โพสต์ 16 เม.ย. 63 ปรับปรุง 16 เม.ย. 63 1,030 Views

COVID-19 Research ตอนที่ 1 Respirator fit tests

การระบาดของ COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้อุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์เพิ่มขึ้น หนึ่งในบรรดาอุปกรณ์ที่มีการใช้ตลอดเวลาคือ หน้ากากทางการแพทย์ ที่ผ่านมามีคำถามว่าประสิทธิภาพของหน้ากากที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร ทั้งแบบธรรมดา ที่เรียกกันว่า Surgical mask และแบบที่กรองได้มากเป็นพิเศษที่เรียกว่า N-95 ทั้งนี้เพราะศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (US CDC) ได้ประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็น Acceptable alternative PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย COVID-19 ส่วนหน้ากากชนิด N-95 หรือสูงกว่าจัดว่าเป็น Preferred PPE
 
 
ประสิทธิภาพในการป้องกันของหน้ากากกรองอากาศชนิด Half-Face ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ วัสดุตัวกรองของหน้ากาก และความกระชับกับใบหน้า ในทางทฤษฎีวัสดุที่นำมาใช้ผลิตต้องได้รับการรับรองมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ บางครั้งหน้ากากทางการแพทย์ที่ใช้อาจจะไม่เหมาะกับโครงหน้าทำให้ต้องประยุกต์เช่นใช้เทปมา seal รอบๆหน้ากาก
 
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ นพ.ทศพร เอกปรีชากุล และ พญ.วิภาสิริ สายพิรุณทอง แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ จึงร่วมมือกับศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ทำการทดสอบ Quantitative Fit test ตามข้อกำหนดของ OSHA ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเครื่อง Porta count รุ่น 8048 โดยใช้เกณฑ์ fit factor เท่ากับ 100 เป็นเกณฑ์ผ่าน (fit factor คำนวณจาก จำนวนอนุภาคภายนอกหน้ากากหารด้วยจำนวนอนุภาคภายในหน้ากาก)ได้ผลเบื้องต้นดังในภาพด้านล่างคือ
 
  • หน้ากากอนามัย (surgical mask) เมื่อปิดรอบด้วยเทปไมโครพอร์ขนาด 1 นิ้ว สามารถเพิ่มค่า fit factor ให้สูงขึ้นจากเดิม 8 เท่า แต่ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ทดสอบ หรือเทียบเท่าหน้ากากชนิด N95 ได้
  • หน้ากากชนิด N95 รูปถ้วย หรือหน้ากากชนิด R95 รูปถ้วยจะทดสอบผ่านเกณฑ์ได้ในกรณีใช้กับผู้ที่มีใบหน้าขนาดใหญ่ แต่จะไม่ผ่านการทดสอบหากใช้กับผู้ที่มีใบหน้าขนาดเล็ก
  • หน้ากากชนิด N95 แบบไม่มีโครงแข็งที่ทดสอบทุกชนิด เมื่อใช้เทป micropore ขนาด 1 นิ้วseal แล้ว จะให้ค่า fit factor ผ่านเกณฑ์เสมอ ยกเว้นสองกรณี คือ
  1. หน้ากาก 3M N95 รุ่น 1870+ ที่เรียกชื่อเล่นว่า แถบแดง ซึ่งแม้ไม่ได้ seal ก็ให้ค่า fit factor สูงกว่า 200
  2. หน้ากากชนิด Sky screen N95 GB2626 ที่แม้ seal แล้ว ก็ยังให้ ค่า fit factor ต่ำกว่า 20 คือต่ำกว่า surgical mask ที่ seal ด้วย micropore ขนาด 1 นิ้ว  
สรุปเป็นความรู้เพื่อนำไปใช้ใน BDMS คือ
  1. แม้ว่าหน้ากาก 3M รุ่น 1870+ จะให้ค่า fit factor สูงโดยไม่ต้องใช้เทป แต่ก็มีจำนวนจำกัด หน้ากากทางเลือกอื่นที่รพ.จัดหา เช่น หน้ากาก nanofiber ชนิด ear-loop จาก NASK ฮ่องกง หรือหน้ากากอื่นๆ ควรมีการทดสอบประสิทธิภาพของหน้ากาก หรือมีการทำ Quantitative Fit Test ให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อนนำไปใช้งานจริง
  2. หากไม่สามารถทำ Fit test ได้ จะต้องปิดรอบหน้ากาก N95 ด้วยเทปไมโครพอร์ขนาด 1 นิ้วเพื่อให้หน้ากากกระชับกับใบหน้าและป้องกันการรั่ว
  3. ควรใช้หน้ากาก N95 ของแท้ จากบริษัทผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อให้ได้หน้ากากที่มีคุณภาพ
  4. ควรหลีกเลี่ยงหน้ากาก N95 ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานของประเทศไทย เช่น หน้ากาก N95 ที่มาจากประเทศจีน หรือที่ขายกันในอินเตอร์เน็ต เพราะไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน
  5. การวิจัยนี้ วัดค่าในห้องปรับอากาศที่ปิดประตูหน้าต่าง ไม่มีกระแสลม ไม่มีการไอจาม และใช้หน้ากากใหม่ ตัวเลข Fit factor ที่ได้บอกถึงอัตราส่วนอนุภาคระหว่างภายนอกกับภายในหน้ากากเท่านั้น ในการใช้งานจริงหากปัจจัยด้านผู้ป่วยและสภาพแวดล้อมแตกต่างออกไป อาจมีผลทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันแตกต่างออกไปได้ 

Authors: นพ. ทศพร เอกปรีชากุลพญ.วิภาสิริ สายพิรุณทองนพ.ชัยยศ คุณานุสนธิ์

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาไมเกรน ภัยร้ายใกล้ตัว กินติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด

26 ตุลาคม 2558 79.984

แนะนำให้ใช้ “เฉพาะเวลาปวดศีรษะไมเกรน” เท่านั้น การรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นการใช้ยาที่ผิด ไม่ควรรับประทานเกิน 3 เม็ดต่อสัปดาห์ หรือทานต่อเนื่องมากกว่า 3 วัน เนื่องจาจะเกิดผลข้างเคียงจากตัวยาแล้วยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะมากขึ้น

โรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 เป็นอย่างไร

7 มิถุนายน 2556 2.267

ระยะฟักตัวของโรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 นาน 6-48 ชั่วโมง อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด เริ่มต้นด้วยท้องเสียชนิดอุจจาระเป็นน้ำ

ปวดศีรษะจากสังคมก้มหน้า

10 กันยายน 2558 11.707

การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ อาการผิดปกติที่พบได้บ่อย ในกลุ่มคน “สังคมก้มหน้า” คืออาการปวดศีรษะ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ