โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 6,607 Views

อัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์ (ultrasound)

เป็น การตรวจวิเคราะห์โดยการใช้เคลื่อนเสียงความถี่สูง โดยมีหลักการคือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกจากเครื่องอัลตราซาวด์ ผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปภายในช่องท้อง เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบอวัยวะที่ทึบหรือมีความหนาแน่นแตกต่างกัน ก็จะสะท้อนกลับมาที่เครื่องอัลตราซาวด์ และแปลงเป็นสัญญาณภาพปรากฎบนจอมอนิเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายเป็นภาพบนแผ่นเอ็กซเรย์เก็บไว้ได้
 
ปัจจุบันการตรวจด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าอัลตราซาวด์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สำคัญทางรังสีวิทยาวิธีหนึ่ง การตรวจด้วยวิธีนี้จัดเป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเตรียมผู้ป่วยมากนัก เครื่องมือหาได้ง่าย มีในโรงพยาบาลเกือบทุกจังหวัด และอำเภอของประเทศไทย จนบางครั้งมีผู้กล่าวว่า ในอนาคตจะสามารถใช้แทนหูฟัง stethoscope ของแพทย์ได้ นอกจากนี้อัลตราซาวด์ยังทำการตรวจได้ที่ข้างเตียงผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่ยนที่ มีอาการหนัก ข้อมูลที่ได้จากการตรวจด้วยวิธีนี้แม้จะไม่มากเท่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ก็ทำให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยส่วนใหญ่เบื้องต้นได้ โดยเฉพาะโรคในช่องท้อง ปัจจุบันเครื่องอัลตราซาวด์มีราคาไม่แพงมากนัก ในโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งสามารถจัดหาเครื่องได้ ข้อสำคัญการตรวจอัลตราซาวด์ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ตรวจเป็นอย่างมาก
 
หลักการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
อัลตราซาวด์เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงโดยให้ทรานส์ดิว เซอร์ ส่งคลื่นอัลตราซาวด์กระทบกับผิว ต่อมหรือเนื้อเยื่อที่มีคุณสมบัติต่างกัน จะเกิดการสะท้อนกระเจิงของคลื่น และคลื่นที่สะท้อน กระเจิงกลับเข้าสู่ทรานส์ดิวเซอร์ จะถูกบันทึก ขยายและปรับแต่งก่อนส่งไปแสดงผลทางจอภาพ
การนำมาใช้เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค
คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถใช้ตรวจส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่
1. ส่วนหัว ใช้ตรวจเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี เพื่อตรวจดูความผิดปกติในกระโหลกศีรษะ โดยตรวจผ่านกระหม่อมที่ยังไม่ปิด
2. ส่วนคอ ใช้ตรวจหาความผิดปกติและหารอยโรคของต่อมไทรอยด์, ต่อมน้ำลาย, ก้อนในบริเวณคอ และใช้ตรวจเส้นเลือดแดงคาโรติด
3. ส่วนอก ใช้ตรวจทรวงอก เพื่อดูน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือตรวจดูรอยโรคว่า เป็นเนื้อหรือน้ำติดกับผนังทรวงอก เช่น เนื้องอก
4. ช่องท้อง ใช้ตรวจดูความผิดปกติและหารอยโรคของอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด
5. ส่วนอื่นๆ ใช้ ตรวจเพื่อหาความผิดปกติและรอยโรคที่สงสัยในอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน หรือมีน้ำภายใน เช่น กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเต้านม ขา เส้นเลือดขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อดูความผิดปกติของเส้นเลือด วัดความเร็วการไหลเวียนเส้นเลือด ดูการอุดตันของเส้นเลือด
 
อัลตราซาวด์ของอวัยวะภายในช่องท้อง
1. อัลตราซาวด์ของอวัยวะภายในช่องท้อง อาจตรวจเฉพาะส่วนบนภายในช่องท้อง หรือส่วนล่างภายในช่องท้องก็ได้ แล้วแต่ว่าอาการของคนไข้บ่งบอกว่ามีความผิดปกติของส่วนใด นอกจากนี้แล้วยังสามารถดูความผิดปกติของอวัยวะนอกช่องท้อง ที่อยู่ทางด้านหลังด้วย เช่น ไต เป็นต้น เนื่องจากอวัยวะทั้งภายในช่องท้องและที่อยู่รอบๆ บริเวณใกล้เคียงกับช่องท้อง อาจทำให้มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารได้ การตรวจโดยอาศัยอัลตราซาวด์จึงต้องตรวจทั้งสองส่วน เพื่อหาความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินอาหาร
2. อวัยวะที่สามารถตรวจหาความผิดปกติโดยอาศัยการทำอัลตราซาวด์ของ ช่องท้องได้แก่ การตรวจความผิดปกติของตับ ถุงน้ำดี ท่อทางเดินน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ก้อนเนื้องอกภายในช่องท้อง เช่น เนื้องอกของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ อวัยวะของสตรี เช่น มดลูก รังไข่ อวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต กระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งต่อมลูกหมาก ก็สามารถดูความผิดปกติจากการทำอัลตราซาวด์ได้เช่นกัน
3. ผู้ที่มารับการตรวจอัลตราซาวด์ของระบบทางเดินอาหาร ควรจะงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพราะการที่มีลมและเศษอาหารอยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ภาพที่ออกมาไม่ชัดเจน แปลผลไม่ได้
 
การตรวจอัลตราซาวด์ทางสูติศาสตร์
1. เครื่องตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงประมาณ 1-10 ล้านรอบต่อวินาที นำ มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันในทางสูติศาสตร์ นิยมใช้เครื่องมือแบบ real time scanner ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5-7 ล้านรอบต่อวินาที เครื่องมือนี้สามารถใช้ตรวจดูรูปร่างของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และการทำงานของอวัยวะภายในบางชนิด โดยไม่เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง
2. การตรวจด้วยเครื่องมืออัลตราซาวด์ในทางสูติศาสตร์ แบ่งการตรวจเป็น 2 ระดับ คือการตรวจเบื้องต้นพื้นฐานทั่วไป หรือที่อาจเรียกว่าการตรวจระดับที่หนึ่ง (level 1 examination) เป็นการตรวจทั่วไปตามมาตรฐานสากลเพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ ติดตามการเจริญของทารกในครรภ์ รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ ของมารดา และการตรวจระดับที่สอง (level 2 examination) เป็นการตรวจอย่างละเอียดในกรณีที่ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เช่น ทารกผิดรูปหรือพิกลพิการ เป็นต้น
3. โดยทั่วไปแล้วการตรวจระดับที่หนึ่งเป็นการตรวจที่ไม่ต้องอาศัย ความชำนาญมากนัก ได้แก่ การตรวจอายุครรภ์ ตรวจการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ปริมาณของน้ำคร่ำ จำนวนทารกในครรภ์ ตรวจการเคลื่อนไหวของหัวใจทารกในครรภ์ เมื่อใกล้คลอดยังสามารถตรวจท่าคลอดของทารกได้ รวมทั้งตำแหน่งของรกว่าเกาะติดกับผนังมดลูกอย่างไรบริเวณใด นอกจากนี้การตรวจระดับที่หนึ่งยังช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติในอุ้ง เชิงกรานต่างๆ ที่อาจพบได้ เช่น เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น
4. สำหรับการตรวจโดยละเอียดหรือที่เรียกว่าระดับที่สอง มุ่งเน้นความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่สงสัยว่าจะมีความผิดปกติบางประการ ซึ่งเป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ และเป็นการตรวจที่ใช้เวลามากโดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งชั่วโมง วิธีนี้จะตรวจละเอียดในทุกอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของทารกในครรภ์ ได้แก่ เนื้อสมองส่วนต่างๆ โพรงน้ำในสมอง ก้านสมอง ลักษณะโครงใบหน้าของทารก ระยะห่างระหว่างลูกตาทั้งสองข้าง ส่วนคอ ทรวงอก ห้องหัวใจต่างๆ ทั้สี่ห้อง รวมทั้งลิ้นหัวใจทั้งหมด ส่วนของกระบังลม กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ กระดูกสันหลังระดับต่างๆ กระดูกต้นขา และที่สำคัญคือตำแหน่งของสายสะดือที่เกาะบริเวณรก รวมทั้งจำนวนเส้นเลือดที่สายสะดือ
5. โดยทั่วไปสูติแพทย์ทำการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์เบื้องต้นพื้น ฐานก่อนเสมอ โดยจะทำการตรวจระดับที่สองเมื่อมีข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์เท่านั้น ข้อบ่งชี้ต่างๆ ได้แก่ มารดาเคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิด พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปกติ ตรวจเลือดมารดาพบระดับของอัลฟาฟีโตโปรตีนสูง ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับสารเคมีที่อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิด ปกติ เป็นต้น
 
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
1. ส่วนหัว สามารถตรวจได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจ แต่ในเด็กบางรายอาจต้องให้ยาตามคำสั่งแพทย์
2. ส่วนคอและส่วนอก สามารถตรวจได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ
3. ส่วนท้อง แบ่งเป็น 
o Upper Abdomen งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ ในเด็กให้งดอาหารหรือนม 1 มื้อ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะถุงน้ำดี ชัดเจน
o Lower Abdomen ไม่ ต้องงดน้ำและอาหาร เว้นแต่แพทย์สั่ง ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว และกั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่ ซึ่งจะทำให้สามารถเห็นมดลูกและอวัยวะบริเวณท้องน้อยชัดเจน
o Whole Abdomen งด อาหาร 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ แต่ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว หลังจากนั้นงดดื่ม และกลั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่
4. ส่วนอื่นๆ สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ
5. ควรงดน้ำ และอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อน การตรวจ สำหรับเด็กเล็ก ให้งดนมเพียง 4 ชั่วโมง เหตุที่ต้องงดน้ำ ก็เพราะว่าถ้าไม่มีอะไรถูกกลืนลงสู่หลอดอาหารแล้ว โอกาสที่อากาศจะผ่านสู่กระเพาะอาหารก็น้อยด้วย ซึ่งอากาศมีอิทธิพลต่อภาพอัลตราซาวนด์ ไม่ว่าจะมีอากาศอยู่ในส่วนใดของทางเดินอาหารก็ตาม ก็จะทำให้ขาดข้อมูลที่ต้องการบนภาพได้ และในกรณีที่ผู้ป่วยมีแก๊ซในลำไส้มาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ให้รอไปก่อน 2-3 ชั่วโมง เหตุที่ต้องงดอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาพลวงจากอาหารที่รับประทาน และอาหารที่มันๆ ยังทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว จนการตรวจถุงน้ำดีทำได้ยาก
 
 
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 

เครื่องตรวจด้วยคลื่นอุลตราซาวด์เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงประมาณ 1-10 ล้านรอบต่อ

วินาที นำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันในทางสูติศาสตร์ นิยมใช้

เครื่องมือแบบ real time scanner ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5-7 ล้านรอบต่อวินาที เครื่องมือนี้สามารถ

ใช้ตรวจดูรูปร่างของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์และการทำงาน

ของอวัยวะภายในบางชนิด โดยไม่เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัย

ทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง

 

การตรวจด้วยเครื่องมืออุลตราซาวด์ในทางสูติศาสตร์ แบ่งการตรวจเป็น 2 ระดับ คือการตรวจเบื้องต้น

พื้นฐานทั่วไป หรือที่อาจเรียกว่าการตรวจระดับที่หนึ่ง (level 1 examination) เป็นการตรวจทั่วไปตาม

มาตรฐานสากลเพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ ติดตามการเจริญของทารกในครรภ์ รวมทั้ง

ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆของมารดา และการตรวจระดับที่สอง (level 2

examination) เป็นการตรวจอย่างละเอียดในกรณีที่ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เช่น ทารกผิดรูปหรือ

พิกลพิการ เป็นต้น

 

 

โดยทั่วไปแล้วการตรวจระดับที่หนึ่งเป็นการตรวจที่ไ

ม่ต้องอาศัยความชำนาญมากนัก ได้แก่ การตรวจอายุครรภ์ ตรวจการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

ปริมาณของน้ำคร่ำ จำนวนทารกในครรภ์ ตรวจการเคลื่อนไหวของหัวใจทารกในครรภ์ เมื่อใกล้คลอด

ยังสามารถตรวจท่าคลอดของทารกได้ รวมทั้งตำแหน่งของรกว่าเกาะติดกับผนังมดลูกอย่างไรบริเวณ

ใด นอกจากนี้การตรวจระดับที่หนึ่งยังช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติในอุ้งเชิงกรานต่างๆ ที่อาจพบได้

เช่น เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น

 

สำหรับการตรวจโดยละเอียดหรือที่เรียกว่าระดับที่สอง มุ่งเน้นความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่สงสัย

ว่าจะมีความผิดปกติบางประการ ซึ่งเป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ และเป็นการตรวจ

ที่ใช้เวลามากโดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งชั่วโมง วิธีนี้จะตรวจละเอียดในทุกอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของ

ทารกในครรภ์ ได้แก่ เนื้อสมองส่วนต่างๆ โพรงน้ำในสมอง ก้านสมอง ลักษณะโครงใบหน้าของทารก

ระยะห่างระหว่างลูกตาทั้งสองข้าง ส่วนคอ ทรวงอก ห้องหัวใจต่างๆ ทั้สี่ห้อง รวมทั้งลิ้นหัวใจทั้งหมด

ส่วนของกระบังลม กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ กระดูกสันหลัง

ระดับต่างๆ กระดูกต้นขา และที่สำคัญคือตำแหน่งของสายสะดือที่เกาะบริเวณรก รวมทั้งจำนวน

เส้นเลือดที่สายสะดือ

 

 

โดยทั่วไปสูติแพทย์ทำการตรวจด้วยคลื่นอุลตราซา

วน์เบื้องต้นพื้นฐานก่อนเสมอ โดยจะทำการตรวจระดับที่สองเมื่อมีข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์เท่านั้น ข้อ

บ่งชี้ต่างๆ ได้แก่ มารดาเคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิด พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปกติ ตรวจ

เลือดมารดาพบระดับของอัลฟาฟีโตโปรตีนสูง ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับสาร

เคมีที่อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ เป็นต้น

 

 

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

167 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis)

15 กุมภาพันธ์ 2557 305.160

โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ไม่ใช่โรคติดต่อ มักเริ่มพบในวัยเด็ก โดยพบประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวได้ถึงร้อยละ 70 เช่น ประวัติว่าพ่อแม่เป็นหืดหอบ ลมพิษ หรือน้ำมูกไหลเพราะแพ้อากาศ

การเลือกวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.570

การออกกำลังกายที่เหมาะสม และดีที่สุดสำหรับตัวเราควรจะเป็น การออกกำลังกายที่เรามีความพอใจที่จะทำ และสามารถที่จะทำได้อย่างสม่ำเสมอด้วยความเต็มใจ

การก้าวขึ้นลงบนที่วางเท้าเตี้ยๆ

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.557

การออกกำลังกายด้วยการก้าวเท้าขึ้นลงบนที่วางเท้าเตี้ยๆ นี้ถือได้ว่า เป็นการฝึกความแข็งแรงอดทนทั่วไปของระบบการหายใจและไหลเวียนเลือด

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ