โพสต์ 22 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 15,353 Views

การสวนปัสสาวะทิ้งด้วยตนเองในผู้หญิง

การสวนปัสสาวะทิ้งด้วยตนเองในผู้หญิง

เริ่มแรกเรามาทำความรู้จักอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายปัสสาวะกันก่อน ระบบทางเดินปัสสาวะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ

  1. ไตสองข้าง
  2. หลอดไตสองอัน
  3. กระเพาะปัสสาวะ
  4. กล้ามเนื้อหูรูด
  5. ท่อปัสสาวะ

ไตของเราจะกรองเลือดที่ไหลเวียนภายในตัวเราและขับของเสียหรือสารส่วนที่เกินความต้องการ

ออกมาเป็นน้ำปัสสาวะ ไหล ผ่านหลอดไตลงไปเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ไหลผ่านหลอดไตลงไปเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเปรียบเสมือนกับถุงกล้ามเนื้อคล้ายลูกโป่งจุได้ประมาณ 300-400 ซีซี ปัสสาวะถูกเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะโดยมีกล้ามเนื้อหูรูดเป็นวงๆรัดอยู่ที่ ท่อปัสสาวะ เมื่อมีปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะ ตัวกระเพาะปัสสาวะจะส่งความรู้สึกไปที่สมอง สมองก็จะส่งให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวออก เราก็จะถ่ายปัสสาวะออกมาเองซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยทั่วไปคนเราจะเริ่มมีความรู้สึกปวดเมื่อมีปัสสาวะประมาณ 150-200 ซีซี หากเรายังไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการที่จะถ่ายปัสสาวะก็อาจจะเก็บไว้ได้อีก ระยะหนึ่งจนถึงประมาณ 300-400 ซีซี ซึ่งจะรู้สึกปวดมากขึ้นจำเป็นที่จะต้องปัสสาวะทิ้งไปเพราะใกล้จะล้นแล้ว มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดหรือการสั่งงานของสมองทำงานไม่ดี จะทำให้กระเพาะปัสสาวะยืดออกมากจนเกินไป จะเกิดการอักเสบขึ้นไปถึงไต เกิดแผลที่ไตในที่สุดจะทำลายไตข้างนั้นด้วย การสวนปัสสาวะทิ้งเป็นครั้งคราวจะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะไม่ยืดจนเกินไป

ทำไมจึงต้องสวนปัสสาวะทิ้งเป็นครั้งคราว ?

  • ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะยืดมากเกินไป ซึ่งจะสูญเสียแรงบีบตัว
  • ลดจำนวนปัสสาวะที่เหลือค้าง หลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว แต่ออกไม่ได้หมด
  • ปัสสาวะไม่ล้นซึม
  • คุณมีสุขภาพกายและใจดีขึ้น เมื่อไม่ต้องมีสายสวนคาอยู่ตลอดเวลา

แล้วต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

  1. สายยางหรือแท่งแก้ว สำหรับสวนปัสสาวะ
  2. สบู่ล้างมือ ผ้าเช็ดมือหรือกระดาษทิชชู
  3. กล่องพร้อมน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Savlon สำหรับแช่สายยางหรือแท่งแก้ว
  4. สำลีก้อนสำหรับชุบน้ำยาทำความสะอาดท่อปัสสาวะก่อนสวน
  5. กระจกขนาดแผ่นโตพอสมควร สำหรับส่องดูท่อปัสสาวะ
  6. ภาชนะตวงใส่ปัสสาวะ
  7. สารหล่อลื่นสายสวน
  8. ชาม/ถ้วย ใบใหญ่ สำหรับใส่ปัสสาวะ 1 ใบ
  9. ถ้วยใบเล็ก 4 ใบ
    1. ใส่สำลีสะอาดประมาณ 6-8 ก้อน
    2. ใส่น้ำยาเบาตาดีน (Betadine) ไว้เช็ดทำความสะอาด
    3. ใส่เจลหล่อลื่น (k-y jelly หรือ xylocain jelly)
    4. ใส่น้ำต้มสุกสะอาด และหลอดฉีดยาที่สะอาด
  10. ถังขยะ
  11. โคมไฟ/ไฟฉาย
  12. กระจก ที่สามารถปรับมุมได้
  13. สาย สวนปัสสาวะที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อแล้ว 30 นาที (Btadine 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 1 ส่วน น้ำยาที่ผสมแล้วสามารถใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน)
  14. เก้าอี้นั่งสำหรับสวน
  15. ถ้วยตวงที่มีตัวเลข ที่สามารถดูปริมาณปัสสาวะ เพื่อบันทึกปริมาณปัสสาวะให้แพทย์ได้

วิธีสวนปัสสาวะทำอย่างไรบ้าง

  1. ล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้ง
  2.  
  3. ทำความสะอาดที่อวัยวะเพศ เหมือนการอาบน้ำปกติ ด้วยสบู่
  4.  
  5. นั่งบนเก้าอี้ นำกระจกที่สามารถปรับได้มารองใต้อวัยวะ หันหน้าไปทางแสงไฟ หรือตั้งโคมไฟ/ไฟฉายเปิดไว้
  6.  
  7. เช็ดทำความสะอาดที่อวัยวะเพศ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออีกครั้ง โดยใช้มือจับสำลีที่เตรียมไว้ในถ้วยจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อที่เตรียมไว้ (Betadine) เช็ดบริเวณด้านนอก อวัยวะเพศ โดยเช็ดจากด้านบนลงด้านล่างฝั่งด้านหนึ่งครั้งเดียวแล้วทิ้งแล้วเช็ดอีกด้าน ด้วยวิธีเดียวกันแล้วทิ้ง เช็ดบริเวณตรงกลางอวัยวะจากบนลงล่างที่เดียวแล้วทิ้ง ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแหวกอวัยวะเพศออก เพื่อให้เห็นท่อปัสสาวะ และเช็ดด้วยสำลีสะอาดจุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อ (Betadine) บริเวณอวัยวะเพศด้านในอีกครั้ง ด้วยวิธีเดียวกัน โดยเช็ดจากบนลงล่างข้างหนึ่งที่เดียวแล้วทิ้ง บริเวณด้านในอวัยวะอีกด้าน และตรงกลางบริเวณท่อปัสสาวะ
  8.  
  9. นำสายสวนปัสสาวะออกจากที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อ ล้างด้วยน้ำสะอาด โดยอาจใช้หลอดฉีดยาที่สะอาดที่บรรจุน้ำสะอาดล้างสายอีกครั้ง โดยระมัดระวังการกระเด็นของน้ำสะอาดที่ล้างแล้วกระเด็นมาโดนสายสวนที่สะอาด ได้ และระมัดระวังสายสวนอาจสัมผัสโดน สิ่งของใกล้เคียงที่ไม่สะอาดได้ โดยการจับบริเวณ ส่วนปลายของสายสวน ปัสสาวะ ด้านนอก ห้ามโดนปลายสายสวนอีกด้านที่จะสอดเข้าที่ท่อปัสสาวะ
  10.  
  11. ป้ายเจลหล่อลื่นบริเวณปลายสายสวนปัสสาวะที่จะสอดเข้าท่อปัสสาวะ
  12.  
  13. ใช้ มือข้างที่ไม่ถนัดแหวกอวัยวะ เพื่อให้เห็นท่อปัสสาวะ ส่วนมือขวา หรือมือข้างที่ถนัดจับบริเวณส่วนปลายของสายสวนปัสสาวะ โดยจับแบบจับปากกา ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะที่หล่อลื่นเจลได้ ขยับชามหรือภาชนะสะอาดที่เตรียมไว้ใส่ปัสสาวะเข้ามาลองใต้สายสวนสอดสายสวน เข้าไปประมาณ 1/2 ของสาย หรือจนมีน้ำปัสสาวะออกมา จับสายสวนให้อยู่กับที่ปล่อยมืออีกด้านที่แหวกอวัยวะ มาช่วยกดบริเวณท้องน้อยจนน้ำปัสสาวะ ไม่ไหลลงมาอีกค่อยๆ ขยับสายสวนปัสสาวะออกมา จนหมด
  14.  
  15. บันทึกจำนวนปัสสาวะ สังเกตสี กลิ่น และความใส ไว้รายงานแพทย์เมื่อท่านมาพบแพทย์ครั้งต่อไป
  16.  
  17. ล้างอุปกรณ์สายสวน หรือแท่งแก้วด้วยสบู่ และให้น้ำผ่านภายในสาย หรือ แท่งแก้ว และเช็ดให้แห้งเก็บไว้ในกล่องที่แห้ง สะอาด สังเกตว่าหากสายอ่อน นิ่ม หรือเปลี่ยนสีมาก หรือแท่งแก้วมีการชำรุดให้เปลี่ยนสายใหม่

หมายเหตุ ควรเปลี่ยนน้ำยาที่แช่สายทุก 7 วัน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

167 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

อาหารผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง

6 มิถุนายน 2556 33.313

ไขมันในเลือดประกอบด้วย ไขมันชนิดที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรค ไขมันชนิดที่ดีต่อต้านการเกิดโรค

โรคกระดูกพรุน

17 สิงหาคม 2556 1.855

โรคกระดูกพรุน กระดูก พรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหัก หรือยุบตัวได้โดยง่าย จุดที่มีการหักบ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ก่อให้เกิดปัญหาในผู้สูงอายุ

การใช้สารเคลือบฟันเพื่อป้องกันฟันผุ

27 กันยายน 2556 4.649

ในปัจจุบันนี้เราสามารถใช้สารพลาสติกปกหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันฟันผุได้ เนื่องจากด้านบดเคี้ยวของฟันกรามนั้นมีหลุมร่องฟันที่ลึก แปรงสีฟันธรรมดาไม่สามารถที่จะทำความสะอาดไปถึงบริเวณหลุมร่องฟันเหล่านั้น ซึ่งบริเวณหลุมร่องฟันนี้ก็จะมีการกักเก็บของเชื้อโรคและอาหาร

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ