โพสต์ 16 ก.พ. 57 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 2,225 Views

เชื้อเลปโตสไปรา (leptospira)

เชื้อเลปโตสไปรา (leptospira)

เชื้อเลปโตสไปรา (leptospira) เป็นสาเหตุของโรคฉี่หนูในคนและสัตว์ โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโร

ซิส (leptospirosis) เป็นโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523 ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ

หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามร่างกายมาก อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อและตาอักเสบ บางครั้งมีอาการเยื่อหุ้ม

สมองอักเสบ ดีซ่าน โลหิตจาง และมีเลือดออกตามเยื่อบุและผิวหนัง อาจจะมีผื่นเกิดขึ้น อาการเหล่า

นี้จะปรากฏอยู่เป็นเวลา 2-3 วัน ถึง 3 สัปดาห์ เมื่อหายแล้วอาจกลับเป็นใหม่ได้อีก

 

 

เชื้อเลปโตสไปรามีทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ L. bogpdersenii, L. inadai, L. interrogans, L.

kirschveri,L. noguchii, L. santarosai และ L. weilii ซึ่งทั้ง 7 ชนิดมีรูปร่างที่แยกจากกันไม่ได้ และ

แยกจากกลุ่มที่ไม่ก่อโรค เช่น L. biflexa ไม่ได้เช่นกัน

 

เชื้อเลปโตสไปราเป็นแบคทีเรียชนิดพึ่งออกซิเจน และต้องการสารกรดไขมันสายยาวสำหรับการ

เจริญเติบโต เชื้อเลปโตสไปราเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส แต่เจริญอย่างช้าๆ โดย

ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมงในการเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า

 

โรคฉี่หนูเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์มาสู่คน พบได้ในสิ่งที่มีชีวิตพวกสัตว์เลือดอุ่นที่มีกระดูกสันหลัง

เกือบทุกชนิด และยังพบได้ในสัตว์พวกที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupials) และนก

 

ขนาดและรูปร่าง

 

เชื้อเลปโตสไปราเป็นแบคทีเรียชนิดแกรมลบ มีขนาดเล็ก ยาว 10-20 ไมโครเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง

0.5 ไมโครเมตร ลักษณะเป็นเกลียว มองเห็นยากมากด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา

 

เชื้อเลปโคสไปราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ได้โดยมีแฟลกเจลลาอันเดียวอยู่ตำแหน่งใกล้ปลาย แฟลกเจล

ลาของเชื้อเลปโตสไปรามีลักษณะคล้ายแฟลกเจลลาของเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ

 

โครงสร้าง

 

 

  1. เปลือกหุ้มชั้นนอกประกอบด้วยเยื่อเมมเบรน 3-5
  2. ชั้น โครงสร้างที่ล้อมรอบด้วยเปลือกหุ้มชั้นนอกเรียกรวมๆกันไปว่า protoplasmic cylinder ถัดจากเปลือกหุ้มชั้นนอกเป็นชั้นเปปทิโดกลัยแคน ซึ่งยืดหดได้ และซัยโตพลาสซึมมีเยื่อหุ้มบางๆห่อหุ้มส่วนประกอบต่างๆภายในเซลล์
  3.  
  4. ตำแหน่งของแฟลกเจลลาของเชื้อสไปโรขีทอยู่ระหว่างชั้นเปลือกหุ้มชั้นนอกและชั้นเปปทิโดกลัย
  5. แคน ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า periplasmic flagella ซึ่งจะติดกับ protoplasmic cylinder ที่ปลายทั้ง
  6. สองด้าน และขยายไปยังบริเวณศูนย์กลางของเซลล์ จำนวนของแฟลกเจลลาต่อเซลล์แตกต่างกัน
  7. ไปแล้วแต่ชนิดของสไปโรขีท
  8.  
  9. เชื้อเลปโตสไปรามีแฟลกเจลลาชนิด periplasmic จำนวนสองอันอยู่ที่ปลายแต่ละด้าน ส่วนที่เป็น
  10. ด้านอิสระของแฟลกเจลลายืดขยายมาทางศูนย์กลางของเซลล์ แต่จะไม่ทับซ้อนกันเหมือนเชื้อสไปโรขีทชนิดอื่นๆ ในขณะที่ด้านที่เป็นฐานของแฟลกเจลลาของเชื้อเลปโตสไปราจะคล้ายกับแฟลกเจลลาของเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ สำหรับแฟลกเจลลาของเชื้อสไปโรขีทชนิดอื่นๆจะคล้ายกับแฟลกเจลลาของเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก
  11.  
  12. เชื้อเลปโตสไปราแตกต่างจากเชื้อสไปโรขีทชนิดอื่นๆ ตรงที่ไม่มีสารกลัยโคไลปิด และส่วนประกอบของเปปทิโดกลัยแคนของเชื้อเลปโตสไปราจะเป็นกรดไดอะมิโนไพมิลิก ในขณะที่ของเชื้อสไปโรขีทชนิดอื่นๆเป็นสารออทินีน

การเพาะเลี้ยงเชื้อ

 

การเพาะเชื้อเลปโตสไปราจากสิ่งส่งตรวจที่เป็นนํ้าไขสันหลัง ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อที่ได้จากการ

ผ่าตัด ต้องใช้เวลานาน 4 สัปดาห์ ก่อนที่จะบอกว่าผลเป็นลบ เมื่อได้เชื้อแล้วจะแยกชนิดว่าเป็นชนิด

ก่อโรคหรือไม่ เป็น serovar หรือ serogroup ใด โดยเริ่มต้นดูจากลักษณะการเจริญเติบโต

 

เชื้อเลปโตสไปราชนิดไม่ก่อโรคจะเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 11-13 องศาเซลเซียส เจริญได้ดีใน 8-

azaguanine หรือ 2,6-diaminopurine และสามารถสร้าง lipase ขณะที่เชื้อเลปโตสไปราชนิดก่อ

โรคไม่มีคุณสมบัติที่กล่าวมา

 

ต่อจากนั้นจะนำมาทดสอบว่าเป็นซีโรกรุ้ปใดโดยใช้แอนติบอดีหลายชนิดทดสอบ ปัจจุบันการแยก

วิเคราะห์เชื้อด้วยวิธีการทางอณูชีววิทยาได้มีการพัฒนาขึ้นโดยอาศัย serovarspecific probes และ

PCR ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นในบางซีโรกรุ้ปโดยใช้วิธี RAPD หรืออาจใช้วิธี RFLP, Falty acid

methylester (FAME) สำหรับการแยกสปีชีย์ของเชื้อเลปโตสไปรา สามารถทำได้โดยการศึกษา

DNA-DNA homology หรือใช้วิธี PFGE ของ DNA ที่ตัดด้วย Not I, APPCR และ MRSP

 

กลไกการเกิดโรค

  1.  
  2.  
  3. เชื้อเลปโตสไปราเข้าสู่ร่างกายโดยการไชผ่านผิวหนังที่มีบาดแผลใหญ่ เล็ก หรืออาจเป็นบาดแผล
  4. เล็กๆที่มองไม่เห็นได้นอกจากนั้นอาจได้รับเชื้อเลปโตสไปราโดยการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศในรูปของหยดละอองขนาดเล็ก การดื่มนํ้า หรือสูดหายใจเอานํ้าที่ปนเปื้อนเชื้อเลปโตสไปราเข้าไปสามารถทำให้เกิดโรคได้ มารดาที่ติดเชื้อจะสามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้เช่นกัน
  5. ผู้ป่วยสามารถป่วยเป็นโรคได้เมื่อได้รับเชื้อเลปโตสไปราเพียงจำนวนน้อย เช่น 1-10 ตัว เมื่อเชื้อเลปโตสไปราเข้าสู่ร่างกายสามารถแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว
  6.  
  7. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง IgM และ complement สามารถทำลายได้เฉพาะ
  8. เชื้อเลปโตสไปราชนิด L. biflexa ที่เป็นชนิดไม่ก่อโรค แต่ไม่สามารถทำลายเชื้อเลปโตสไปราชนิดก่อโรค ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อเลปโตสไปราชนิดก่อโรค สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วออกจากตำแหน่งที่ติดเชื้อ ทำให้ไม่เกิดการอักเสบบริเวณที่ติดเชื้อ และเชื้อสามารถเล็ดลอดจากการทำ ลายของระบบภูมิคุ้มกันได้
  9.  
  10. โดยปกติแล้วเชื้อเลปโตสไปราชนิดก่อโรคจะเจริญอยู่ในร่างกายสัตว์หรือมนุษย์ได้ดีกว่าเชื้อเลปโตสไปราชนิดไม่ก่อโรค และเจริญได้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส โดยอาศัย heat shock protein(HSp 60) ซึ่งควบคุมด้วยยีนที่มีชื่อเรียกว่า GroEL gene เช่นเดียวกับแบคทีเรียชนิดอื่นๆ

กลไกของร่างกายต่อสู้เชื้อโรค

  1.  
  2. ภูมิคุ้มกันชนิดไม่จำเพาะเจาะจงไม่สามารถทำลายเชื้อเลปโตสไปราที่รุนแรงได้ พบว่ากลไกที่มีความสำคัญและมีบทบาทมากที่สุดในการต่อสู่กับเชื้อเลปโตสไปรา คือ การสร้างแอนติบอดี ส่วนเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าใดนัก แต่อาจมีผลต่ออาการในระยะท้ายของโรค
  3.  
  4. ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเลปโตสไปรามีความจำเพาะเจาะจงสำหรับเชื้อแต่ละซีโรทัยป์ และอยู่ได้นานหลายปี เคยมีการทดลองนำเลือดที่มีแอนติบอดีต่อเชื้อเลปโตสไปรามาใช้รักษาโรคฉี่หนูในมนุษย์ และเคยมีการนำไปใช้ป้องกันการติดเชื้อในสัตว์ทดลอง
  5.  
  6. ระบบแอนติบอดี-คอมพลิเมนท์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำจัดเชื้อเลปโตไปรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อที่อาศัยอยู่ที่เนื้อไต ในสัตว์ทดลองที่ไม่มีการกระตุ้นแอนติเจนโดยเชื้อเลปโตสไปรา สามารถแพร่กระจายเชื้อในปัสสาวะได้

การติดต่อ

 

สัตว์ที่นำเชื้อเลปโตสไปราได้แก่ พวกสัตว์แทะ เช่น หนู โดยเฉพาะ หนูนา หนูพุก รองลงมาได้แก่

สุนัข วัว ควาย สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อเลปโตสไปราไว้ในไต เมื่อหนูถ่ายปัสสาวะออกมา เชื้อเลปโตสไป

ราจะอยู่ในน้ำหรือดิน เมื่อคนสัมผัสเชื้อเลปโตสไปราซึ่งอาจจะเข้าทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา เชื้อ

เลปโตสไปรายังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่เป็นปกติได้

 

มนุษย์รับเชื้อได้ 2 วิธี วิธีแรกเป็นการรับเชื้อทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่นำเชื้อเลปโตสไปรา

ระหว่างสัตว์ต่อสัตว์ หรือคนต่อคนโดยเพศสัมพันธ์ วิธีที่สองเป็นการรับเชื้อทางอ้อม โดยเชื้อที่ปนใน

น้ำ ในดินเข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุที่ตา ปาก จมูก

 

เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผลหรือรอยขีดข่วน หรือผิวหนังที่เปื่อยเนื่องจากแช่อยู่ในน้ำ

นานๆ และเยื่อบุที่อ่อนนุ่ม เช่น ตา จมูก ปาก โดยมักพบเชื้อในน้ำ ดินทรายเปียกชื้น หรือผักที่ปน

เปื้อนปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ คนอาจติดโรคขณะว่ายน้ำหรือขณะประกอบอาชีพ เช่น การสัมผัส

ปัสสาวะสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อโดยตรง หรืออาจติดเชื้อขณะกินอาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ

หนู แต่ไม่พบบ่อยนัก และอาจติดเชื้อโดยการหายใจเอาฝอยละอองของของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อ

ระหว่างว่ายน้ำแล้วสำลักน้ำเข้าไป

 

ระยะฟักตัว
 


 

ใช้เวลาประมาณ 2-30 วัน ส่วนใหญ่จะมีอาการหลังได้รับเชื้อ 4-19 วัน
 


 

ระยะติดต่อ
 


 

ไม่พบการติดต่อจากคนถึงคนโดยตรง แต่เชื้อเลปโตสไปรามักถูกขับออกมาในปัสสาวะผู้ป่วยได้นาน

ประมาณ 1 เดือน บางรายอาจนานถึง 11 เดือน

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

สะอึก

2 สิงหาคม 2556 52.471

สะอึก หลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ในการ "สะอึก" มาบ้างแล้ว และทราบดีว่าการที่จะทำให้หยุดสะอึกอย่างจงใจนั้นไม่สามารถจะกระทำได้

ถุงน้ำใต้ลิ้น

7 สิงหาคม 2556 71.195

ผู้ป่วยบางท่านมีความรู้สึกระคายเคืองใต้ลิ้นแต่ไม่เจ็บ และความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเป็นๆ หายๆบางครั้งขณะที่รับประทานอาหารก็รู้สึกว่ามีน้ำลายมากกว่าปกติหรือบางครั้งรู้สึกว่ามีก้อนผิดปกติค้ำอยู่ใต้ลิ้นทำให้เคี้ยวอาหารไม่สะดวก

การปฏิบัติตนสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์

8 สิงหาคม 2556 2.832

คำแนะนำต่อไปนี้คือแนวทางสำหรับท่านที่ติดเชื้อเอดส์ หรืออาจจะมีผู้ที่ติดเชื้อเอดส์อยู่ในครอบครัว เพื่อการปฏิบัติตนและดูแลสุขภาพสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์อย่างถูกต้องเหมาะสม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ