โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 8 มี.ค. 57 2,084 Views

แพ้ยา

การแพ้ยา

เป็นภาวะการเกิดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีกับยา โดยภูมิต้านทานของร่างกายแสดงการต่อต้านยา ด้วยสัญญาณว่าเป็นภัยต่อร่างกายทำให้เกิดการหลั่งสารหลายชนิดขึ้นในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั้งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน ไปจนถึงการเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
 
การแพ้ยา แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
1.การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด
ก.อะนาฟัยแลกซีส (Anaphylaxis) เป็นอาการแพ้ที่พยได้น้อยแต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้ยาที่มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด
ข.อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืดคัดจมูกได้
2.การแพ้ยาแบบทิ้งช่วง
ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบสนองต่อยาหลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบได้แก่ ผื่นแดงอักเสบเม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหารจนถึงไตถูกทำลาย
 
เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร?
  • - ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูกให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • - ถ้ามีผื่นคันมาก อาจใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้
  • - ถ้าแพ้รุนแรงต้องหยุดยาทันทีและรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้การรักษาได้ทันท่วงที
  • - เมื่อแพ้ยาใดแล้วต้องจดจำชื่อสามัญทางยาของยาที่แพ้นั้นหรือจดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสีหรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ควรกลับไปขอชื่อยาบนซองหรือฉลากที่ใช้ ควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น
  • - งดใช้ยาที่เคยแพ้ และเพื่อไปพบแพทย์หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่าเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้นหรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่เคยแพ้ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงกว่าที่เคยเป็นได้
ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะที่ยาที่ท่านไม่ทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมาก ต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์หรือขอคำแนะนำเรื่องยาจากเภสัชกรจะดีที่สุด

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 4: โรคไข้สุกใส

6 มิถุนายน 2556 3.683

โรคไข้สุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ วาริเซลลา (Varicella virus) หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human herpes virus type 3) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน

การใส่สายยาง (สำหรับให้อาหาร) เข้าทางรูจมูก

5 สิงหาคม 2556 49.991

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารได้เองตามปกติ เช่นเจ็บคอมากเวลากลืนอาหาร คออักเสบรุนแรง มีแผลร้อนในหลายๆ แผลเจ็บจนรับประทานอาหารไม่ได้ แพทย์มักจะให้น้ำเกลือทดแทนโดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำแต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้

สิว

6 มิถุนายน 2556 2.161

สิวเป็นโรคเรื้อรัง พบบ่อยมากเป็นอันดับต้นๆ ของปัญหาโรคผิวหนัง มักเป็นในวัยรุ่น แต่บางครั้งเลยวัยรุ่นไปแล้วก็อาจเป็นได้ ลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นสิว คือ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ