โพสต์ 28 ส.ค. 56 ปรับปรุง 14 ม.ค. 63 39,353 Views

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

คนเราถ้ายังมีชีวิตอยู่ต้องมีการหายใจ คนเราต้องหายใจตลอดเวลาทั้งในขณะตื่นและหลับ วันหนึ่ง ๆ เราต้องการนอนหลับโดยเฉลี่ย 7 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละบุคคล ในขณะที่เราหลับนี้อาจมีความผิดปกติทางการหายใจเกิดขึ้นได้ โดยอาจเป็นภาวะหรือโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการนอนหลับ หรือเป็นการแสดงอาการที่มากขึ้น ของโรคระบบหายใจที่เป็นอยู่แล้วขณะตื่น

การหายใจ (Breathing) ที่จะกล่าวถึงทั้งหมดนี้ หมายถึงการนำอากาศเข้าไปในร่างกายจนถึงกระแสเลือดไม่ใช่การหายใจในระดับเซลล์ (Cellular Respiration) ซึ่งหมายถึงการนำเอาออกซิเจนไปใช้เผาผลาญสารอาหารการหายใจสามารถแยกออกได้เป็น 2 กระบวนการ คือ การถ่ายเทอากาศ(Ventilation) และการเติมออกซิเจนให้กระแสเลือด (Oxygenation) ในคนปกติการถ่ายเทอากาศจะลดลง ตั้งแต่เราเริ่มนอนหลับส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และความเป็นกรดในเลือดสูงขึ้นเดิมนั้นเข้าใจว่าเกิดจากสมองส่งสัญญาณกระตุ้นให้ร่างกายหายใจน้อยลงแต่ปัจจุบันพบว่า ความเข้าใจนั้นไม่ถูกต้องแท้จริงแล้วเกิดจากความต้านทานการไหลของอากาศผ่านลำคอสูงขึ้นอย่างไรก็ตามยังเป็นความจริงที่ว่าเมื่อสมองถูกกระตุ้นจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่สูงขึ้นซึ่งสมองควรจะตอบสนองโดยการส่งสัญญาณมากระตุ้นให้ร่างกายหายใจมากขึ้น สมองกลับไม่ตอบสนองมากเท่าที่ควรนอกจากนี้เมื่อออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งในขณะตื่นนั้นจะมีการกระตุ้นให้เราหายใจมากขึ้น แต่ในขณะหลับตัวรับสิ่งกระตุ้นเหล่านี้กลับด้านชากว่าในขณะตื่นโดยจะด้านชามากที่สุดในช่วงหลับฝัน (REM Sleep) ตัวรับสิ่งกระตุ้นให้เกิดการหายใจ ก็ตอบสนองน้อยลงในขณะหลับเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปคือ ในภาวะปกติในขณะที่มีการนอนหลับจะมีการหายใจลดลงและร่างกายก็ไม่ตอบสนองต่อภาวะคาร์บอนไดออกไซด์สูงและออกซิเจนต่ำได้ดีเท่ากับในขณะตื่น

ความผิดปกติของการหายใจที่เกี่ยวกับการนอนหลับที่พบบ่อยมี 4 ชนิด คือการกรนโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับโรคแรงต้านทานในทางเดินหายใจสูงและการหายใจแบบชินสโต๊ก

การกรน

เกิดจากการสั่นของผนังลำคอและเพดานปากรวมทั้งลิ้นไก่ขณะหายใจ อุบัติการของการกรนขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยรวมแล้ว 25% ของผู้ชายและ 15% ของผู้หญิง กรนเป็นประจำ ในวัยกลางคน (40 – 65 ปี)อุบัติการจะสูงขึ้นเป็น 60% ในผู้ชายและ 40% ในผู้หญิงการกรนอาจมีผลมากจากความผิดปกติของผนังจมูก,ทอนซิล.รูปร่างของคางและลิ้น,โรคภูมแพ้, ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์ยาและสุราหรือ พันธุกรรม พบว่าประมาณ 40 – 60 % ของผู้ที่กรนเป็นประจำมีโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea ) การศึกษาทางระบบวิทยาพบว่าการกรนอาจเป็นปัจจัยหนุนต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด อัมพาตปัญหาการนอนของคนใกล้ชิดและการหย่าร้าง

โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea )

โรคนี้พบว่ามีการอุดกั้นของการเดินหายใจต่อบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณลำคอขณะหลับสาเหตุของโรคนี้ซับซ้อนและมีหลายอย่างรวมกัน เช่นบางคนอาจมีขนาดของทางเดินหายใจที่เล็กกว่าคนทั่วไปบางคนมีความผิดปกติของผนังหรือโครงสร้างอื่น ๆ ในจมูก, ริดสีดวงจมูก, ทอนซิลโต บางคนมีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อในทางเดินหายใจตอนบนผลที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับคือร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองขาดออกซิเจนเป็นระยะ ๆ อาจบ่อยถึง 50 ครั้งต่อนาทีในรายที่เป็นมาก ทำให้สมองสวิทช์กลับไปมาจากการหลับลึกเป็นตื้นหัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อพยายามส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพออาการหลักของโรคนี้คือ ง่วงหงาวหาวนอนเวลากลางวัน ผล็อยหลับขณะทำงานมีปัญหาในการทำงาน ถูกไล่ออกจากงานหลับขณะขับรถเวลารถติดหรืออุบัติเหตุทางการจราจรจากการหลับในคู่สมรสมักพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยปัญหากรนเสียงดังหยุดหายใจขณะนอนหลับผู้ป่วยเองอาจบ่นว่ามีอาการปวดศีรษะโดยเฉพาะเวลาเช้า ความจำไม่ดีหงุดหงิดง่ายซึมเศร้า สมรรถภาพทางเพศเสื่อมโรคนี้มักมีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะและโรคความดันโลหิตในปอดสูงผู้ที่เป็นโรคนี้อย่างรุนแรงมีอัตราตายสูงกว่าบุคคลทั่วไป

การวินิจฉัยทำได้โดยการเริ่มจากการซักถามประวัติการนอนอย่างละเอียด การตรวจร่างกายและการยืนยันโดยการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) ซึ่งแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนหลับในห้องปฏิบัติการนอนหลับเป็นเวลา 1 คืนจะมีการวัดคลื่นสมองและตรวจการเคลื่อนไหวของลูกตา เพื่อดูระดับต่าง ๆของการหลับ ตรวจกระแสลมที่ผ่านจมูก ตรวจจับเสียงกรน ตรวจกล้ามเนื้อคางตรวจการเคลื่อนไหว ของทรวงอกและหน้าท้อง การเคลื่อนไหวของขาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และระดับของออกซิเจนในเลือดทั้งหมดนี้จะตรวจไปพร้อมกันขณะหลับการตรวจนี้จะให้การวินิจฉัยและบอกความรุนแรงของโรคได้ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาต่อไป

การรักษาสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นกับสภาพความผิดปกติและความรุนแรงการรักษาขั้นพื้นฐานที่ต้องทำ คือลดน้ำหนัก งดการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ยาบางอย่างซึ่งมีผลต่อการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อในลำคอ อาจต้องถูกงดไปหากผู้ป่วยมีโรคภูมิแพ้ คัดจมูก ก็ควรได้รับการรักษาด้วยเนื่องจากสิ่งนี้ทำให้โรคหยุดหายใจขณะหลับมีอาการรุนแรงขึ้น

การใช้หน้ากากและเครื่องเพิ่มความดันของทางเดินหายใจ (CPAP) ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐานสำหรับโรคนี้ผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากที่ครอบจมูกหรือจมูกและปากขณะนอนหลับหน้ากากนี้จะต่อเข้ากับเครื่อง ปัมพ์ลม ที่มีขนาดประมาณเครื่องปิ้งขนมปังหลักการคร่าว ๆ ของเครื่องนี้ ก็คือ ใช้กระแสลมก่อให้เกิดความดันในช่องคอเพื่อจะค้ำผนังลำคอ มิให้หย่อนตัวและปิดขณะหายใจเครื่องมือนี้สามารถรักษาได้ถึง 95% ของผู้ป่วย ข้อจำกัดคือผู้ป่วยต้องใช้เวลาปรับตัว ให้เกิดความคุ้นเคยกับเครื่องโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน พบว่าประมาณ 70% ของผู้ป่วยใช้เครื่องมือนี้อย่างสม่ำเสมอ

การใช้อุปกรณ์ดึงคางหรือขากรรไกร (Oral appliance) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่ความรุนแรงของโรคไม่มากวิธีนี้ทันตแพทย์จะเป็นผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์เฉพาะตัวของผู้ป่วย คล้าย ๆกับการจัดฟัน ผู้ป่วยจะต้องสวมอุปกรณ์นี้ขณะนอนหลับทุกคืนเพื่อเปิดทางเดินหายใจให้กว้างพอที่อากาศจะไหลเข้าออกได้ ข้อเสียคือผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถทนใส่อุปกรณ์นี้ได้ขณะหลับ

การผ่าตัด ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการรักษาโรคนี้ โดยหลักการแล้ว การผ่าตัดจะเข้าไปแก้ไขการอุดกั้นทางเดินหายใจของผู้ป่วย ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นอาการกรน รวมทั้งการหยุดหายใจขณะหลับก็หายไป ดังนั้น ถ้าการผ่าตัดได้ผลผู้ป่วยก็จะหายขาดจากอาการกรน รวมทั้งอาการหยุดหายใจขณะหลับไปเลย

การจะผ่าตัดส่วนใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคนว่ามีการอุดกั้นในทางเดินหายใจส่วนใดเช่นการผ่าตัดปรับผนังกั้นกลางจมูกจะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีผนังกั้นกลางจมูกคดการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของผนังข้างของจมูกจะทำในกรณีที่เป็นเยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังการผ่าตัดต่อมทอนซิลหรือตัดต่อมอดีนอยด์ออกทำในกรณีที่เป็นต่อมทอนซิลหรือต่อมอดีนอยด์อักเสบเรื้อรังหรือการผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อนของผู้ป่วยทำในกรณีที่มีเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่หนาตัวมากกว่าปกติ ซึ่งอาจใช้วิธีการผ่าตัดธรรมดาการใช้ลำแสงเลเซอร์ หรือการใช้คลื่นวิทยุในการรักษา

สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัดวิธีใหม่ และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันคือการรักษาด้วยการใช้คลื่นวิทยุแบบ Somnoplasty จะถูกปล่อยเข้าไปในเนื้อเยื่อของผู้ป่วยและถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ไม่สูงมากนักเกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น อาการกรน รวมทั้งอาการหยุดหายใจขณะหลับก็หายไปข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือ ไม่เจ็บ ไม่ต้องดมยาสลบสามารถทำได้ที่ห้องตรวจ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หลังทำการรักษาผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ หรือสังเกตอาการเพียง 1 คืนและไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่อย่างใด โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักต้องรับการรักษาด้วยวิธีนี้ 2 ครั้งห่างกันประมาณ 6-8 อาทิตย์อาการต่างๆก็จะหายไป การรักษาด้วยคลื่นวิทยุนี้ สามารถทำได้ทั้งที่ช่องจมูกเพดานอ่อน หรือบริเวณโคนลิ้น และให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ

ในกรณีที่มีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับอยู่ในขั้นรุนแรงอาจจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดที่ทำให้ช่องลำคอกว้างขึ้นดึงขากรรไกรมาทางด้านหน้า หรืออาจต้องใช้วิธีเจาะคอของผู้ป่วยเพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้ ในกรณีที่เป็นมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆแล้วเท่านั้น

โรคแรงต้านทานในทางเดินหายใจสูง (Upper Airway Resistance Syndrome)

โรคนี้ก่อให้เกิดการง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวันเช่นกัน แต่ไม่มีการขาดออกซิเจน เป็นระยะๆขณะหลับอย่างที่พบในโรคหยุดหายใจขณะหลับ ผู้ป่วยจะมีการตื่นเป็นระยะ ๆเนื่องจากมีแรงต้านการหายใจ อันเกิดจากทางเดินหายใจตอนบนการตรวจทางเข้าปฏิบัติการนอน จะพบว่า ผู้ป่วยต้องใช้แรงมากขึ้นในการหายใจมีการนอนกรนที่ดังขึ้นและตามมาด้วยการตื่นนอน โดยตรวจพบจากคลื่นสมองผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าการนอนของตนเองถูกขัดจังหวะเลย

การหายใจแบบ ชีน สโต๊ก (Cheyne – Stokes Ventiration)

พบในโรคต่าง ๆ หลายโรค เช่น หัวใจล้มเหลวโรคระบบประสาทส่วนกลางและโรคไต นอกจากรักษาที่สาเหตุแล้วการใช้ออกซิเจนเครื่องช่วยหายใจหรือยาก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้

มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมการหายใจ ทำงานน้อยกว่าปกติขณะหลับ กลุ่มนี้เรียกว่า Central sleep apneaผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการนอนไม่หลับ ตื่นตอนกลางดึก หายใจไม่พอเมื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการนอนจะพบว่ามีกระแสลมผ่านเข้าออกจากจมูกน้อยกว่าปกติพร้อมกับการที่หน้าอกและท้องหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่มีการออกแรงเพื่อหายใจนั่นเอง การรักษาอาจเป็นยา หรือ การใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง ก็อาจมีปัญหาการหายใจมากขึ้นขณะนอนหลับได้ บางรายเป็นจากการมีโรคหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังซึ่งจะทำให้โรคแทรกซ้อนต่อหัวใจเกิดขึ้นได้มากกว่าทั่วไปแต่ผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังอย่างเดียวก็อาจมีความผิดปกติทางการหายใจขณะหลับได้โดยเป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อหายใจและศูนย์ควบคุมการหายใจที่แย่อยู่แล้วจากโรคขณะตื่นทำงานมีประสิทธิภาพลดลงขณะหลับ ตามกลไกปกติของร่างกายสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยต้องคำนึงถึงไว้โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังขนาดปานกลางหรือรุนแรงหรือผู้ป่วยที่มีอาการมากเกินกว่าคาดหมาย เมื่อตรวจสมรรถภาพทางปอดการตรวจวัดออกซิเจนขณะหลับ หรือตรวจทางห้องปฏิบัติการนอนสามารถช่วยวินิจฉัยและกำหนดการรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ขอขอบคุณ

Author

นพ. สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรค หู คอ และ จมูก

14 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

How much do you know about sexually transmitted diseases (STDs)?

8 สิงหาคม 2556 6.056

After having celebrated the New Year, the “Month of Love” is coming up. In this month we have Valentine’s day the universal day for lovers. When we talk about love and passion, there are other important factors that couples should think about, including

อัลตราซาวด์

2 สิงหาคม 2556 6.587

อัลตราซาวด์ เป็นการตรวจวิเคราะห์โดยการใช้เคลื่อนเสียงความถี่สูง โดยมีหลักการคือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกจากเครื่องอัลตราซาวด์ ผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปภายในช่องท้อง

อาการ ”ปวดหลัง ”ทำให้ต้องถอนตัวระหว่างเข้าแข่งขันกอล์ฟเดอะมาสเตอร์ของ “ประหยัด มากแสง”

18 กุมภาพันธ์ 2557 2.076

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านคงได้ยินได้ฟังและได้เห็นข่าวกีฬาทางวิทยุทีวีทุกช่อง และได้เห็นข่าวใหญ่พาดหัวในหน้ากีฬาของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับที่เป็นเรื่องราวของนักกอล์ฟอาชีพระดับแนวหน้าของเมืองไทย “ประหยัด มากแสง”

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ