โพสต์ 16 ก.พ. 57 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 40,327 Views

ผงซักฟอก

ผงซักฟอก

ทุกวันนี้การซักผ้าไม่ว่าจะซักด้วยมือ หรือซักด้วยเครื่อง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ "ผงซักฟอก" ปัจจุบันมีผงซักฟอกมากมายหลายยี่ห้อ หลายรูปแบบ ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนประกอบหลักในผงซักฟอกแต่ละยี่ห้อแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ผงซักฟอกเป็นเกลือของกรดซัลโฟนิก ซึ่งมีสมบัติชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้เช่นเดียวกับสบู่  ผงซักฟอกเป็นเกลือของกรดซัลโฟนิก เป็นสารซักล้างที่ผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่ มีสารลดแรงตึงผิวเป็นส่วนประกอบหลัก มีทั้งชนิดสังเคราะห์ และชนิดสกัดจากธรรมชาติ โดยทั่วไปเป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของสารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงผงซักฟอกที่มีลักษณะเป็นผง เม็ดเล็กๆ หรือเกล็ด อัดขึ้นรูป กึ่งแข็งกึ่งเหลว แท่ง หรือลักษณะอื่น แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดเหลว

บิลเดอร์ ฟอสเฟต

  1. บิลเดอร์ ฟอสเฟต เป็นส่วนประกอบของผงซักฟอกประมาณร้อยละ 30-50 ทำให้น้ำมีสภาพเป็นเบส เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายได้ดี
  2. ฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนของโลหะในน้ำกระด้างเป็นสารเชิงซ้อน ทำให้ไอออนของโลหะในน้ำกระด้างไม่สามารถขัดขวางการกำจัดสิ่งสกปรกของผงซักฟอกได้
  3. โพลีฟอสเฟต ช่วยทำให้น้ำมันกระจายออกเป็นเม็ดเล็กๆ จนแขวนลอยอยู่ในน้ำได้ สิ่งสกปรกที่ไม่ละลายน้ำกระจายตัว และช่วยปรับสภาพของน้ำกระด้างให้เป็นน้ำอ่อน
  4. สารโซเดียมไทรโพลีฟอสเฟส (STPP) ช่วยลดความกระด้างของน้ำ เป็นตัวช่วยให้น้ำเป็นด่างเพื่อให้ผงซักฟอกทำงานดีขึ้น และเป็นตัวกันสิ่งสกปรกที่หลุดออกไม่ให้กลับมาจับที่ผ้าอีก สารนี้ลดความกระด้างได้ผลเป็นอย่างดี
  5. ด่าง จะแปรสภาพพวกไขมันให้เป็นสบู่ และรักษาความเป็นกรด-ด่างของน้ำซักให้คงที่

สารลดแรงตึงผิว

  1. สารลดแรงตึงผิว (surfactant) เป็นสารที่เมื่อละลายน้ำแล้ว จะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ สารลดแรงตึงผิวอาจเป็นสารเคมีประเภท anionic, cationic หรือ nonionic ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือส่วนผสมของสารเหล่านี้ สารลดแรงตึงผิวมีคุณสมบัติช่วยให้กิดฟอง และยังช่วยทำให้พื้นผิวสกปรกเปียกน้ำ ตลอดจนสามารถดึงสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิวและกระจายอยู่ในน้ำ
  2. สารลดแรงตึงผิวที่ใช้ชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลาย ได้แก่ เกลือโซเดียมแอลคิลซัลโฟเนต โซเดียมแอลคิลเบนซิลซัลโฟเนต โดยผสมอยู่ประมาณร้อยละ 30 สารลดแรงตึงผิวเป็นหัวใจของผงซักฟอก เนื่องจากเป็นตัวที่ทำให้คราบสกปรกที่ติดอยู่กับเนื้อผ้าหลุดออกได้ง่าย ปัจจุบันผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้สารลิเนียอัลคีลเบนซีนซัลโฟเนท (linear alkylbenzensulfonate หรือ LAS)
  3. สารลดความตึงผิวสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ anionic surfactants, nonionic surfactants, cationic surfactants

สารลดความตึงผิวประเภทแอนไอออน (anionic surfactants)

สารลดความตึงผิวประเภทนี้มีประจุไฟฟ้าลบ (-) มีความสามารถในการชำระล้างคราบสกปรกประเภทดินโคลน ออกจากผ้าฝ้ายและเส้นใยธรรมชาติอื่นๆได้ดีเป็นพิเศษ มีฟองมาก และจะทำงานได้ดีในน้ำที่มีอุณหภูมิสูง แต่จะใช้ได้ไม่ดีในน้ำกระด้าง

สารลดความตึงผิวประเภทนอนไอออน (nonionic surfactants)

สารลดความตึงผิวนี้ไม่มีประจุไฟฟ้า มีฟองน้อย ทำงานได้ดีในทุกสภาพน้ำ ไม่จำเป็นต้องเติมสารที่ทำให้น้ำอ่อน ดังเช่นสารลดความตึงผิวประเภทแอนไอออน สารประเภทนอนไอออนมีความสามารถในการชำระคราบไขมันออกจากพอลิเอสเตอร์และเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ ได้ดีเป็นพิเศษ

สารลดความตึงผิวประเภทแคตไอออน (cationic surfactants)

สารลดความตึงผิวประเภทนี้มีประจุไฟฟ้าบวก (+) นิยมผสมในน้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าสารซักฟอก เพราะประจุไฟฟ้าบวกจะไปช่วยทำให้เกิดความสมดุล หลังจากเสื้อผ้าได้รับประจุไฟฟ้าลบในระหว่างการซัก

สารลดความกระด้างของน้ำ

  1. สารลดความกระด้างของน้ำไม่ได้ช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากเนื้อผ้าโดยตรง แต่จะช่วยให้สารลดแรงตึงผิวมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยจะรักษาสมดุลความเป็นกรดด่างของน้ำ และช่วยทำให้น้ำลดความกระด้างลง จึงทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากเนื้อผ้าได้โดยง่าย
  2. โซเดียมไทรโพลิฟอสเฟต (sodium tripolyphosphate: STPP) เป็นสารลดความกระด้างของน้ำที่ผู้ผลิตนิยมใช้กันมากที่สุด
  3. สารลดความกระด้างของน้ำชนิดอื่นๆ ได้แก่ เกลือของกรดไนทริไทรแอซิติก (NTA) เกลือของกรดซิตริก เกลือของกรดโพลิคาร์บอกซิลิก (PAC) เกลือฟอสเฟต และซีโอไลต์
  4. ผงซักฟอกในประเทศไทยบางสูตรนิยมใช้สารซีโอไลต์ แทนสาร STPP

สารป้องกันการตกตะกอน

ผงซักฟอกส่วนใหญ่ใส่สารป้องกันการตกตะกอน เพื่อมิให้เกิดตะกอนขึ้นระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ปัจจุบันนิยมใช้โซเดียมคาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส

สารที่ทำหน้าที่กันสนิมหรือรักษาความเป็นด่าง

ช่วยรักษาความเป็นด่างของผงซักฟอกตลอดการซัก ทำให้ผงซักฟอกไม่กัดภาชนะที่ซัก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารลดแรงตึงผิว สารที่ทำหน้าที่กันสนิมหรือรักษาความเป็นด่าง ได้แก่ โซเดียมซิลิเกต และโซเดียมคาร์บอเนต

สารเพิ่มความสดใส

สารเพิ่มความสดใส (optical brighteners) มีคุณสมบัติดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดการเรืองแสงและสะท้อนเข้าตา ทำให้ดูเหมือนผ้าขาวสดใส

สารควบคุมการเกิดฟอง

  1. นิยมใช้สบู่ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงซึ่งทำจากไขวัว หรือ behenic acid
  2. สารควบคุมการเกิดฟองมี 2 ประเภท คือ สารเพิ่มฟอง และ สารลดฟอง
  3. สารเพิ่มฟอง (foam boosters) นิยมเติมในผงซักฟอกที่ซักด้วยมือเพราะเมื่อเวลาซักจะมีฟองเยอะทำให้รู้สึกว่าออกแรงน้อย
  4. สารลดฟอง (defoamers) นิยมเติมในผงซักฟอกที่ซักด้วยเครื่อง เพื่อป้องกันการเกิดฟองล้นออกมานอกเครื่องซักผ้า

สารเร่งการฟอก

สารเร่งการฟอก (bleach activator) ใส่เพื่อขจัดรอยเปื้อนโดยไม่ทำลายเส้นใย ได้แก่ โซเดียมเพอร์โบเรต

สารช่วยละลาย

สารช่วยละลาย (hydrotrope) ใส่เพื่อให้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีขึ้น ได้แก่ โซเดียมโทโลอิน หรือ ไซลีนซัลโฟเนต

สารแอนติออกซิแดนซ์

ใส่ในผงซักฟอกเพื่อยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน

เอนไซม์

เอนไซม์ เป็นสารอินทรีย์ที่ช่วยย่อยโมเลกุลของแป้ง โปรตีน ไขมัน รวมทั้งคราบเลือด

น้ำหอม

เพื่อแต่งกลิ่นของผลิตภัณฑ์ให้น่าใช้ยิ่งขึ้น

สี

สี (dyes or pigments) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้และดูสะอาด

สารป้องกันการคืนกลับ

  1. เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกที่หลุดออกมาไม่ให้ไหลย้อนกลับมาเกาะบนเนื้อผ้าอีก ส่วนใหญ่นิยมใช้สารโซเดียมคาร์บอกซิเมทิลดรอกซีเอทเซลลูโลส เป็นหลัก บางผลิตภัณฑ์เลือกใช้โซเดียมคาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส เพื่อป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ของสิ่งสกปรกที่ถูกขจัดออกมาแล้ว ผลที่ได้ใกล้เคียงกัน
  2. ซิลิเกต (silicates) ช่วยทำให้สิ่งสกปรกกระจายตัว ป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ของสิ่งสกปรกที่ถูกขจัดออกมาแล้ว และป้องกันการกัดกร่อนของภาชนะที่ทำด้วยโลหะที่ใช้ในการซัก

กลไกการทำความสะอาดของผงซักฟอก

  1. การทำให้สิ่งสกปรกและพื้นผิวเปียก (Wetting) ด้วยการใช้สารลดแรงตึงผิว โมเลกุลของสารลดแรงตึงผิว จะมีทั้งส่วนที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำโดยส่วนของโมเลกุลของสารลดแรงตึงผิวที่ไม่ละลายน้ำจะถูกผลักออกไป ทำให้โมเลกุลของสารลดแรงตึงผิวไปเรียงตัวอยู่ที่ผิงของน้ำ ทำให้พื้นผิวเปียก
  2. การสะเทิน (Neutralization) ธรรมชาติของสิ่งสกปรกโดยทั่วไป จะออกฤทธิ์เป็นกรด แต่สภาวะที่จะทำความสะอาดได้ดีนั้น ในน้ำซักต้องมีความเป็นด่าง
  3. การดึงสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิว (Detergency) โดยอาศัยคุณสมบัติของสารลดแรงตึงผิว ไปลดแรงดึงดูดกันระหว่างสิ่งสกปรกและพื้นผิว
  4. การละลายน้ำ (Dissolving) สิ่งสกปรกบางอย่างสามารถขจัดออกได้ด้วยการละลายน้ำ
  5. การแปรสภาพเป็นสบู่ (Saponifiable) พวกไขมันต่างๆ เมื่อทำปฏิกิริยากับด่างจะแปรสภาพเป็นสบู่ซึ่งสามารถจะละลายหรือแขวนลอยในน้ำได้
  6. การแขวนลอยในน้ำ (Emulsion) ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปิโตรเลี่ยมอื่นๆ ที่ไม่ละลายน้ำ สามารถขจัดออกได้โดยสารลดแรงตึงผิว จะเอาส่วนของโมเลกุลที่ละลายได้ในน้ำมันเข้าไป ทำให้น้ำมันแขวนลอยและกระจายอยู่ในน้ำได้
  7. การกระจายตัว (Dispersion) สิ่งสกปรกที่ไม่ละลายน้ำ เช่น ฝุ่นละอองต่างๆ เมื่อถูกขจัดออกมาแล้วอาจรวมตัวกันเอง ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สามารถกลับไปจับเส้นใยได้อีก ซึ่งสารพวกซิลิเกตจะป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเหล่านี้รวมตัวกัน
  8. การป้องกันการกลับเข้าไปจับใหม่ (Redeposition) สิ่งสกปรกที่ไม่ละลาย เมื่อถูกขจัดออกมาแล้ว จะถูกแขวนลอยอยู่ในน้ำ แต่อาจกลับเข้าไปจับเส้นใยได้อีก จึงจำเป็นต้องเติมสารป้องกันการเข้าไปจับเส้นใยของสิ่งสกปรกจนกว่าจะมีการซักล้าง

ผงซักฟอกมีผลกระทบต่อน้ำ

  1. แม้ว่าผงซักฟอกจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อน้ำ แต่ก็ผงซักฟกก็มีผลกระทบทางอ้อมต่อน้ำ โดยพืชในน้ำจะได้ธาตุอาหารจาก ผงซักฟอก ทำให้พืชเหล่านี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและอาศัยออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำจนทำให้น้ำเน่าเสืย
  2. ผลเสียที่เกิดจากการใช้ผงซักฟอกอาจทำให้เกิดมลภาวะของน้ำ สารพวกฟอสเฟตจากผงซักฟอกเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโต รวดเร็ว ทำให้ขวางทางคมนาคมทางน้ำ ทำลายทัศนียภาพ ทำให้ออกซิเจนละลายน้ำไม่ได้ สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนตายได้ และพืชน้ำเกิดมากอาจจะตายเน่า ทำให้น้ำเสีย
  3. จุลินทรีย์ในน้ำสลายไม่สามารถสลายผงซักฟอกชนิดคาร์บอนอะตอมที่แตกกิ่งก้านสาขา ทำให้เกิดการตกค้างในน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

ผลกระทบของผงซักฟอกต่อสิ่งแวดล้อม

  1. ในผงซักฟอกบางชนิดมีฟอสเฟตซึ่งเป็นสารอาหารของสาหร่าย และพืชชั้นต่ำอื่นๆ เมื่อฟอสเฟตจากสารซักฟอก ถูกชะล้างลงไปตามท่อลงไปสะสมในแม่น้ำลำคลอง ฟอสเฟตจะช่วยทำให้สาหร่าย และพืชชั้นต่ำเติบโต อย่างรวดเร็ว และอาศัยออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำไปจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และในที่สุดแหล่งน้ำนั้น จะตื้นเขินลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นปลักตม ทำให้แหล่งน้ำเน่าเหม็น
  2. เอนไซม์ในผงซักฟอกบางชนิดซึ่งทำงานไม่ต่างอะไรกับเอนไซม์ย่อยอาหารในกระเพาะของคน แม้ว่าเอนไซม์ที่อยู่ในผงซักฟอกจะไม่เป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์
  3. สารประกอบที่อยู่ในผงซักฟอกเหล่านี้สามารถทำอันตรายต่อสัตว์น้ำ และยังทำให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรม จนสัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยเฉพาะสารลดแรงตึงผิว เช่น LAS และ BAS จะมีอันตรายต่อสัตว์น้ำในปริมาณความเข้มข้นต่ำ สารลดแรงตึงผิวทั้งชนิด LAS และ BAS จะไปล้อมจับพื้นผิวสารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีในแหล่งน้ำ เมื่อความเข้มข้นมากขึ้น จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดการชะงัก ได้มีผู้ศึกษาพบว่า LAS มีพิษต่อปลามากกว่า BAS ตั้งแต่ 1.5 เท่า - 4 เท่าขึ้นกับสภาพแวดล้อม เมื่อความเค็มของน้ำเพิ่มขึ้น ความเป็นพิษของ BAS จะเพิ่มขึ้นด้วย ส่วน LAS นั้น ความเป็นพิษจะขึ้นอยู่กับปริมาณออกซิเจนละลาย ความกระด้างของน้ำ และอุณหภูมิ
  4. น้ำซักล้างที่เกิดจากกิจกรรมภายในบ้าน รวมทั้งร้านรับซักรีดเสื้อผ้า เป็นแหล่งกำเนิดผงซักฟอกมากที่สุด ซึ่งควรจะได้มีการบำบัดน้ำทิ้งประเภทนี้เสียก่อนที่จะระบายลงสู่แม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นสาเหตุให้น้ำเน่าเสีย

ผงซักฟอกอาจมีผลต่อสุขภาพ

  1. สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสกับสารระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น สารเคมีพวกกรดด่าง สารละลายอินทรีย์เคมี เมื่อสัมผัสบ่อยๆ เป็นเวลานาน ไขมันที่เคลือบผิวหนัง และสารยึดน้ำในชั้นของผิวหนัง ซึ่งทำหน้าที่รักษาความชื้นจะถูกทำลายไปทีละน้อยๆ จนขาดความต้านทาน เกิดการอักเสบ ผิวแห้ง และแตก เสียคุณสมบัติในการป้องกันการซึมของสารเคมีเข้าสู่ผิว เกิดการระคายเคืองเมื่อถูกสารเคมีอีกแม้เพียงสบู่ ความร้อน ความเย็น หรือติดเชื้อก็จะเกิดได้ง่าย บริเวณใดที่อักเสบ ก็มักจะคันทำให้เกาหรือถูไถบ่อยๆ หนังบริเวณนั้นจะแปรสภาพหนาขึ้น
  2. ผงซักฟอกอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ถ้ามีส่วนผสมของด่าง ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้ผิวหนัง และเยื่อบุของทางเดินอาหารถูกกัดไหม้และอักเสบ เกิดอาการเจ็บในปากและลำคอ กระหายน้ำ คลื่นไส้อาเจียน อาเจียนเป็นเลือด กลืนลำบาก หายใจลำบาก ช็อก บางคนอาจมีการแตกทะลุของหลอดอาหาร และกระเพาะ ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบหรือหลอดอาหารเกิดการตีบตันจากการอักเสบได้

ธาตุอาหารของพืช

สารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นธาตุอาหารของพืช ดังนั้นจึงควรนำน้ำที่ได้จากการซักผ้าไปรดต้นไม้ เพื่อที่ต้นไม้จะได้รับสารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นธาตุอาหารต่อไป

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การดูเเลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเเนวใหม่ตอนที่ 1 (The New Concepts of Knee Osteoarthritis Treatment 1)

27 สิงหาคม 2556 3.034

หลังผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประชากรมีความสุขที่สงครามยุติเสียที เริ่มที่จะผลิตลูกหลานออกมามากขึ้นเราเรียกช่วงเวลานั้นว่า Baby Boom เเละเรียกประชากรที่เกิดในช่วงนี้ว่า Baby Boomer

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

21 สิงหาคม 2556 18.020

โรคไตวายเรื้อรังมีหลายระยะ ระยะเริ่มแรกอาการจะน้อยมาก แต่เมื่อเป็นจนถึงระยะปานกลาง และระยะรุนแรง อาการจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

อาการปวดจากการกดทับเส้นประสาทแบบสไปนอล สตีโนซิส

3 สิงหาคม 2556 4.274

อาการปวดตามเส้นประสาทแบบ Spinal Stenosis มีลักษณะการปวดที่เกิดการกดทับต่อเส้นประสาทในลักษณะที่คล้ายกับการปวดแบบ Sciatica pain แต่ต่างกันที่ระยะเวลาที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่ป่วยแบบ Spinal Stenosis มักจะมีอาการปวดแบบค่อยเป็นค่อยไป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ