โพสต์ 2 ต.ค. 57 ปรับปรุง 11 มี.ค. 58 40,803 Views

ปัญหาเจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน

การเดินทางโดยเครื่องบินได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เพราะมีความปลอดภัยสูง พร้อมกับราคาค่าโดยสารที่ถูกลง มีสายการบินมากมายให้เลือก ปัญหาการเดินทางโดยเครื่องบินที่มีผลต่อสุขภาพผู้โดยสาร จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆตามความนิยมที่เพิ่มขึ้น ปํญหาที่น่าจะพบได้บ่อยที่สุด น่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการแน่นหู ปวดหู จนถึงอาการบาดเจ็บของหูจากการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศอย่างกระทันหันระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินหรือผู้เดินทางกำลังเป็นหวัดหรือหวัดคออักเสบ ซึ่งถ้าเราเข้าใจที่มาของปํญหา เข้าใจวิธีการแก้ไขตามหลักการที่ถูกต้อง ปัญหาเหล่านี้อาจจะดูแลแก้ไขได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเลย หรือ อาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบา ก่อนที่จะมาพบแพทย์ได้
ปัญหานี้มักจะทำให้เป็นที่กังวลต่อผู้เดินทางโดยเครื่องบินเป็นประจำ โดยเฉพาะ ลูกเรือ และนักบินเวลาป่วยเป็นไข้หวัด มักจะกังวลอยู่เสมอๆ แม้ว่าได้กินยาแก้หวัด ลดอาการบวม และ การใช้ยาพ่นจมูกซึ่งมักจะได้ผลดีอยู่แล้ว แต่บางท่านแม้ทำการปรับความดันในหูชั้นกลางด้วยวิธีต่างๆเช่นทำValsalva แล้วแต่พบได้บ่อยๆว่าอาการปวดหูดีขึ้นแต่อาการแน่นหูยังไม่หาย ความจริงแล้วการปรับความดันในหูมีหลายวิธี ที่ใช้ได้ผลดีเช่นการอมลูกอมเพื่อกลืนน้ำลายบ่อยๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อเคลื่อนไหวกรามและกลืนน้ำลายจนถึงการทำ Valsalva เพื่อปรับแรงดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับแรงดันบรรยากาศภายนอกหากปล่อยจนความดันอากาศแตกต่างกันมาก เช่น เผลอนอนหลับไประหว่างเครื่องบินลดระดับลง จนเกิดอาการปวดหู วิธีปกติอาจไม่ได้ผล จะแก้ไขได้ต้องทำ Valsalva* ช่วย ปรับความดันให้สมดุลย์โดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดการบาดเจ็บในหูชั้นกลาง (ฺ Barotrauma )
*Valsalva maneuver คือ การเพิ่มความดันในบริเวณด้านหลังช่องปากและโพรงจมูกเพื่อเปิดท่อระบายอากาศที่เชื่อมต่อไปที่หูชั้นกลาง ( Eustachain Tube) โดยการหายใจเข้า กลั้นหายใจแล้วใช้นิ้วมือบีบปิดจมูก,ปิดปากแน่นแล้วเบ่งลมหายใจออกให้อากาศถูกดันไปหูชั้นกลาง จนได้ยินเสียงเปิดของท่อ ( Ear popping) แล้วกลืนน้ำลาย แรงดันจะถูกปรับให้ดีขึ้นอาการปวดหูจะดีขึ้น

ที่มาของปัญหา

การเปลี่ยนแปลงเพิ่มระดับความสูงมีผลให้ความดันบรรยากาศลดลง และการลดระดับความสูงมีผลตรงกันข้ามคือความดันเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแม้ระดับความสูงของเครื่องบินจะสูงมากถึง40000ฟุต(12000เมตร)แต่ความดันในห้องผู้โดยสารเครื่องบินมีการปรับความดันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสารอยู่แล้ว โดยปกติ ความดันจะอยู่ที่ประมาณระดับความสูง6000-8000 ฟุต(1800-2400 เมตร) ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องบิน เมื่อดูจากกราฟจะเห็นว่าที่ระดับตรงนี้ความดันจะเปลี่ยนแปลงโดยประมาณแค่ 20 %เท่านั้น และปริมาตรของอากาศเปลี่ยนแปลงแค่ 12% เท่านั้น(รูปที่1) ตามกฎของ Boyle's Law*

 

*Boyle's Law Equation P1V1 =P2V2

P= ความดันบรรยากาศ V= ปริมาตรอากาศ

รูปที่ 2. ขวดเปล่าที่ปิดฝาไว้ที่ระดับ8000ฟุตในห้องโดยสาร หลังกลับลงสู่พื้นดิน

รูปที่3. แผนภูมิ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร และความดันบรรยากาศ

เปรียบเทียบกับการดำน้ำ การเปลี่ยนแปลงของความดันที่ระดับความลึก 33 ฟุต(10เมตร) จะเพิ่มสูงมากเท่ากับ 200%(2เท่าของความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเล) ปริมาตรของอากาศจะลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง ความแตกต่างของความดันที่สูงมาก ทำให้การเปิดท่อ Eustachain Tube ทำได้ยากขึ้น การทำ Valsalva จึงมีความจำเป็นในกรณี ดำน้ำ (Scuba Diving) ที่ผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องและทดสอบก่อนดำน้ำทุกครั้งว่าสามารถปรับความดันภายในหูชั้นกลางได้ที่ระดับผิวน้ำ

โครงสร้างหูชั้นกลาง

    

รูปที่4. แสดงลักษณะกายภาพของหูชั้นกลาง

หูชั้นกลางมีท่อปรับแรงดันอากาศจากหูชั้นกลางไปสู่บริเวณหลังโพรงจมูกเรียกท่อ Eustachain Tube ปกติการปรับแรงดันอากาศของหูชั้นกลางเกิดขึ้นตลอดเวลาเรากลืนหรือหาวนอน ท่อ Eustachain Tube จะเปิดเพื่อปรับแรงดัน แต่เมื่อเราเป็นหวัดคัดจมูกที่นี้จะบวมและเปิดไม่ออกหูเราจึงอื้อเพราะไม่อาจปรับแรงดันได่ เมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน ขณะเครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้นแรงดันบรรยากาศภายนอกจะน้อยกว่าในหูชั้นกลาง อากาศจึงไหลออกได้ง่าย ตรงข้ามเมื่อเครื่องบินลง แรงดันในหูชั้นกลางน้อยอยู่จึงไม่สามารถดันอากาศจากภายนอกได้การไหลของอากาศออกจากหู ไปที่หลังโพรงจมูกจะทำได้ง่ายกว่า การไหลของอากาศเข้าสู่บริเวณหูชั้นกลาง ลักษณะคล้ายๆ วาวล์อากาศทางเดียวดังนั้นเวลาอากาศขยายตัว(แก้วหูโป่งออก)ตอนเครื่องบินไต่ระดับจึงมักไม่ค่อยมีปัญหา เท่ากับตอนลดระดับลงสู่พื้น(แก้วหูยุบตัวลง) ดังนั้นจึงต้องช่วยเปิดท่อEustachain Tube โดยวิธีต่างๆ เช่นอ้าปากหาว, ปิดจมูกพร้อมกับกลืนน้ำลาย (Toynbee Maneuver) หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง และกลืนน้ำลายบ่อยๆ ฯลฯ โดยต้องทำไปเรื่อยๆตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มมีอาการแน่นหู อย่ารอจนมีอาการปวดหูแล้วค่อยทำ เพราะความดันที่ต่างกันมากขึ้นจะเปิดท่อระบายอากาศได้ยากขึ้น ต้องทำ Valsalva ช่วยเปิดทางระบายอากาศเข้าสู่หูชั้นกลางจะต้องทำ 2-3 ครั้งและให้กลืนน้ำลายตามด้วยทุกครั้ง

Valsalva Maneuver

ใช้สำหรับช่วยปรับแรงดันอากาศของหูชั้นกลาง เมื่อท่อ Eustachain Tube อุดตัน เป็นการเบ่งลมหายใจออกไปหูพร้อมกับปิดปาก ปิดจมูก เพื่อเพิ่มความดันภายในบริเวณหลังโพรงจมูกและช่องปาก เพื่อให้มีการเปิดของท่อระบายอากาศไปสู่หูชั้นกลางเป็นการปรับความดันอากาศให้สมดุลย์ให้กลืนน้ำลายตามด้วยทุกครั้ง คนที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาคือ นาย Antonio Maria Valsalva แพทย์ชาวอิตาลี ในศตวรรษที่17 เป็นการทดสอบการปิดเปิดของท่อ Eustachian Tube (และยังใช้วิธีนี้ในการขับเอาหนองออกมาจากช่องหูชั้นกลางอีกด้วย) จากการที่ปัญหาของอาการแน่นปวดหูที่มักจะเกิดมีปัญหาช่วงเครื่องบินลดระดับลงดังที่กล่าวมา สภาพของเยื่อแก้วหูจะถูกความดันอากาศที่สูงขึ้นกดให้เยื่อแก้วหูยุบตัวลงไป โดยที่การไหลของอากาศจากภายในช่องปากเข้าสู่ด้านในของหูชั้นกลางจะต้องออกแรงอัดอากาศช่วยเปิดท่อ Eustachain ให้อากาศผ่านเข้าสู่หูชั้นกลางปรับสมดุลย์ของความดันซึ่งใช้ได้ผลเป็นอย่างดี เนื่องจากการอัดอากาศเข้าไปในหูชั้นกลางผ่านท่อEustachain Tube มีโอกาสทำให้อากาศค้างอยู่ในหูชั้นกลางได้ มีอาการหูอื้อ แต่ไม่เกิดอันตรายแล้ว ให้กลืนน้ำลายช่วยเปิดท่อได้อาการหูอื้อก็จะดีขึ้น

อนึ่งบางครั้งเครื่องบินตกหลุมอากาศ หรือลดระดับอย่างเร็ว จนแม้คนธรรมดาก็ปรับแรงดันในหูได้ยาก ยิ่งคนที่มีอาการ หวัด คัดจมูก ท่อ Eustachain Tubeบวมอยู่ อาจเกิดแรงดันลบในหูอย่างรวดเร็วเกินไปจนเกิด แก้วหูถูกกระชาก เลือดออกบนแก้วหู หรือในหูชั้นกลางได้จะมีอาการปวดมากต้องรีบพบแพทย์

    

รูปที่ 5.1เยื่อแก้วหูยุบตัวจากความกดอากาศที่มากขึ้น และอากาศผ่านเข้าท่อระบายไม่ได้ ตอนเครื่องบินลดระดับ

  
รูปที่ 5.2 หลังการทำValsalva เปิดท่ออากาศปรับความดันแล้วแต่จะมีอากาศเข้าไปค้างอยู่ในหูชั้นกลางให้กลืนน้ำลายเพื่อปรับแรงดัน

ประสบการณ์ตรงจากการตรวจคนไข้
คนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องปวดแน่นหู ส่วนใหญ่ที่มาพบว่าเป็นลูกเรือ พนักงานบนเครื่องบินที่เป็นไข้หวัดไม่มาก กินยาอยู่ไม่อยากพัก หรือลาพักไม่ได้ ต้องจำใจไปทำงานบนเครื่อง แม้จะกินยาแก้หวัด ลดบวม ลดน้ำมูก และ ถึงแม้ใช้ยาพ่นจมูกลดอาการบวม ของท่อEustachain Tube แล้ว และได้ทำ Valsalva ปรับความดันหลายครั้ง ก็ยังมีอาการปวดแน่นหูอยู่ หลังจากตรวจดูพบว่า เยื่อแก้วหูขยายดันออกมา แต่ไม่มีการอักเสบ แสดงว่าน่าจะมีอากาศค้างอยู่ภายในช่องหูด้านในหลังจากทำ Valsalva ซึ่งน่าจะมีแต่อาการหูอื้อมากกว่าปวดหู เพราะความดันได้ปรับให้สมดุลย์แล้ว ได้อธิบายคนไข้ให้เข้าใจ และช่วยโดยการให้คนไข้ อ้าปากหาว กลืนน้ำลายพร้อมกับปิดจมูก (Toynbee Maneuver) ให้อากาศระบายออกมา อาจจะช่วยดึงหูพร้อมกับเอียงศีรษะข้างที่อื้อขึ้นเพื่อช่วยยืดท่อ Eustachain Tube ให้ระบายลมได้ดีขึ้น คนไข้จะได้ยินเสียงแก้วหูขยับและอาการหูอื้อดีขึ้น ลองตรวจดูซ้ำพบว่าแก้วหูยุบตัวลง แสดงว่าอากาศระบายออกไปบ้างแล้ว ได้จ่ายยาช่วยลดอาการบวมกินต่อ2-3 วัน การทำ Valsalva จะไม่ช่วยเลยในกรณีนี้เพราะอาการหูอื้อจะยังไม่ดีขึ้นและอาจทำให้อากาศเข้าไปค้างในหูชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น กรณีที่คนไข้รอดูอาการเองที่บ้าน โดยไม่ทำ Valsavaซ้ำๆ ส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆดีขึ้นเองภายใน1-2 วัน เพราะอากาศจะถูกระบายออกเองทีละน้อยๆ แต่หากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ โสต ศอ นาสิก แยกแยะสาเหตุอื่นๆ เช่น การติดเชื้อหูชั้นกลางอักเสบ ,การบาดเจ็บจากความดันอากาศที่อาจเกิดขึ้นได้ ฯลฯ

โดยสรุป อาการผิดปกติที่หู จากการโดยสารเครื่องบินในสภาวะที่ร่างกายปกติไม่ได้เป็นภูมิแพ้ หรือเป็นหวัด การปรับความดันให้สมดุลย์ในช่องหู ช่วยเปิดท่อ Eustachian Tubeโดยวิธีง่ายๆ เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง การอ้าปากหาว หรือ การปิดจมูกพร้อมกับกลืนน้ำลาย น่าจะเพียงพอแล้ว ยกเว้นในกรณีที่แก้ไขไม่ได้จริงๆ จึงจะใช้วิธี Valsalva ช่วย แต่ผลที่ตามมาคืออาการหูอื้ออาจจะหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่ควรกังวลมากเกินไป อย่าพยายามทำValsalvaซ้ำๆ ซึ่งจะไม่ช่วยอะไร ให้ใช้วิธีง่ายๆข้างต้นเปิดท่อช่วยระบายอากาศที่ค้างอยู่จะดีกว่า หวังว่าการเดินทางโดยเครื่องบินในครั้งต่อๆไป คงไม่ทำให้เกิดความกังวลตอนที่ป่วยเป็นไข้หวัดแล้วต้องเดินทางอีกแล้วนะครับ

น.พ.ธวัชชัย ลิมป์สถบดี  แผนกคนไข้ญี่ปุ่น ร.พ.กรุงเทพ ผู้เขียน

น.พ. อภินันท์ ณ นคร แผนก โสต ศอ นาสิก ที่ปรึกษาการเขียนบทความ

ศ.เกียรติคุณ พญ. สุจิตรา ประสานสุข Edit

ขอขอบคุณ

Author

น.พ. ธวัชชัย ลิมป์สถบดี

แผนกคนไข้ญี่ปุ่น ร.พ.กรุงเทพ

0 บทความ

ผู้ประพันธ์
Author

น.พ. อภินันท์ ณ นคร

แผนก โสต ศอ นาสิก ที่ปรึกษาการเขียนบทความ

0 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์

8 สิงหาคม 2556 30.143

แม้ ว่าโรคเอดส์จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ถ้าผู้ติดเชื้อเอดส์รู้ตัวได้เร็ว มีการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ก็สามารถจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไปได้อีกหลายปีทีเดียวล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นลองฟังดูนะคะว่า อาการนำที่พบได้บ่อย ๆ

การผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังผ่านกลัอง full endoscope

3 สิงหาคม 2556 2.860

ในปัจจุบันเทคนิคเทคโนโลยีในการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังผ่านกล้องที่เล็กที่สุด ได้แก่การผ่าตัดผ่านกล้อง Full endoscope ซึ่งมีลักษณะเป็นกล้องแบบสอดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 ซม. และมีช่องเพื่อที่จะให้เครื่องมือในการผ่าตัดสอดเข้าไปทำงานได้อย่างสะดวก

การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนทำอย่างไร

7 มิถุนายน 2556 4.356

ความสนใจเรื่องสเต็มเซลล์มีมานานแล้ว เมื่อ 150 ปีก่อน รูดอลฟ์ เวอร์โช ได้เสนอว่า เซลล์ทั้งหลายต่างกำเนิดมาจากเซลล์ ในวงการแพทย์สมัยใหม่เองก็มีการใช้สเต็มเซลล์ ในการรักษาผู้ป่วยมานับสิบปีแล้ว

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ