โพสต์ 22 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 17,566 Views

การสวนปัสสาวะทิ้งด้วยตนเองในผู้หญิง

การสวนปัสสาวะทิ้งด้วยตนเองในผู้หญิง

เริ่มแรกเรามาทำความรู้จักอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายปัสสาวะกันก่อน ระบบทางเดินปัสสาวะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ

  1. ไตสองข้าง
  2. หลอดไตสองอัน
  3. กระเพาะปัสสาวะ
  4. กล้ามเนื้อหูรูด
  5. ท่อปัสสาวะ

ไตของเราจะกรองเลือดที่ไหลเวียนภายในตัวเราและขับของเสียหรือสารส่วนที่เกินความต้องการ

ออกมาเป็นน้ำปัสสาวะ ไหล ผ่านหลอดไตลงไปเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ไหลผ่านหลอดไตลงไปเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเปรียบเสมือนกับถุงกล้ามเนื้อคล้ายลูกโป่งจุได้ประมาณ 300-400 ซีซี ปัสสาวะถูกเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะโดยมีกล้ามเนื้อหูรูดเป็นวงๆรัดอยู่ที่ ท่อปัสสาวะ เมื่อมีปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะ ตัวกระเพาะปัสสาวะจะส่งความรู้สึกไปที่สมอง สมองก็จะส่งให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวออก เราก็จะถ่ายปัสสาวะออกมาเองซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยทั่วไปคนเราจะเริ่มมีความรู้สึกปวดเมื่อมีปัสสาวะประมาณ 150-200 ซีซี หากเรายังไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการที่จะถ่ายปัสสาวะก็อาจจะเก็บไว้ได้อีก ระยะหนึ่งจนถึงประมาณ 300-400 ซีซี ซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้นจำเป็นที่จะต้องปัสสาวะทิ้งไปเพราะใกล้จะล้นแล้ว มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดหรือการสั่งงานของสมองทำงานไม่ดี จะทำให้กระเพาะปัสสาวะยืดออกมากจนเกินไป จะเกิดการอักเสบขึ้นไปถึงไต เกิดแผลที่ไตในที่สุดจะทำลายไตข้างนั้นด้วย การสวนปัสสาวะทิ้งเป็นครั้งคราวจะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะไม่ยืดจนเกินไป

ทำไมจึงต้องสวนปัสสาวะทิ้งเป็นครั้งคราว ?

  • ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะยืดมากเกินไป ซึ่งจะสูญเสียแรงบีบตัว
  • ลดจำนวนปัสสาวะที่เหลือค้าง หลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว แต่ออกไม่ได้หมด
  • ปัสสาวะไม่ล้นซึม
  • คุณมีสุขภาพกายและใจดีขึ้น เมื่อไม่ต้องมีสายสวนคาอยู่ตลอดเวลา

แล้วต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

  1. สายยางหรือแท่งแก้ว สำหรับสวนปัสสาวะ
  2. สบู่ล้างมือ ผ้าเช็ดมือหรือกระดาษทิชชู
  3. กล่องพร้อมน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Savlon สำหรับแช่สายยางหรือแท่งแก้ว
  4. สำลีก้อนสำหรับชุบน้ำยาทำความสะอาดท่อปัสสาวะก่อนสวน
  5. กระจกขนาดแผ่นโตพอสมควร สำหรับส่องดูท่อปัสสาวะ
  6. ภาชนะตวงใส่ปัสสาวะ
  7. สารหล่อลื่นสายสวน
  8. ชาม/ถ้วย ใบใหญ่ สำหรับใส่ปัสสาวะ 1 ใบ
  9. ถ้วยใบเล็ก 4 ใบ
    1. ใส่สำลีสะอาดประมาณ 6-8 ก้อน
    2. ใส่น้ำยาเบาตาดีน (Betadine) ไว้เช็ดทำความสะอาด
    3. ใส่เจลหล่อลื่น (k-y jelly หรือ xylocain jelly)
    4. ใส่น้ำต้มสุกสะอาด และหลอดฉีดยาที่สะอาด
  10. ถังขยะ
  11. โคมไฟ/ไฟฉาย
  12. กระจก ที่สามารถปรับมุมได้
  13. สาย สวนปัสสาวะที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อแล้ว 30 นาที (Btadine 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 1 ส่วน น้ำยาที่ผสมแล้วสามารถใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน)
  14. เก้าอี้นั่งสำหรับสวน
  15. ถ้วยตวงที่มีตัวเลข ที่สามารถดูปริมาณปัสสาวะ เพื่อบันทึกปริมาณปัสสาวะให้แพทย์ได้

วิธีสวนปัสสาวะทำอย่างไรบ้าง

  1. ล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้ง
  2.  
  3. ทำความสะอาดที่อวัยวะเพศ เหมือนการอาบน้ำปกติ ด้วยสบู่
  4.  
  5. นั่งบนเก้าอี้ นำกระจกที่สามารถปรับได้มารองใต้อวัยวะ หันหน้าไปทางแสงไฟ หรือตั้งโคมไฟ/ไฟฉายเปิดไว้
  6.  
  7. เช็ดทำความสะอาดที่อวัยวะเพศ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออีกครั้ง โดยใช้มือจับสำลีที่เตรียมไว้ในถ้วยจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อที่เตรียมไว้ (Betadine) เช็ดบริเวณด้านนอก อวัยวะเพศ โดยเช็ดจากด้านบนลงด้านล่างฝั่งด้านหนึ่งครั้งเดียวแล้วทิ้งแล้วเช็ดอีกด้าน ด้วยวิธีเดียวกันแล้วทิ้ง เช็ดบริเวณตรงกลางอวัยวะจากบนลงล่างที่เดียวแล้วทิ้ง ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแหวกอวัยวะเพศออก เพื่อให้เห็นท่อปัสสาวะ และเช็ดด้วยสำลีสะอาดจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อ (Betadine) บริเวณอวัยวะเพศด้านในอีกครั้ง ด้วยวิธีเดียวกัน โดยเช็ดจากบนลงล่างข้างหนึ่งที่เดียวแล้วทิ้ง บริเวณด้านในอวัยวะอีกด้าน และตรงกลางบริเวณท่อปัสสาวะ
  8.  
  9. นำสายสวนปัสสาวะออกจากที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อ ล้างด้วยน้ำสะอาด โดยอาจใช้หลอดฉีดยาที่สะอาดที่บรรจุน้ำสะอาดล้างสายอีกครั้ง โดยระมัดระวังการกระเด็นของน้ำสะอาดที่ล้างแล้วกระเด็นมาโดนสายสวนที่สะอาด ได้ และระมัดระวังสายสวนอาจสัมผัสโดน สิ่งของใกล้เคียงที่ไม่สะอาดได้ โดยการจับบริเวณ ส่วนปลายของสายสวน ปัสสาวะ ด้านนอก ห้ามโดนปลายสายสวนอีกด้านที่จะสอดเข้าที่ท่อปัสสาวะ
  10.  
  11. ป้ายเจลหล่อลื่นบริเวณปลายสายสวนปัสสาวะที่จะสอดเข้าท่อปัสสาวะ
  12.  
  13. ใช้ มือข้างที่ไม่ถนัดแหวกอวัยวะ เพื่อให้เห็นท่อปัสสาวะ ส่วนมือขวา หรือมือข้างที่ถนัดจับบริเวณส่วนปลายของสายสวนปัสสาวะ โดยจับแบบจับปากกา ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะที่หล่อลื่นเจลได้ ขยับชามหรือภาชนะสะอาดที่เตรียมไว้ใส่ปัสสาวะเข้ามาลองใต้สายสวนสอดสายสวน เข้าไปประมาณ 1/2 ของสาย หรือจนมีน้ำปัสสาวะออกมา จับสายสวนให้อยู่กับที่ปล่อยมืออีกด้านที่แหวกอวัยวะ มาช่วยกดบริเวณท้องน้อยจนน้ำปัสสาวะ ไม่ไหลลงมาอีกค่อยๆ ขยับสายสวนปัสสาวะออกมา จนหมด
  14.  
  15. บันทึกจำนวนปัสสาวะ สังเกตสี กลิ่น และความใส ไว้รายงานแพทย์เมื่อท่านมาพบแพทย์ครั้งต่อไป
  16.  
  17. ล้างอุปกรณ์สายสวน หรือแท่งแก้วด้วยสบู่ และให้น้ำผ่านภายในสาย หรือ แท่งแก้ว และเช็ดให้แห้งเก็บไว้ในกล่องที่แห้ง สะอาด สังเกตว่าหากสายอ่อน นิ่ม หรือเปลี่ยนสีมาก หรือแท่งแก้วมีการชำรุดให้เปลี่ยนสายใหม่

หมายเหตุ ควรเปลี่ยนน้ำยาที่แช่สายทุก 7 วัน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

151 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไวรัส

1 สิงหาคม 2556 3.424

เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสครั้งใหญ่ที่ประเทศมาเลเซียก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบในคน จากการติดตามผู้ป่วยพบว่าภายในเวลา 6 เดือน มีผู้ป่วยชาวมาเลเซียรวมทั้งสิ้น 112 ราย เสียชีวิต 56 ราย

การติดตามการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์

6 มิถุนายน 2556 4.783

หลังจากที่แพทย์ให้การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่ได้รับ การรักษา ด้วยการผ่าตัดอย่างเดียว หรือได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมกับการให้ไอโอดีนเคลือบสารรังสี สิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการติดตามการรักษา

มะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ

21 สิงหาคม 2556 5.116

ปวดหลัง ปวดท้อง คลำก้อนได้ในท้อง ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะติดขัด ถ้ามีอาการดังกล่าว แสดงว่ามะเร็งลุกลามไปมากพอสมควรแล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ