โพสต์ 22 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 17,871 Views

นิ่วที่ท่อไต (ureteric stone)

นิ่วที่ท่อไต (ureteric stone)

โรคนิ่วเป็นโรคที่พบบ่อยโดยเฉพาะโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ โดยเกิดเป็นก้อนหินปูนอยู่ภายในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ โดยที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เริ่มจากไตสองข้างบริเวณชายโครงด้านหลัง และมีท่อไตลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะ

 

 

นิ่วส่วนใหญ่จะเกิดอยู่ที่ไต และไหลลงมา อาจติดอยู่ที่ท่อไต นิ่วที่ท่อไต เรียกว่า ureteric

stone หรือ ถ้าก้อนเล็กก็ลงมาเรื่อยๆ จนออกมากับปัสสาวะ โรคนิ่วพบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย

แต่จะพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบมากในช่วงอายุ 30-40 ปี ในประเทศไทยพบมากทาง

ภาคเหนือและภาคอีสาน

นิ่ว อาจมีขนาดต่างๆ กัน อาจมีเพียงก้อนเดียว หรือหลายก้อนก็ได้ ส่วนมากมักเป็นที่ไตเพียงข้าง

เดียว ที่เป็นทั้งสองข้างอาจพบได้บ้างบางรายอาจเป็นซ้ำๆ หลายครั้งก็ได้

image

สาเหตุ

ก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นในไตประกอบด้วยหินปูนหรือแคลเซียม กับสารเคมีอื่นๆ เช่น ออกซาเลต, กรดยูริก

เป็นต้น การเกิดนิ่วจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะที่มีแคลเซียมในปัสสาวะมากผิดปกติ ทั้งนี้อาจเป็น

เพราะการกินอาหารที่แคลเซียมสูง การดื่มนมมากๆ หรือมีภาวะผิดปกติอื่นๆ เช่น ต่อมพารา

ไทรอยด์ทำงานมากเกินไปซึ่งทำให้แคลเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ ยังพบเป็นโรคแทรกซ้อนของ

ผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากเกินปกติ

ส่วน กลไกของการเกิดนิ่วนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าคงมีปัจจัยร่วมกันหลายอย่างด้วย

กัน เช่น การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย แล้วดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้น

ของแคลเซียม, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ, ความผิดปกติทางโครงสร้างของไต เป็นต้น พบว่า

คนที่ชอบกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง หรือกินวิตามินซีขนาดสูงๆ ซึ่งจะกลายเป็นสารออกซา

เลต ก็มีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าคนปกติ

อาการ

    1. อาการ ที่สำคัญของโรคนิ่ว ได้แก่ ปวดท้อง ปวดหลัง ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด บาง
    2. ครั้งอาจจะมีลักษณะของปัสสาวะที่มีก้อนนิ่วหลุดออกมาด้วยเหมือนเศษทราย เล็กๆ
    3. ปัสสาวะอาจมีลักษณะขุ่นแดง หรือมีเม็ดทราย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเอวปวดหลังข้าง
    4. ใดข้างหนึ่ง ลักษณะปวดแบบเสียดๆ หรือปวดบิดเป็นพักๆ ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก อาจตกลงมาที่ท่อไต ทำให้เกิดอาการปวดบิดในท้องรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • บางคนอาจ จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากนิ่วได้ เช่น กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ ท่อไต หรือท่อปัสสาวะอุดตันจากนิ่ว อุดตันนานๆ เข้าจะทำให้เกิดไตวายได้
  • บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้
การวินิจฉัย

โรคนิ่วสามารถวินิจฉัยได้จากอาการผิดปกติ ร่วมกับการตรวจปัสสาวะซึ่ง จะตรวจพบว่ามีมีเม็ด

เลือดแดงจำนวนมาก ตรวจเลือด เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์ไตด้วยการฉีดสี (intravenous

pyelogram หรือ IVP) และอาจตรวจพิเศษอื่นๆ ถ้าจำเป็น

 

โดย ทั่วไปเมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคของทางเดินปัสสาวะ แพทย์จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ

ของผู้ป่วยเพื่อให้มีการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจขั้นต้นที่สำคัญในการที่จะ

วินิจฉัยโรคต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคนิ่ว โรคติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และโรคไตอื่นๆ

 

การที่จะเก็บปัสสาวะมาให้แพทย์ตรวจมีความสำคัญมากเพราะ การเก็บผิดวิธีก็ทำให้การตรวจผล

 

ผิดพลาดไป การเก็บปัสสาวะในทั่วไปควรจะเก็บในตอนเช้า ให้ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ

หรือบริเวณปลายท่อปัสสาวะให้สะอาดโดยใช้น้ำสะอาดล้างก่อน แล้วปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อน

หลังจากนั้นจะเก็บปัสสาวะตอนกลางไว้ ในภาชนะที่สะอาด เช่น ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาด ภาชนะ

ที่คลีนิกหรือโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ ซึ่งบางครั้งภาชนะนั้นต้องได้รับการฆ่าเชื้อก่อน ส่วนในผู้หญิง

ควรจะเก็บปัสสาวะในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน เพราะถ้าหากมีประจำเดือนอยู่เลือดจากประจำเดือน

จะทำให้แปลผลผิดพลาด แพทย์อาจคิดว่าเลือดนั้นอยู่ในปัสสาวะได้

 

สำหรับอัลตราซาวด์ เป็น การตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจดูลักษณะของทางเดิน

ปัสสาวะ สามารถให้ข้อมูลได้ใกล้เคียงกับภาพเอ็กซเรย์ที่ฉีดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือด แต่การตรวจ

ด้วยอัลตราซาวน์ไม่ต้องฉีดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือด และไม่มีอันตรายใดๆ อัลตราซาวน์ใช้คลื่น

เสียงเข้าไปเพื่อที่จะให้คลื่นเสียงนั้นสะท้อนออกมา และแปรผลจากคลื่นเสียงเป็นภาพ

การตรวจด้วยอัลตราซาวน์จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแพ้สารทึบแสง จะ เลือกใช้การอัลตราซา

วน์กับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้สารไอโอดีน และสารอื่นๆ ที่จะทำให้ไตวายได้ ผู้ป่วยที่จะตรวจควรจะงด

น้ำ และอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อัลตราซาวน์จะช่วยในการ

วินิจฉัยว่าเป็นโรคนิ่ว มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ โรคมะเร็ง และโรคไตบางชนิดหรือไม่ การ

ตรวจด้วยอัลตราซาวน์นั้น ถ้าหากต้องการจะดูลักษณะของกระเพาะปัสสาวะจะต้องกลั้นปัสสาวะ

นานหลายชั่วโมง เพื่อให้ปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะเพื่อจะเห็นภาพของกระเพาะปัสสาวะได้

ชัดเจน

 

image

การรักษา

    1. หากสงสัยว่าเป็นโรคนิ่ว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
  • หาก พบว่าเป็นโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ การรักษารักษาแรกคือการรักษาให้หายจากอาการเจ็บปวด โดยรับประทานยาแก้ปวด หรือหากมีอาการมากอาจจะต้องฉีดยาแก้ปวดให้ หลักสำคัญในการรักษาอาการปวด คือใช้ยาลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม พอเพียง
  •  
  • การรักษาขั้นต่อไป คือ เอาตัวนิ่วนั้นออก หากนิ่วนั้นมีขนาดเล็กก็อาจหลุดออกมาได้ โดยให้ดื่มน้ำมาก ๆ และปัสสาวะเยอะๆ
  •  
  • ถ้า นิ่วมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะหลุดจากท่อปัสสาวะมาได้ ก็อาจจะมีอาการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาออก การผ่าตัดอาจจะใช้วิธีผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง หรือผิวหนังที่บริเวณไต การส่องกล้องคีบเอาก้อนนิ่วออกมาทางท่อทางเดินปัสสาวะก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้มีการรักษาที่เรียกว่าการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทำให้เสียงนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปในท้องไปสลายให้นิ่วนั้นแตกออกมาเป็นชิ้น เล็ก ๆ แล้วดื่มน้ำมาก ๆ นิ่วนั้น
  • ก็จะหลุดออกมาจากปัสสาวะ
  •  
  • ถ้ามี อาการติดเชื้อ พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน, โคไตรม็อกซาโซล หรือนอร์ฟล็อกซาซิน เช่นเดียวกับการรักษากรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
  •  
  • ใน รายที่มีสาเหตุชัดเจน ควรให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น นิ่วของกรดยูริก พิจารณาให้การรักษาด้วยยาลดระดับของกรดยูริกในเลือด เป็นต้น

ใน อดีตนั้นการรักษาโรคนิ่วใช้วิธีการผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันได้มีเครื่องที่ออกแบบมา

เพื่อใช้สำหรับสลายนิ่ว การรักษาโรคนิ่วในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงสามารถใช้เครื่องสลายนิ่วได้

เครื่องสลายนิ่วแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เครื่อง ที่สอดใส่เครื่องมือผ่านผิวหนังเข้าไปในร่างกาย

เพื่อเข้าไปสลายนิ่ว และเครื่องที่ปล่อยพลังงานของแรงกระแทกจากภายนอกร่างกายเข้าไปเพื่อ

ทำให้ นิ่วแตก เครื่องที่ใช้มี 3 ชนิด คือ

    1. ใช้การปล่อยไฟฟ้าแรงสูงให้เกิดแรงกระแทกผ่านตัวกลางซึ่งเป็นน้ำเข้าไปกระทบก้อนนิ่ว
  • ใช้ แรงกระแทกโดยการปล่อยคลื่นไฟฟ้าช่วงสั้นส่งไปทำให้แผ่นโลหะบางๆ สั่นสะเทือน แล้วจึงปล่อยคลื่นแรงกระแทกส่งไปยังก้อนนิ่วอีกต่อหนึ่ง
  •  
  • เครื่อง อัลตราซาวนด์ที่อาศัยการสั่นสะเทือนของผลึกซึ่งมีคุณสมบัติสั่นสะเทือนได้ ด้วยความถี่สูง เมื่อป้อนไฟฟ้าความถี่สูงเข้าไปแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวจะทำให้นิ่วแตกสลาย ได้

การป้องกันหลังจากสลายนิ่ว คนไข้ควรกลับไปให้แพทย์ตรวจหลังจากการสลายนิ่วได้ 2-3

สัปดาห์ถ้า มีเศษก้อนนิ่วปนออกมาในขณะปัสสาวะ ให้ใช้ที่กรองปัสสาวะช้อนเก็บเอาไว้แล้วนำไป

ให้แพทย์วินิจฉัยเศษก้อนนิ่ว นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นมาอีก

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การดื่มน้ำให้มากพอ ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือมากกว่าขึ้นอยู่

กับสภาพความเป็นอยู่ และสภาพอากาศในขณะนั้น

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

98 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดสถานการณ์เมอรส์ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

14 พฤษภาคม 2557 9.928

สหรัฐพบผู้ป่วยที่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรายที่สอง (13 พฤษภาคม 2557) และรายงานล่าสุดการระบาดของโรคเมอรส์ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ปัจจุวัน (15 พฤษภาคม 2557) มีผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 571 ราย เสียชีวิตแล้วจำนวน 171 ราย หลังจากค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้

แข็งใจสู้ภัยน้ำท่วม โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

7 มิถุนายน 2556 2.166

ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2554 เป็นต้นมา คงไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จัก “น้องน้ำ” ทั้งชาวไทยภาคกลางและชาวกรุงเทพมหานครก็คงมีโอกาสพบกับน้องน้ำกันทั่วหน้า

กินอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน

28 ตุลาคม 2558 14.625

ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถรับประทานอาหารได้เหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกชนิดอาหารที่มีคุณภาพ และควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานให้เหมาะสมมากขึ้นสักหน่อย เพื่อที่จะไม่ให้ได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากจนเกิน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ