โพสต์ 1 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 5,894 Views

มาลาเรีย

มาลาเรีย

เชื้อมาลาเรียที่ก่อโรคในคนมี 4 ชนิด ได้แก่ P. falciparum, P. vivax, P. malariae และ P. ovale ในประเทศไทยเชื้อที่พบส่วนใหญ่เป็นชนิด P.falciparum และ P.vivax ส่วนน้อยเป็นชนิด P.malariae, P.ovale มาลาเรียเป็นกันมากในจังหวัดตามแนวชายแดน และจังหวัดที่ยังมีป่าทึบ ทั้งนี้เป็นเพราะพาหะของมาลาเรีย คือ ยุงก้นปล่อง ซึ่งที่เรียกอย่างนี้เพราะเวลาที่ยุงกัดคน มันจะเกาะโดยยกก้นขึ้นทำมุมกับผิวหนัง 45 องศาเห็นได้ชัดเจน มาลาเรียมีการกระจายอย่างกว้างขวาง ระหว่างเส้นรุ้งที่ 64 องศาเหนือ จนถึงเส้นรุ้งที่ 32 องศาใต้ และขึ้นกับอุณหภูมิของบรรยากาศ และระดับความสูงจากน้ำทะเล โดยเฉลี่ยจะพบเชื้อมาลาเรียที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส (68 องศาฟาเรนไฮต์) อย่างน้อยปีละ 2 เดือน และไม่พบเชื้อมาลาเรียในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 9,000 ฟุตขึ้นไป

ยุงก้นปล่อง

ยุงก้นปล่องที่สำคัญในเมืองไทยมีสองชนิด Anopheles dirus พบในป่าทึบ ชอบออกไข่ ตามแอ่งน้ำนิ่งขังตามธรรมชาติ เช่น แอ่งหินในป่าทึบ นิสัยชอบกัดกินเลือดคนมาก ไม่ชอบกัดสัตว์อื่น ออกหากินตอนดึกถึงเช้ามืด แต่ถ้าป่าทึบมากๆ ก็หากินช่วงกลางวันด้วย และถ้าเข้ามากัดคนในบ้าน ก็จะไม่เกาะฝาบ้าน ยุงชนิดนี้เป็นชนิดที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อมาลาเรียมากกว่ายุงพาหะชนิดอื่นในประเทศไทย อีกชนิดหนึ่งคือ Anopheles minimus พบตามชายป่า ชอบวางไข่ในลำธารน้ำใสไหลเอื่อยๆ เดิมพบว่าเมื่อมากัดคนในบ้านก็จะเกาะตามฝาบ้าน เมื่ออิ่ม ปัจจุบันยุ งชนิดนี้มีการปรับตัว ไม่เกาะฝาบ้าน และกัดคนนอกบ้านมากขึ้นโดยเฉพาะตอนหัวค่ำสาเหตุ

 

เชื้อมาลาเรีย

  1. เชื้อมาลาเรียก็มีหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยในประเทศไทย คือชนิดฟาลซิปารัม (falciparum) และไวแวกซ์ (vivax) ที่พบมาก และมีอาการรุนแรง คือ ชนิดฟาลซิปารัม
  2. เมื่อยุงก้นปล่องตัวเมียมีเชื้อมาลาเรียกัดคน ยุงจะปล่อยเชื้อมาลาเรีย (sporozoite) จากต่อมน้ำลายเข้าสู่กระแสเลือดของคน จากนั้นเชื้อจะเดินทางไปที่ตับ และเกิดการแบ่งเซลแบบไม่อาศัยเพศ ทำให้ได้ merozoite นับพันตัว จากนั้นเซลตับจะโต และแตกออกปล่อย merozoite ออกมาในกระแสเลือด
  3. ระยะนี้ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการของโรค คือ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ
  4. สำหรับเชื้อ P. vivax และ P. ovale เชื้อบางส่วนยังคงอยู่ในเซลตับที่เรียกว่า "hypnozoite" ทำให้เกิดการกลับเป็นซ้ำ (relapse) ได้
  5. หลังจากที่ merozoite เข้าสู่กระแสเลือด เชื้อจะเดินทางต่อไปยังเม็ดเลือดแดง และเจริญเป็น trophozoite และแบ่งตัวอีกครั้งเป็น merozoite 6-30 ตัว เมื่อเม็ดเลือดแดงแตก merozoite จะเดินทางไปยังเม็ดเลือดแดงอื่น แล้วเจริญแบ่งตัววนเวียนอยู่เช่นนี้
  6. merozoite บางตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเชื้อมีเพศ (gametocyte) เพศผู้เพศเมีย เมื่อยุงก้นปล่องตัวเมียกัดคนที่มี gametocyte ในกระแสเลือด เชื้อเหล่านี้จะผสมพันธุ์กันเป็น zygote เจริญเป็น oocyst ฝังตัวที่กระเพาะยุง แล้วแบ่งตัวเป็น sporozoite ไปยังต่อมน้ำลายเพื่อรอการกัดของยุงอีกครั้งระยะฟักตัว

 

ระยะฟักตัว

P. falciparum ระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน
P. vivax และ P. ovale ระยะฟักตัวประมาณ 8-14 วัน
P. malariae ระยะฟักตัวประมาณ 18-40 วัน

ระยะติดต่อ

  1. ยุงที่มากัดคนสามารถติดเชื้อได้ตลอดระยะเวลาที่คนนั้นมี gametocyte ในกระแสเลือด
  2. ในผู้ป่วย P.malariae ที่ได้รับการรักษาไม่เพียงพออาจจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ถึง 3 ปี หรือ 1-2 ปี ใน P.vivax และไม่เกิน 1 ปี ใน P.falciparum
  3. การติดต่อของไข้มาลาเรียโดยถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรียในต่อมน้ำลายกัด และปล่อยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดคน เป็นวิธีธรรมชาติที่พบได้มากที่สุด
  4. การติดต่อจากมารดาซึ่งมีเชื้อมาลาเรียในร่างกาย และถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์ วิธีนี้พบได้น้อยมาก มักพบได้ในท้องที่ที่มีมาลาเรียชุกชุม กรณีเช่นนี้จะพบระยะฟักตัวสั้นกว่าวิธียุงกัด ทารกแรกเกิด และมารดาจะมีเชื้อมาลาเรียชนิดเดียวกัน
  5. การติดต่อโดยวิธีการถ่ายเลือด จะพบในรายที่ผู้บริจาคโลหิต พบว่ามีความหนาแน่นของเชื้อมาลาเรียในกระแสโลหิตต่ำ และมักไม่มีอาการ

 

อาการ

  1. อาการ และอาการแสดงของมาลาเรียไม่มีลักษณะพิเศษบ่งเฉพาะ โดยมากจะมีอาการนำคล้ายกับเป็นหวัด คือ มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว และกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร
  2. อาการนี้จะเป็นเพียงระยะสั้น เป็นวัน หรือหลายวันก็ได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อ ชนิดของเชื้อ จำนวนของ sporozoite ที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป ภาวะภูมิคุ้มกันต่อเชื้อมาลาเรียของผู้ป่วย ภาวะที่ผู้ป่วยได้รับยาป้องกันมาลาเรียมาก่อน หรือได้รับยารักษามาลาเรียมาบ้างแล้ว
  3. อาการจับไข้ ซึ่งเป็นอาการที่เด่นชัดของมาลาเรียประกอบด้วย 3 ระยะคือ ระยะสั่น ระยะร้อน และระยะเหงื่อออก ปัจจุบันจะพบลักษณะทั้ง 3 ระยะได้น้อยมาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยตลอดเวลา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นมาลาเรียครั้งแรก เนื่องจากในระยะแรกๆ ของการติดเชื้อมาลาเรีย เชื้ออาจเจริญถึงระยะแก่ไม่พร้อมกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากได้รับเชื้อในเวลาต่างกัน ทำให้เกิดมีเชื้อหลายระยะ ดังนั้นการแตกของเม็ดเลือดแดงจึงไม่พร้อมกัน ทำให้ผู้ป่วยมาลาเรียในระยะแรกอาจมีไข้สูงลอยตลอดวันได้
  4. แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้วการแตกของเม็ดเลือดแดงพร้อมกัน จึงเห็นผู้ป่วยมีการจับไข้หนาวสั่นเป็นเวลาอาการที่สำคัญของมาลาเรีย คือ อาการไข้ ช่วงแรก อาจมีอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว แต่หลังจากนั้น จะมีไข้สูง หนาวสั่น อาจจะมีไข้เป็นพักๆ หรือสูงลอยก็ได้
  5. อาการไข้มักเกิดหลังรับเชื้อประมาณ 9-17 วัน ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวหลังจากเข้าป่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ ควรไปรับการตรวจหาเชื้อมาลาเรียทันที
  6. อาการของมาลาเรียฟาลซิปารัมที่เป็นรุนแรง ได้แก่ เหลือง ปอดบวมน้ำ ไตวาย และมาลาเรียขึ้นสมอง ซึ่งจะมาด้วยอาการชักหรือหมดสติ หากมีอาการแทรกซ้อนดังกล่าวเกิดขึ้น โอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก็มีสูง

 

การวินิจฉัยโรค

  1. การวินิจฉัยที่ใช้กันทั่วไปโดยการเจาะเลือดและย้อมดูเชื้อมาลาเรียด้วยกล้องจุลทรรศน์
  2. นอกจากนี้ยังต้องระวังอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กินไม่ได้ หรือเกิดภาวะดีซ่านตาเหลืองจัวเหลิง หรือในเด็กอาจต้องเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะเพื่อให้น้ำตาลได้ทัน
  3. ถ้าเกิดภาวะไตวายร่วมด้วยก็ต้องล้างไต
  4. หากมาลาเรียขึ้นสมองก็อาจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และให้ยากันชัก ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ เมื่อผู้ป่วยหายจากมาลาเรียก็จะกลับคืนปกติ

แนวทางการรักษา

การรักษาจำเพาะ

  1. การให้ยา schizontocide กำจัดเชื้อมาลาเรียที่เป็น schizont ซึ่งเป็นระยะไร้เพศในเม็ดเลือดแดง
  2. การเลือกชนิดของยา schizontocide นั้น ควรพิจารณาประสิทธิภาพของยาต่อเชื้อมาลาเรีย ตามลักษณะการดื้อยาของเชื้อมาลาเรียในพื้นที่ต่างๆ กัน
  3. เมื่อพบว่าเป็นมาลาเรียแล้ว แนะนำให้นอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นมาลาเรียมาก่อนเพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการรุนแรง และต้องให้ยาฉีดทางหลอดเลือดดำ เพราะส่วนใหญ่มักจะกินไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียน
  4. การให้ยาต้านมาลาเรียที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปในการรักษามาลาเรียชนิดฟาลซิปารัม คือควินินร่วมกับเตตร้าซัยคลิน นอกจากนั้นยังมียากลุ่มใหม่ที่ใช้ได้ผลดีเช่นอาร์ทีซูเนทและอาร์ทีมีเทอร์ จำเป็นต้องได้รับยาจนครบเพื่อป้องกันการเกิดเป็นซ้ำ และเชื้อดื้อยาได้
  5. ส่วนมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ อาการไม่รุนแรง และไม่มีโรคแทรกซ้อนมาก การรักษาจะใช้ยากินคลอโรควินร่วมกับยาไพรมาควิน ซึ่งจะต้องกินจนครบ 2 สัปดาห์ เพราะเชื้อชนิดนี้หลบซ่อนในตับและออกมาทำให้เป็นไข้มาลาเรียอีกได้

 

การบำบัดอาการและภาวะแทรกซ้อน

  1. การบำบัดอาการ และภาวะแทรกซ้อน คือ การบำบัดอาการ และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ป่วยยังมีเชื้อมาลาเรีย หรือภายหลังที่เชื้อมาลาเรียหมดแล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรีย falciparum ถ้าได้รับการรักษาช้า จะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
  2. การป้องกันการแพร่โรค คือ การใช้ยา gametocytocide ฆ่าเชื้อมาลาเรียระยะติดต่อ คือ gametocyteโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ในท้องที่ที่มียุงพาหะ

วิธีป้องกันโรค

  1. การป้องกันมาลาเรียทำได้โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปในป่าทีมียุงก้นปล่องอาศัยอยู่ รวมทั้งแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย ตามป่าเขา ตามแนวชายแดน
  2. ป้องกันไม่ให้ยุงกัดโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายมิดชิด
  3. ไม่ควรใส่เสื้อผ้าสีดำหรือสีคล้ำ เพราะยุงชอบแสงสลัวๆ
  4. หลีกเลี่ยงการพักแรมในป่าทึบ ถ้าจำเป็น ควรนอนในมุ้ง ในเต็นท์ที่กันยุงได้หรือห้องที่มีมุ้งลวด
  5. การใช้ยาทาป้องกันยุง ทีนิยมใช้ คือ N, N-diethyl-toluamide (DEET) มีฤทธิ์อยู่ได้ 4-6 ชั่วโมง โดยต้องทาให้ทั่ว บริเวณที่อยู่นอกผ้า ส่วนยาพ่นไล่ยุงและจุดรมควัน ประกอบด้วย Pyrethrum ใช้ไล่ยุงได้ดี แต่ออกฤทธิ์ไม่นาน
  6. สำหรับยาที่กินป้องกันมาลาเรีย ปัจจุบันนี้ไม่แนะนำให้กินยาป้องกันมาลาเรีย เนื่องจากเชื้อดื้อยามากขึ้น และทำให้เข้าใจผิดว่ากินยาแล้วจะไม่เป็น นอกจากนั้น ถ้าเป็นมาลาเรียขึ้นมาจริงๆ ก็อาจตรวจเลือดไม่พบเชื้อ เมื่อตรวจพบอีกที ก็มีอาการมากแล้ว

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

151 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

3 สิงหาคม 2556 12.726

โรคข้อเสื่อมจัดเป็นโรคข้อเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากความเสื่อมของร่างกายทำให้เกิดความไม่สมดุลในการสร้าง การทำลายและการซ่อมแซมภายในข้อ เกิดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้ออย่างช้าๆทำให้ผิวกระดูกอ่อนสึกกร่อน

FITNESS กับการออกกำลังกาย ตอนที่ 9

17 มิถุนายน 2556 7.068

ผมขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านเดลินิวส์ที่ส่ง e-mail เข้ามาถามผมในปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายเพิ่มเติมจากที่เขียนไว้ในคอลัมน์นี้ บางรายเพิ่งอ่านเป็นครั้งแรกต้องการตอนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนที่ 1-7 บางรายขออนุญาตนำไปติดบอร์ดหรือส่งต่อให้ผู้อื่น

เกาะติดสถานการณ์ โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

2 สิงหาคม 2556 17.328

ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ถึง 500,000 รายต่อปีและทุกปีมีคนไทยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สูงถึง 20%

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ