โพสต์ 1 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 5,378 Views

การป้องกันโรคบาดทะยัก

การป้องกันโรคบาดทะยัก

แม้โรคบาดทะยัก (tetanus) จะมีวัคซีนป้องกัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังพบผู้ป่วยอยู่เรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าจะพบในผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้ป่วยบางรายเพียงแค่โดนเข่งบาดมือ ก็เป็นโรคบาดทะยักได้ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าโดนตะปูที่เป็นสนิมตำมีความเสี่ยงจะเป็นโรคบาดทะยัก ความจริงแล้วตัวการสำคัญมิใช่สนิม เพียงแต่ว่าตะปูที่เป็นสนิมมักจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเศษดิน หรืออยู่ในคอกสัตว์ ซึ่งมีเชื้อบาดทะยักอยู่ ตะปูที่ไม่มีสนิม แต่ถ้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น ถ้าโดนตำเข้า ก็มีโอกาสเป็นโรคบาดทะยักได้เช่นกัน

ลักษณะของโรคบาดทะยัก

  1. โรคบาดทะยักเกิดจากสารพิษของเชื้อบาดทะยักที่มีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท
  2. ผู้ป่วยจะเริ่มเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบแผล หลังจากนั้น 1-7 วัน การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อจะกระจายทั่วร่างกาย ทําให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อกราม ผู้ป่วยอ้าปากไม่ได้ กลืนน้ำลายลําบาก คอ หลังเกร็ง และปวด หลังจากนั้นกล้ามเนื้อทั่วร่างกายก็จะเกร็งทั้งหมดโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ ทําให้หายใจลําบาก และอาจเสียชีวิตได้จากภาวะหายใจวาย
  3. บาดแผลที่เสี่ยงต่อการเกิดบาดทะยัก ได้แก่ บาดแผลที่มีเนื้อตายจํานวนมาก มีการติดเชื้อเป็นหนอง มีสิ่งแปลกปลอมตกค้าง แผลไฟไหม้ การติดเชื้อของสายสะดือ กระดูกหักชนิดแทงทะลุผิวหนัง การติดเชื้อจากทําแท้ง
  4. โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดิน ซึ่งมีชื่อเรียกว่าClostridium tetani เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสร้างสารพิษ ซึ่งสารพิษดังกล่าวจะจับกับเส้นประสาท ส่งผลให้การทํางานของกล้ามเนื้อผิดปกติ เชื้อบาดทะยักมักจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล บางครั้งแผลอาจจะเล็กมากจนไม่เป็นที่สังเกต แผลที่ลึก หรือแผลที่มีเนื้อตายมากจะเกิดติดเชื้อได้ง่าย

การป้องกัน

  1. ทำความสะอาดแผล และให้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม เมื่อมีบาดแผลต้องทำแผลให้สะอาดทันที โดยการฟอกด้วยสบู่ล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ใส่แผลสด พร้อมทั้งให้ยารักษาการติดเชื้อ ถ้าแผลลึกต้องใส่ ท่อระบายด้วย
  2. ถ้าเข้าไปในสิ่งแวดล้อมที่สกปรก ควรระมัดระวังไม่ให้มีบาดแผล หรือไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปในแผล หรือในกรณีที่เป็นแผลขึ้นมาก็ควรล้างแผลให้สะอาด พบแพทย์เพื่อรับการดูแลบาดแผล รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และถ้าแพทย์ดูแผลแล้ว เห็นว่ามีโอกาสที่จะเกิดโรคบาดทะยัก ก็จะให้วัคซีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน หรือถ้าดูแล้วแผลน่ากลัวอาจจะเป็นโรคบาดทะยักอาจให้ทั้งวัคซีนและภูมิคุ้มกันทั้งสองอย่าง
  3. ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน เมื่อมีแผลต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เพื่อพิจารณาให้วัคซีนบาดทะยัก tetanus toxoid (T) ป้องกันโรคบาดทะยักให้ครบ และพิจารณาให้ภูมิคุ้มกันชนิด TAT หรือ TIG ในรายที่แผลใหญ่สกปรกมาก ในรายที่เคยได้รับวัคซีนมาแล้วครบ 4-5 ครั้ง ในระยะ 5-10 ปี ให้วัคซีน T 0.5 มล. เข้ากล้ามครั้งเดียว ในรายที่ได้วัคซีนนานเกิน 10 ปี และมีบาดแผลมานานเกิน 24 ชั่วโมง พิจารณาให้ T 0.5 มล. เข้ากล้ามครั้งเดียวพร้อมกับให้ TAT ด้วย
  4. ในผู้ป่วยที่หายจากโรคบาดทะยัก ต้องให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครบชุด เพราะจะไม่มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเพียงพอ

 

การปฏิบัติก่อนที่จะไปพบแพทย์

  1. ถ้าสังเกตว่าเด็กไม่ดูดนม และไม่อ้าปาก แสดงว่ามีขากรรไกรแข็ง อย่าพยายามฝืน หรือกรอกนม เพราะอาจจะทำให้สำลักนมเข้าทางเดินหายใจ ทำให้ขัดขวางทางเดินหายใจอาจถึงตายได้ทันที หรืออาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้
  2. ควรหลีกเลี่ยงการจับต้องตัวโดยไม่จำเป็น และอย่าให้มีเสียงดังรบกวนเพราะจะทำให้ชักเกร็งมากขึ้นได้

 

วัคซีน

  1. การฉีดวัคซีนบาดทะยักชนิด alum-adsorbed tetanus toxoid เดือนละเข็ม ติดต่อกัน 3 เดือน ทำให้เกิดภูมิต้านทานเกือบเต็มที่ได้นานเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี
  2. ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยละ 7 ปี ควรได้รับวัคซีนรวม บาดทะยัก-คอตับ-ไอกรน และควรฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี
  3. ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สูญเสียภูมิต้านทานต่อบาดทะยักหลังจากได้รับยาเคมีบำบัด
  4. ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอายุน้อยยังคงมีภูมิต้านทานต่อบาดทะยักอยู่ ถ้าได้รับวัคซีนก่อนการติดเชื้อ
  5. ปฏิกิริยาที่เกิดจากการฉีดวัคซีนบาดทะยักพบได้บ่อย เป็นชนิดไม่รุนแรง เช่น มีไข้ต่ำๆ ปอดบวมเฉพาะที่

 

การป้องกันบาดทะยักในทารกแรกเกิด

  1. ทำคลอด และตัดสายสะดือให้ถูกต้อง และสะอาด ใช้เครื่องมือที่สะอาดในการทำคลอด เครื่องมือทุกชิ้นจะต้องต้มในน้ำเดือดนาน 1/2 -1 ชั่วโมง รักษาความสะอาดของสะดือโดยการเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70% เช็ดวันละ 1-2 ครั้ง ห้ามใช้แป้งหรือผงยาต่างๆ โรยสะดือ ไม่ควรห่อหุ้มพันท้อง หรือปิดสะดือ
  2. การให้วัคซีนบาดทะยักแก่หญิงมีครรภ์ โดยให้ 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือน ครั้งสุดท้ายก่อนคลอดเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
  3. หญิงมีครรภ์ที่ได้รับวัคซีนบาดทะยัก 2 ครั้งตามกำหนด จะสร้างภูมิต้านทานซึ่งจะผ่านไปยังทารกแรกเกิดในระดับที่สูงพอที่จะป้องกันโรคบาดทะยักได้ และภูมิต้านทานจะยังคงอยู่ในระดับที่สามารถป้องกันได้นานถึง 3 ปี
  4. เพื่อให้แน่ใจว่าระดับภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงและอยู่นาน ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักเข็มที่ 3 ในระยะ 6-12 เดือนหลังเข็มที่ 2 ซึ่งอาจจะให้ในระยะหลังคลอด
  5. การได้รับวัคซีนบาดทะยัก 3 ครั้ง จะทำให้ระยะภูมิคุ้มกันอยู่ได้นาน 10 ปี
  6. ในพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดสูง แนะนำให้วัคซีนบาดทะยักแก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ 3 ครั้ง โดยสองครั้งแรกห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเดือน ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

167 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

กิ๊ฟท์และเด็กหลอดแก้ว

6 มิถุนายน 2556 3.884

คู่สมรสที่ได้รับการตรวจหาสาเหตุจนครบ และได้รับการรักษาตามสาเหตุ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่มีซีสต์ (cyst) หรือเนื้องอก มักได้รับการส่องกล้องผ่าตัด ส่วนกลุ่มที่ไม่ต้องผ่าตัดมักได้รับการรักษาด้วยวิธีคัดเชื้อฉีดเข้าโพรงมดลูก หรือ IUI

อันตรายที่เกิดจากความผิดปกติของการนอนมีอะไรอีกบ้าง? (ตอน 4)

8 สิงหาคม 2556 2.616

อันตรายที่พบได้ เกิดจากการที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอในช่วงที่ควรจะพัก (ช่วงนอน)รวมทั้งหากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในขณะหลับ เช่น กรนมาก, หยุดหายใจขณะหลับจะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักในขณะหลับเพื่อที่จะต่อสู้กับปัญหาการหายใจที่เกิดขึ้น

แสงสว่างจากหลอดไฟส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต

21 ตุลาคม 2558 7.872

คุณรู้ไหมว่าร่างกายของคุณมีนาฬิกาชีวิตที่คอยควมคุมระบบต่างๆอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต เช่น แสง อากาศ กลิ่น เสียง ถ้าระบบนี้ถูกรบกวนโดยปัจจัยใดก็ตาม เช่นแสงที่สว่างหรือมืดเกินไปอาจทำให้วงจรของร่างกายของเสียคุณสมดุลไป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ