โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 22 ธ.ค. 62 3,675 Views

การฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดความอ้วน

การฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการลดความอ้วน

"หิว หรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน ชีวิตกลางน้ำสุขสันต์ โอ้..สวรรค์..ใน..เรือนแพ"

     เพลงนี้อาจจะเก่าไปหน่อยสำหรับวัยรุ่น แต่เป็นเพลงที่บอกเล่าถึงความ"สุขใจ" กับทุกสถานการณ์ที่เจอ จะหิว จะอิ่มยังไงก็ได้ แต่ถ้าจะคิดถึงเรื่องความ "สุขกาย" ด้วยล่ะก็ เราคงจะต้องหิวหรืออิ่มแบบพอดีๆ หาไม่แล้ว การอิ่มเกินพอดีอยู่เรื่อยๆ จะนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน ที่จะมีผลต่อสุขภาพกายระบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น

โรคอ้วน
เกิดจากการผสมผสานของ กรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม1,2,3  สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ทำให้คนเราใช้พลังงานน้อยลง และเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่รับประทานไปใช้ไม่หมด เกิดเหลือสะสมเพิ่มน้ำหนักตัว  โดยหลักทั่วไป ถ้ารับประทานอาหาร มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ก็จะมีส่วนเกินสะสมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการให้น้ำหนักไม่เพิ่มมากขึ้น ก็ต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานให้มากขึ้น และต้องควบคุม ปริมาณแคลอรี่ในอาหาร โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อยลง เช่น พืช ผัก รวมถึงหลีกเลี่ยง อาหารที่ผ่านการทอด  

การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน

      คือ การฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร จากผลการศึกษาพบว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนมีความจุมากกว่าคนที่ไม่อ้วน4   และ เมื่อพยายามควบคุมอาหาร เพื่อลดน้ำหนักตัวได้ระยะหนึ่ง ความจุของกระเพาะอาหารมักจะลดลงตามไปด้วย5  มีผู้พยายามศึกษา ความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธีต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วิธีการสมัยก่อนที่วัดปริมาณอาหารเหลว ที่ให้กลืนจนอิ่มท้อง จนถึงวิธีทันสมัยโดยใช้การตรวจคล้ายเอกซเรย์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาตร ของกระเพาะอาหารได้  จากการศึกษาต่างๆ เหล่านี้พบว่า ความจุของกระเพาะอาหารของมนุษย์มีค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่  800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000 ซีซี6 หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรถึง 4 ลิตร

เราสามารถประมาณปริมาตรอาหารที่เรารับประทานต่อครั้งได้ง่ายๆ เช่น 

 - น้ำดื่ม 1 แก้วปกติ จะมีความจุประมาณ 250 ซีซี  

 - นมยูเอชที 1 กล่องสำหรับผู้ใหญ่จะมีความจุประมาณ 240 ซีซี

 - น้ำดื่มขวดเล็กมีปริมาตรประมาณ 500 - 600 ซีซี เป็นต้น  

      ผู้ใหญ่หนึ่งคนต้องการพลังงานจากอาหารประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน และถ้ามีส่วนเกินสะสมถึง 7,000 กิโลแคลอรี่ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม ถ้ารับประทานอาหารจนอิ่มตื้อเต็มกระเพาะโดยดูจากปริมาตรของกระเพาะอาหารข้าง ต้น ก็จะมีโอกาสที่ จะมีพลังงานเกินความต้องการสะสมไปเรื่อยๆ จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก

     ลองนึกภาพจาก อาหารทางการแพทย์ที่มีลักษณะคล้ายนม ถ้าผสมแบบปกติจะให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 ซีซี ถ้าได้มื้อละประมาณ 2 แก้ว หรือประมาณ 500 ซีซี วันละ 4 มื้อ ก็จะได้พลังงานถึง 2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน แต่ในชีวิตจริงอาหารหลายอย่างให้ค่าพลังงานมากกว่าอาหารที่เป็นของเหลวดัง กล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่ผ่านการทอด   ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่ไม่ใช่ของเหลวในปริมาณที่น้อยลง    นอกจากนี้ในบางคนกินอาหารซึ่งแม้จะเป็นพืชผักที่มีพลังงานน้อยหรือน้ำเปล่า หลายๆ แก้ว ซึ่งไม่มีพลังงานเลยก็ตาม จนอิ่มแน่นกระเพาะ  กลับทำให้กระเพาะอาหารปรับตัว สร้างน้ำย่อยตามออกมามากขึ้น ทำให้หิวโหยง่ายขึ้น ในตอนค่ำหรือวันต่อมา  ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารอิ่มแน่นจนกระเพาะอาหารขยายมากเกินไป

     เมื่อเริ่มรับประทานอาหารจะทำให้เกิดความอิ่มใน"ช่วงต้น" ซึ่ง ความอิ่มช่วงนี้เป็นผลมาจาก การรับรู้ของบริเวณทางเดินอาหารเมื่อมีอาหารเข้ามาอยู่ภายใน รวมถึงความ"ตึง"ของกระเพาะอาหาร  สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังศูนย์หิว-อิ่มที่อยู่ภายในสมอง ส่วนความอิ่ม"ช่วงหลัง"เกิดขึ้นหลังจากที่สมองได้รับ สัญญาณจากทางเดินอาหาร และจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มองเห็น กลิ่นที่ได้รับ และบรรยากาศรอบตัว ทำให้เกิดความอยาก หรือไม่อยากอาหารในมื้อนั้นอีกต่อไป7   สัญญาณความอิ่มที่ระดับทางเดินอาหารก็ดี หรือที่ระดับสมองก็ดี ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง กว่าจะส่งสัญญาณเชื่อมถึงกัน

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 1: ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

7 มิถุนายน 2556 50.914

ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยคงเริ่มสัมผัสกับกลิ่นอายของ “ลมหนาว” ที่พัดโชยเข้ามาทำให้รู้สึกถึงอากาศที่เริ่มหนาวเย็น สำหรับผู้ที่ยังคงประสบภัยน้ำท่วมอยู่นั้นควรเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพเป็นกรณีพิเศษ

8 สิ่งที่ต้องรู้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยชีวิตตัวเองและผู้อื่นได้ถูกต้อง

29 เมษายน 2561 1.975

ใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โรงพยาบาลกรุงเทพขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่าลืม #สวมหมวกกันน็อค #คาดเข็มขัดนิรภัย ตรวจสอบยานพาหนะก่อนออกเดินทางคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด แต่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือตั้งสติ และปฎิบัติตาม 8 ขั้นตอนที่แอดมิน

มะเร็งกล่องเสียง

5 มิถุนายน 2556 3.805

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงระยะสุดท้ายที่ โรคลุกลามมากจนไม่สามารถรักษาหรือควบคุมโรคได้ เช่น มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะสำคัญ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ