน และอีก 18 คนที่เหลือซึ่งไม่ได้เป็นโรคออทิสติกในช่วยอายุใกล้ๆกัน ทั้งหมดนั้นมีอายุราวๆ 7 ขวบ ในเวลากว่า 10 นาที นักวิจัยปล่อยกลิ่นไปได้ถึง 20 กลิ่น (เช่น แชมพู กุหลาบ นมเปรี้ยว หรือปลาเน่า) ไปที่จมูกของเด็กๆ ในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรคออทิสติกจะทำการสูดกลิ่นที่ดีเข้าไปได้ลึกกว่ากลุ่มที่เป็นโรค แต่เด็กที่มาพร้อมกับโรคออทิสติกจะไม่ปรับเปลี่ยนการดมของพวกเขาเลย
 
Rozenkrantz เตือนว่า การทดสอบยังต้องการงานวิจัยอีก “สิ่งที่เราทำไปตอนนี้นั้นเป็นแค่การพิสูจน์ทราบความคิดของพวกเรา” เธอกล่าว “พวกเรายังอยู่อีกไกลมาที่จะอ้างได้ว่าพวกเราสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย”
 
Martin ไม่เห็นด้วยกับงานวิจัยนี้ “การศึกษาไม่ได้ทำการตรวจสอบเด็กๆอย่างใกล้ชิดมากพอ” เขากล่าว และนักวิจัยไม่ได้ตรวจสอบว่าเด็กๆนั้นมีการรับรู้กลิ่นที่ดีหรือไม่ในตอนเริ่มแรก
 
ที่มา:
B. Nelson. “Getting a head start on autism.” Science News for Students. April 3, 2014.
B. Nelson. “Explainer: What is autism?” Science News for Students. April 3, 2014.
B. Nelson. “Autism unlocked.” Science News for Students. April 1, 2014.
L. Sanders. “Why boys face higher autism risk.” Science News for Students. March 5, 2014.
L. Sanders. “Autism treatment for babies shows promise in small study.” Science News. Vol. 186, October 4, 2014, p. 11.
L. Sanders. “Autism may be detectable in baby’s first months of life.” Science News Online, November 6, 2013.
Original Journal Source: L. Rozenkrantz et al. A mechanistic link between olfaction and autism spectrum disorder. Current Biology. Published online July 2, 2015. doi: 10.1016/j.cub.2015.05.048. 
 
ที่มาของข่าว https:://www.vcharkarn.com/vnews/502765

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เด็กไทย เตี้ยและผอม เพราะขาดแคลเซียม

3 กุมภาพันธ์ 2557 1.911

ปริมาณแคลเซียม ที่แนะนำให้บริโภคในแต่ละวันตามช่วงอายุ คือ เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับปริมาณแคลเซียม 500 มิลลิกรัม อายุ 4-8 ปี ควรได้รับปริมาณแคลเซียม 800 มิลลิกรัม

ธาลัสซีเมีย รักษาหายด้วยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

25 ธันวาคม 2556 2.305

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถป้องกันได้ หากคู่สมรสได้รับการตรวจเลือดก่อนการตั้งครรภ์เพื่อวินิจฉัยหาพาหะของโรคและรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตและเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้

เผยผู้ป่วยจากเชื้อโรคที่ติดมากับมือ

15 ตุลาคม 2557 1.615

วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี UN กำหนดให้เป็นวันล้างมือโลก (Global Hand Washing Day) เพื่อรณรงค์และกระตุ้นให้เด็กและประชาชนทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญการล้างมือที่ถูกวิธี