18
Jul 12
User Rating:  / 18
PoorBest 

ตอนที่ 3 วิธีการผ่าตัดแก้ไขขาโก่งหรือเข่าโก่ง (หรือเสื่อม)

ผู้ป่วยมีอาการขาโก่งและมีอาการเจ็บปวดในขณะเดิน จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดซึ่งได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับ ปัจจุบันการแก้ไขข้อเข่าโก่งให้กลับมาตรงเหมือนปกติ (Varus Knee Correction) ที่ได้รับการยอมรับในทางการแพทย์ว่าได้ผลจริงมีเพียง 3 วิธีนี้ดังนี้

 1. การฝึกกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงขึ้น (Active Training Muscle Exercises) โดยยังไม่ผ่าตัด

ทุกหนึ่งก้าวที่ย่างเดิน กล้ามเนื้อต้นขาจะต้องผ่อนและถ่ายเทแรงจากน้ำหนักตัวมาที่กระดูกสะบ้า ลงมาที่ปลายเท้าเพื่อลดแรงกระเทือนมาที่ข้อเข่าหรือผิวกระดูกอ่อน ถ้ากล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแอจะทำให้แรงกระเทือนมาที่กระดูกข้อเข่ามากขึ้น  กล้ามเนื้อต้นขา (Quadricep muscles) ที่อ่อนแอมากจะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวของเจ้าของได้เลย จึงเกิดความไม่มั่นคงในข้อเข่า เวลาเดินลงน้ำหนักจึงทำให้ข้อเข่าเบ้โก่งออกมากขึ้น ปกติคนเราเดินวันละ 5000 ถึง 8000 ก้าว แรงกระแทกที่ข้อเข่าก็จะค่อยๆ ทำลายกระดูกอ่อนไปทีละน้อย ดังนั้นการรักษาและคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ปัญหาอยู่ที่เราจะทำให้กล้ามเนื้อต้นขากลับมาแข็งแรงให้เร็วที่สุดได้อย่างไร

การออกกำลังกายแต่ละชนิดนั้นได้ประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน เช่นการวิ่งออกกำลังกายจะช่วยให้ปอดและหัวใจแข็งแรงแต่ข้อเข่าอาจจะพังก่อนวัย เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับข้อเข่าคือจะต้องกระตุ้นให้เส้นใยกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงให้เร็วที่สุดและกระแทกข้อเข่าให้น้อยที่สุด การออกกำลังกายลักษณะนี้เรียกว่า การฝึกกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง (Active Training Muscle Exercises) ซึ่งมีรูปแบบที่เฉพาะและสามารถวัดผลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ดีขึ้นได้ การบริหารกล้ามเนื้อด้วยวิธีนี้มีความสำคัญต่อผู้ป่วยทุกช่วงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาโรคกระดูกต่างๆ 

 


2. การเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทั้งแบบเปลี่ยนเต็มข้อและครึ่งข้อ (Knee Arthroplasty)

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีข้อเข่าเสื่อมขั้นสุดท้ายที่แม้จะรักษาด้วยวิธีต่างๆจนครบถ้วนแล้วก็ตามแต่อาการปวดเข่าเรื้อรังก็ไม่ทุเลาหรือมีแนวโน้มว่าจะเดินไม่ได้ ผู้ป่วยที่มีความต้องการใช้งานเข่าแบบไม่หนักมากมายอะไรเช่นการเดินออกกำลังกายเบาๆ  ยิ่งข้อเข่าผุพังมากหรือยิ่งอายุเกิน 70  ปีพบว่าการผ่าตัดวิธีนี้ยิ่งได้ผลดีและคุ้มค่าที่จะเปลี่ยนเป็นข้อเข่าเทียมครับ ข้อเข่าเทียมที่เปลี่ยนจะมีอายุการใช้งานเพราะฉะนั้นจึงต้องใช้อย่างทะนุถนอมไม่ควรใช้ในการเล่นกีฬามากๆ หรือ หนักๆ มิเช่นนั้นข้อเทียมก็จะพัง เร็วขึ้น ต้องมีการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมใหม่อยู่เรื่อยๆ  และเนื่องจากข้อเข่าเทียมที่เปลี่ยนมีโอกาสติดเชื้อและอักเสบได้ง่ายกว่าข้อเข่าจริง ดังนั้นถ้าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อในร่างกาย เช่น จะไปถอนฟัน มีแผลยุงกัดเป็นหนองต้องมีการรับประทานยาป้องกันการติดเชื้อก่อนทุกครั้งครับ เพื่อป้องหันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปยังข้อเข่าเทียม การผ่าตัดแก้ไขข้อเข่าโก่งวิธีนี้จึงไม่เหมาะกับคนอายุน้อยหรืออายุน้อยกว่า 70 ปีลงมา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังต้องใช้งานเข่ามากๆ อยู่ เว้นแต่สภาพเข่าที่พังมากถึงที่สุดแล้วจึงจะเลือกการผ่าตัดนี้เป็นวิธีสุดท้ายครับ แต่แนะนำให้ใช้วิธี “การผ่าตัดดัดเข่า”  ซึ่งถ้าแก้ไขได้ทันเวลาก็จะช่วยให้ผู้ป่วยที่เข่าเสื่อมและมีขาโก่งหรือเข่าโก่งรอดพ้นจากการถูกผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมครับ

 

การรักษาข้อเข่าโก่งวิธีนี้โดยเฉพาะคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าไม่แข็งแรงและมุมโก่งข้อเข่าไม่มากนักจะทำให้ขาและเข่าที่โก่งกลับมาตรงได้ในระดับหนึ่ง และวิธีการรักษานี้ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมหรือการผ่าตัดดัดเข่าอีกด้วย ทำให้ข้อเข่าที่ได้รับการผ่าตัดฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้นและช่วยถนอมข้อเข่าหลังผ่าตัดให้เจ้าของสามารถใช้เข่าได้นานแสนนานครับ

3. การผ่าตัดดัดเข่าให้ตรงขึ้น (High Tibia Osteotomy หรือ HTO)

การผ่าตัดวิธีนี้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลกว่าได้ผลดีมากและเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่อายุน้อยจนถึงผู้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยเข่าโก่งที่ยังต้องใช้เข่าอย่างหนักในการทำงานหรือเล่นกีฬา เพราะหลังจากผ่าตัดดัดเข่าเรียบร้อยแล้วผู้ป่วยยังคงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาหรือวิ่งออกกำลังกาย เหตุที่ยังสามารถใช้เข่าทำงานหนักได้เพราะข้อเข่าที่ผ่าตัดไม่ได้เปลี่ยนเป็นข้อเทียม แต่เป็นข้อเข่าจริงที่ถูกปรับลดแรงกระแทกจากการทำผ่าตัดทำให้เข่าตรงขึ้นครับ


การผ่าตัดดัดเข่าเป็นการแก้ไขตรงจุดที่มีการโก่งของข้อเข่าคือบริเวณกระดูกส่วนขาด้านล่างข้อเข่า (ส่วนบนของหน้าแข้ง) วิธีการผ่าตัดแบบนี้มีข้อดีคือ

  • ไม่มีการผ่าตัดเข้าไปในข้อเข่า ทำให้โอกาสติดเชื้อหรือกระทบกระเทือนข้อมีน้อยกว่า
  • ไม่มีการใส่ข้อเทียมเข้าไป จึงยังคงมีข้อเข่าจริงของผู้ป่วยอยู่
  • ไม่มีการตัดทำลายกระดูกหรือเลาะกระดูกอ่อนทิ้ง ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แต่จะมีการตัดเป็นเส้นบางๆ เพียงให้ผ่านกระดูกหน้าแข้งส่วนบนเพื่อแยกออกจากกันเท่านั้น โดยมีการปรับมุมให้เข่ามีรูปร่างตรงและหายโก่งก่อนจะนำมาประกบเหมือนเดิม
  • สามารถแก้ไขผลเสียที่เกิดจากเข่าโก่งที่กล่าวมาข้างต้นได้ทั้งหมด
  • สามารถปรับให้กระดูกอ่อนที่ผิวข้อเข่าฝั่งด้านในส่วนที่ดีที่ยังเหลืออยู่มาใช้งานแทนฝั่งด้านในที่สึกหรอไปแล้ว
  • เป็นการถนอมข้อเข่าของตัวเองที่ยังดีไม่ให้ถูกตัดทิ้ง 
  • หลังจากผ่าตัดและย้ายแรงกดด้วยวิธีนี้แล้วพบว่าไขกระดูกและกระดูกอ่อนที่เคยถูกทำลายจากการกดทับยังสามารถงอกฟื้นฟูกลับมาปกติเหมือนเก่าได้ครับ (Regeneration of cartilage cell and bone marrow) 

การผ่าตัด HTO มี 3 แบบต่างกันที่วิธีการยึดกระดูกเข่าที่ตัดและปรับให้ตรงอยู่นิ่งๆ เพื่อให้กระดูกเชื่อมกันสมบูรณ์อย่างรวดเร็วโดยป้องกันไม่ให้เข่ากลับมาโก่งเหมือนเดิม

3.1 หลังผ่าตัดดัดกระดูกแล้วใส่เฝือกต่อ (HTO with Long Leg Cast)

ทุกหลังผ่าตัดดัดกระดูกข้อเข่าให้ตรงขึ้นจะมีการใส่เฝือกทั้งขาเพื่อรอให้กระดูกขาที่ตรงขึ้นอยู่นิ่งติดกัน หลังผ่านไปประมาณ 2 -3 เดือนกระดูกก็จะติดกันสนิท หลังถอดเฝือกจึงเริ่มเดินลงน้ำหนักได้ แต่การใส่เฝือกแบบนี้มีข้อเสียตรงที่เราต้องใส่ทั้งขาคลุมเหนือเข่า ทำให้งอเข่าไม่ได้ กล้ามเนื้อรอบขาก็อาจจะลีบเล็กลงไปได้มาก และผู้ป่วยก็มักจะทนอยู่ในเฝือกนานๆไม่ได้ จึงไม่เป็นที่นิยมแต่สามารถนำมาใช้เพื่อเสริมการรักษาของวิธีที่สองและสามครับ

 3.2 การผ่าตัดดัดกระดูกโดยยึดด้วยโลหะภายในผิวหนัง (HTO with Internal Fixation) 

หลังการผ่าตัดมีการยึดดามกระดูกด้วยแผ่นโลหะและสกรูโลหะหลายตัวด้านในกระดูก 

วิธีผ่าตัดแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่าไม่มีโลหะโผล่พ้นผิวหนังออกมาเกะกะด้านนอก แต่มีข้อด้อยที่มีแผ่นโลหะและสกรูยึดตรึงอยู่ที่กระดูกของผู้ป่วยไปตลอด อย่างไรก็ตามถ้าจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในเข่าข้างนี้อีกหลายปีต่อมา แพทย์จะต้องเอาแผ่นโลหะและสกรูทั้งหมดออกก่อน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้เนื่องจากแนวโลหะที่ค้างอยู่จะชนกันกับวัสดุข้อเทียมที่จะใส่เข้าไปใหม่ในกระดูก ซึ่งอาจใช้เวลาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนานขึ้น เนื่องจากจะต้องเสียเวลาเอาโลหะเดิมออกก่อน

3.3 การผ่าตัดดัดกระดูกโดยยึดด้วยโลหะภายนอกผิวหนัง (HTO with External Fixator)

เทคนิคนี้คือการใช้เข็มสว่านเล็กๆ (Drill) เจาะผ่านผิวหนังบริเวณด้านล่างของข้อเข่าเพื่อทำให้เกิดรอยโค้งเรียงติดกันเพื่อที่แพทย์จะได้ดัดกระดูกเข่าให้กระดูกเเยกออกจากกัน เเละปรับให้เข่ากลับมาตรงจากนั้นจึงยึดกระดูกด้วยหมุด (Pin) ที่มีรูปร่างเหมือนเข็มเจาะทะลุกระดูกจากด้านนอกผิวหนัง 4 ตัว ก่อนจะยึด Pin ทั้งหมดนี้ด้วยโลหะรูปร่างทรงกระบอกขนาดใหญ่ด้านนอกผิวหนังโดยซ่อนอยู่ในหว่างขาทำให้กระดูกอยู่นิ่งจนเชื่อมยึดติดกันแข็งแรง

เมื่อกระดูกข้อเข่าที่ยืดตรงขึ้นติดกันเเข็งแรงดีตามเวลาที่ครบกำหนดแล้ว แพทย์ก็สามารถถอดโลหะจากภายนอกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเพิ่มเติม ทำให้ไม่มีโลหะเหลือค้างอยู่ในร่างกายเเม้เเต่ชิ้นเดียว แต่ข้อด้อยของเทคนิคนี้ก็คือผู้ป่วยอาจรู้สึกไม่สะดวกตรงที่มีโลหะขนาดใหญ่เกะกะด้านนอกชั่วคราวประมาณ 6-8 สัปดาห์และต้องดูแลความสะอาดของโลหะที่อยู่ด้านนอกอย่างดีครับ

การเลือกวิธีหนึ่งวิธีใดนั้นโดยเฉพาะการผ่าตัดใช้วัสดุภายในหรือการยึดตรึงกระดูกโดยใช้เหล็กจากภายนอกมีข้อบ่งชี้ที่อาจจะแตกต่างกัน จำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ  เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ      ผู้เรียบเรียงบทความ : นพ. สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา  ศัลยแพทย์โรคกระดูก
                   ที่ปรึกษาบทความ : นพ. สุทร   บวรรัตนเวช  ศัลยแพทย์โรคกระดูก
หมายเหตุ: ภาพประกอบบทความทั้งหมดได้รับความอนุเคราะห์จากนพ. สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)”ตอนที่ 1 ข้อเสียของข้อเข่าโก่ง   http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/bone/2170--qq--qq--1

การผ่าตัดแก้ไข “ขาโก่ง” หรือ “ข้อเข่าโก่ง (เสื่อม)”ตอนที่ 2 เมื่อไหร่ต้องผ่าตัดแก้ไขขาโก่ง หรือ เข่าโก่ง  http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/bone/2171-2

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที