โพสต์ 24 ก.ย. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 5,726 Views

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

 พบ ประเทศไทยเป็นพาหะโรคธาลัสซียเมียมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากรหรือประมาณ 18-24 ล้านคน และมีผู้เป็นโรคประมาณร้อยละ 1 หรือประมาณ 6 แสนคนของประชากรทั้งหมด โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดผิดปกติ จึงทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ แตก และถูกทำลายง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด และเลือดจางเรื้องรัง ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียทั้งที่เป็นโรค และเป็นพาหะของโรคสามารถถ่ายทอดความผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้

โรคเลือดจางธาลัสซีเมียแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

  1. เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มียีนหรือสารพันธุกรรมผิดปกติที่ทำให้เป็นโรคธาลัสซีเมียแฝงอยู่ บุคคลเหล่านี้จะมีสุขภาพปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ถือว่าเป็นโรค และจะมีชีวิตยืนยาวเหมือนบุคคลอื่นๆ แต่สามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียต่อไปให้ลูกได้ หากบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับข้อมูลของธาลัสซีเมียที่เพียงพอ ก็จะไม่ตระหนักถึงความสำคัญของโรค และไม่ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยหาความผิดปกติ และหากโชคไม่ดีมีคู่สมรสที่มียีนที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน สามี - ภรรยาคู่นี้ก็จะสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติร่วมกันไปสู่ลูกทำให้ลูกเป็นผู้ ป่วยโรคธาลัสซีเมียได้ ทั้งๆ ที่พอ และแม่ต่างก็มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเช่นเดียวกับคนปกติทั่วๆ ไป
  2.  
  3. เป็นโรค คือ ผู้ที่ได้รับยีนของโรคเลือดจางธาลัสซีเมียพวกเดียวกันมาจากทั้งพ่อและแม่ จะแสดงอาการของโรค และสามารถถ่ายทอดความผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้

ลักษณะของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย

ผู้ ป่วยจะมีลักษณะซีด โลหิตจาง โหนกแก้มสูง หน้าผากกว้าง ตาเหลือง ดั้งจมูกแฟบ ผิวหนังดำคล้ำ เพราะมีธาตุเหล็กมากในร่างกาย ทั้งโตเพราะตับและม้ามโต ตัวเล็กผิดปกติ อาจไม่มีความเจริญเติบโตทางเพศ หรืออาจมีแผลเรื้อรังที่ขา

ความรุนแรงของโรคแบ่งเป็น 3 ชนิด

  1. ชนิดรุนแรงที่สุด ทารก อาจจะตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือหลังคลอดเล็กน้อย ในแม่ที่ตั้งครรภ์ อาจจะมีปัญหาภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ คือ ครรภ์เป็นพิษ มีความดันเลือดสูง บวม มักมีการคลอดที่ผิดปกติ และตกเลือดหลังคลอด
  2.  
  3. ชนิดรุนแรง ใน ช่วงแรกเกิดเด็กจะไม่มีอาการ จะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 3-6 เดือน คือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามโต กระดูกเปราะบาง หักง่าย มักซีดมากจนต้องได้รับเลือดเป็นประจำ
  4.  
  5. ชนิดปานกลางและชนิดรุนแรงน้อย จะซีดเล็กน้อย บางครั้งมีอาการเหลือกเล็กน้อยร่วมด้วย หากมีไข้ติดเชื้อจะซีดลงได้มาก และเร็วจนทำให้หัวใจวายได้

ผู้ที่มีโอกาสเป็นพาหะหรือมียีนธาลัสซีเมียแฝงของโรคธาลัสซีเมีย

  • ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้จะมีโอกาสที่จะเป็นพาหะ หรือมียีนแฝงสูง
  • ผู้ที่มีลูกเป็นโรคนี้ แสดงว่าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ หรือมียีนแฝง
  • ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคธาลัสซีเมีย
  • ถ้าผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียและแต่งงานกับคนปกติที่ไม่มียีนแฝง ลูกทุกคนจะมียีนแฝง

การรักษา

เนื่องจากความรุนแรงของอาการที่ความแตกต่างกันมาก การรักษาจึงขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้น

  1. การดูแลสุขภาพทั่วไป
    •  
    • การปฏิบัติตัว ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป ไม่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    •  
    • อาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง และอาหารที่มีวิตามินโฟเลทสูง เช่น ผักต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมาก เช่น เลือดสัตว์ต่างๆ ควรดื่มน้ำชา น้ำเต้าหู้ เพราะจะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร
    •  
    • ไม่ควรซื้อยา และวิตามินซีมารับประทานเอง
    •  
    • ตรวจฟันทุกๆ 6 เดือน เพราะฟันผุง่าย
    •  
    • ถ้ามีอาการปวดท้องที่ชายโครงขวารุนแรง มีไข้และตัวเหลืองมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
  2.  
  3. การให้เลือด จะให้เมื่อผู้ป่วยซีดมากและมีอาการของการขาดเลือด
  4.  
  5. การให้ยาขับธาตุเหล็ก เนื่องจากผู้ป่วยที่อาการรุนแรงซีดมาก ต้องให้เลือดบ่อยมาก จะมีภาวะเหล็กเกิน
  6.  
  7. การตัดม้าม ม้าม มีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแก่ๆ เม็ดเลือดแดงผิดปกติ ม้ามต้องทำหน้าที่หนัก ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ท้องป่องอึดอัด และกลับเพิ่มการทำลายเม็ดเลือดมากขึ้น เมื่อต้องรับเลือดบ่อยๆ ม้ามจะโตมากจนมีอาการอึดอัดแน่นท้อง กินอาหารได้น้อย
  8.  
  9. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือด การ ดูแลรักษาผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การตรวจเลือดคู่สมรสก่อนมีบุตรจึงเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจ เกิดขึ้นได้

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมใช้เสียงมากแล้วเสียงแหบ

3 สิงหาคม 2556 3.158

เมื่อ มีการใช้เสียงบ่อยๆ มากๆ หรือแรงๆ เช่น ตะเบ็ง ตะโกน พูดนานๆ ร้องเพลงมากๆ หรือแม้กระทั่งไอแรงๆ ไอเรื้อรัง สายเสียงทั้ง 2 ข้างจะขยับมาชนกันหรือกระแทกกันบ่อยขึ้น แรงขึ้น ตามการใช้เสียงที่มากขึ้น ทำให้เยื่อหุ้มสายเสียง ซึ่งมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างบอบบาง

อาหารผสมสี

6 มิถุนายน 2556 1.956

ในปัจจุบันนี้การเลือกซื้ออาหารหรือขนมที่ผสมสี ควรตระหนักถึงความปลอดภัย เพราะอาหารบางชนิดใส่สีผสมอาหารที่ไม่ถูกต้องตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เช่น ใช้สีย้อมผ้า ซึ่งมีราคาถูก และมีพวกโลหะหนักผสมอยู่

โรคที่มากับน้ำท่วม

2 สิงหาคม 2556 10.037

โรคที่มากับน้ำท่วม โรคติดต่อที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม และหลังน้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคตาแดง โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคไข้มาลาเรีย โรคเหล่านี้ที่สำคัญคือ เชื้อแพร่มากับน้ำ รวมทั้งอาหารที่ไม่สะอาด

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ