โพสต์ 7 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 1,995 Views

โรคอุจจาระร่วงติดเชื้ออีโคไล O157:H7 เป็นอย่างไร

โรคอุจจาระร่วงติดเชื้ออีโคไล O157:H7 เป็นอย่างไร

การวินิจฉัยโรคติดเชื้ออีโคไล O157:H7 ใช้วิธีตรวจอุจจาระเป็นสำคัญ การตรวจอุจจาระต้องส่งเพาะเชื้อโดยใช้อาหารวุ้นสำหรับเพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดพิเศษ เรียกว่า ซอร์บิทอลแมคคองกีอะการ์ ดังนั้นในกรณีที่สงสัยว่าสาเหตุของอาการอุจจาระร่วงเกิดจากเชื้ออีโคไล O157:H7 ต้องระบุให้ทางห้องปฏิบัติการทราบด้วยทุกครั้ง ในทางปฎิบัติจะสงสัยโรคดังกล่าวเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงและอุจจาระมีลักษณะเลือดปน ร่วมกับมีหลักฐานทางระบาดวิทยาว่าเกิดการระบาดของเชื้ออีโคไล O157:H7 ในท้องถิ่นนั้น
 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออีโคไล O157:H7 และมีอาการอุจจาระร่วงเพียงอย่างเดียว มักจะหายได้เองภายใน 5-10 วัน แม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือไม่ก็ตาม มีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าการให้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ทำให้ระยะเวลาการเป็นโรคติดเชื้ออีโคไล O157:H7 สั้นลง บางครั้งอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตด้วยซ้ำ สำหรับการใช้ยาแก้ท้องเสีย เช่น อิโมเดียมหรือโลโมติล ในกรณีนี้ถือว่าห้ามใช้เด็ดขาด จะทำให้การติดเชื้อทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้อีกหลายประการ
สำหรับปัญหาแทรกซ้อนทางไตที่เรียกว่า กลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย (hemolytic uremic syndrome) ถือว่าเป็นภาวะที่
อันตรายอย่างยิ่ง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ
 
หากเกิดขึ้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาในหออภิบาลผู้ป่วยหนักไอซียู ต้องได้รับการให้เลือดจำนวนมาก และต้องได้รับการรักษาภาวะไตวายด้วยการล้างไต หากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างดีในไอซียู อัตราการตายจะลดลงได้มากเหลือเพียงร้อยละ 3-5
 
ผู้ป่วยอุจจาระร่วงจากการติดเชื้ออีโคไล O157:H7 ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมักจะหายเป็นปกติได้ ส่วนผู้ที่เกิดภาวะกลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงและไตวายจะมีปัญหาการทำหน้าที่ของไตเสื่อมเป็นเวลาหลายปีหลังจากการติดเชื้อ บางรายอาจต้องได้รับการล้างไตไปอีกสักระยะหนึ่งกว่าอาการต่างๆจะทุเลา ร้อยละ 8 ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตจะมีปัญหาความดันโลหิตสูง ชัก ตาบอด หรืออัมพาต ตามมาในภายหลังได้
 
การป้องกันโรคระบาดจากการติดเชื้ออีโคไล O157:H7 ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสุขอนามัยในการประกอบอาหารและรับประทานอาหาร เน้นการบริโภคเนื้อสุกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อบด
นอกจากนี้การล้างมือบ่อยๆ ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มาก และประการสุดท้ายควรระมัดระวังการติดเชื้อจากการบริโภคผลิตภัณฑ์นมวัวที่อาจปนเปื้อนเชื้อได้
 
 
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคพยาธิแคปิลลาเรีย

2 สิงหาคม 2556 8.762

พยาธิแคปิลลาเรีย (Capillaria philippinensis) เป็นพยาธิตัวกลมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก ทำให้เกิดท้องร่วงรุนแรงและเรื้อรัง Chitwood และคณะได้รายงานพยาธิเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2506 ที่ประเทศฟิลิปปินส์

ปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อความดันโลหิตสูง

7 มิถุนายน 2556 3.019

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่ไม่มีอาการ ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจล้มเหลว โรคไตวาย และโรคอัมพาต ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านี้

โรคต้อหิน

15 กุมภาพันธ์ 2557 5.125

ต้อหิน (glaucoma) เป็นโรคตาซึ่งคนที่เป็นส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ พอทราบก็มักจะใกล้บอดแล้ว ที่อันตรายที่สุดคือ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตาจะบอดในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ