โพสต์ 10 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 3,636 Views

การตรวจและการประเมินความรุนแรงของการกรน

การตรวจและการประเมินความรุนแรงของการกรน

การตรวจและประเมินความรุนแรงของการกรนใช้หลักการเดียวกับการตรวจรักษาโรคอื่นๆ โดยทั่วไปคือเริ่มจากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม

การซักประวัติ

ประกอบด้วยประวัติที่เกี่ยวกับการกรน และการหยุดหายใจ ซึ่งตัวผู้ที่กรนเองมักไม่ทราบ ประวัติที่ถูกต้องแน่นอนมักได้จากผู้ใกล้ชิดสิ่งที่ควรต้องทราบได้แก่ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการดังกล่าวความถี่ของการกรน (บ่อยมากน้อยเพียงใด) ความดังของเสียงกรนขณะหลับมีลักษณะของการหยุดหายใจร่วมด้วยหรือไม่มีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้กรนมากขึ้นรวมทั้งผลเสียที่เกิดขึ้นจากการกรนในผู้ป่วยที่มารักษา เช่นความสัมพันธ์ในครอบครัว ความอับอายอาการทางกายที่อาจเกิดจากการกรนและการหยุดหายใจ

ประวัติอื่นๆ

โรคประจำตัวและสุขภาพของผู้ที่เข้ารับการรักษา การใช้ยาเสพติด หรือประวัติการสัมผัสสารเคมี

การตรวจร่างกาย

การตรวจร่ายกายทั่วไป ได้แก่ general appearance, น้ำหนัก, ส่วนสูง (เพื่อคำนวณหา BMI), วัดรอบคอ, systematic review เพื่อดูสุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วยรวมทั้งโรคทางระบบประสาทที่อาจมีส่วนร่วมในการกรนหรือการหยุดหายใจของผู้ป่วย และโรคที่อาจเป็นผลกระทบ (Sequale) ของการหยุดหายใจขณะหลับ
การตรวจร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยมากเป็นการตรวจทางด้าน หู คอ จมูก เป็นหลักเนื่องจากตำแหน่งที่เกิดการตีบแคบของทางเดินหายใจจนทำให้เกิดกรกรนและการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดบริเวณช่องทางเดินหายใจส่วนบนโดยควรทำการตรวจดังนี้

·     รูปหน้า มีลักษณะความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกใบหน้าหรือไม่

·     จมูก โพรงจมูก และ nasopharynx มี septal deviation หรือ polyp หรือไม่ อาจต้องใช้ Otoscopeช่วยในการตรวจในโพรงจมูกเพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น

·     Oral cavity และ Oropharynx ดู การสบของฟันบนและล่าง ขนาดของลิ้น ลักษณะของเพดานอ่อน และลิ้นไก่ การยกตัวของลิ้นไก่ขณะเปล่งเสียง ขนาดของต่อมทอนซิล

·     Hypopharynxและ larynx ดูลักษณะของ โคนลิ้น ต่อมทอนซิลบริเวณโคนลิ้น ผาปิดกล่องเสียง รวมทั้งก้อนผิดปกติบริเวณต่างๆ

การตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม มีหลายวิธี ส่วนมากทำเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการคือเพื่อประเมินความรุนแรงของการกรนหาว่ามีภาวะ sleep apnea หรือไม่ และเพื่อดู underlying disease บางอย่างที่มีผลต่อการกรนหรือเป็นภาวะที่เพิ่มอันตรายจากการกรนต่อผู้ป่วยการตรวจค้นฯ นี้มีหลายวิธีดังนี้

เพื่อประเมินความรุนแรง

Sleep study หรือ polysonography (PSG) แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับตามความละเอียดในการตรวจ (จำนวน parameter ที่ตรวจ) ได้แก่

·     ระดับที่ 1 (Full PSG) ประเมินทั้ง Sleep pattern และ ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับโดยจะตรวจวัด Parameter ต่างๆ ดังนี้ Sleep pattern : Electroencephalography (EEG), Electromyography (EMG), Electro-oculogarphy (EOG) ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ : การหายใจ, Chest & abdominal movement, Oximetry, EKG, body position, เสียงกรน

·     ระดับที่ 2 ตรวจคล้ายกับ Full PSG โดยตรวจวัด Parameter ต่างๆน้อยกว่า แต่จะยังคงตรวจ Sleep pattern ร่วมด้วย

·     ระดับที่ 3 ไม่ได้ประเมิน Sleep pattern แต่ยังคงตรวจความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ

·     ระดับที่ 4 มีการตรวจวัด Parameter เพียง 1-2 ชนิด เช่น Oxymetry, holter EKG เป็นต้น
Airway assessment โดยดูทั้งในส่วนของ จมูก oral cavity oropharynx hypopharynxและ larynx รวมทั้งโครงสร้างของกระดูกใบหน้า การตรวจในกลุ่มนี้ได้แก่ Acoustic rhinometer, film soft tissue lateral neck and nasopharynx, Cephalometry, CT scan, MRI, , Muller’s maneuver

การรักษาจะทำอย่างไร ?

ขึ้นกับชนิดของการนอนกรน และระดับความรุนแรง โดยถ้ามีการหยุดหายใจร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่รักษา

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมใช้เสียงมากแล้วเสียงแหบ

3 สิงหาคม 2556 3.151

เมื่อ มีการใช้เสียงบ่อยๆ มากๆ หรือแรงๆ เช่น ตะเบ็ง ตะโกน พูดนานๆ ร้องเพลงมากๆ หรือแม้กระทั่งไอแรงๆ ไอเรื้อรัง สายเสียงทั้ง 2 ข้างจะขยับมาชนกันหรือกระแทกกันบ่อยขึ้น แรงขึ้น ตามการใช้เสียงที่มากขึ้น ทำให้เยื่อหุ้มสายเสียง ซึ่งมีคุณสมบัติที่ค่อนข้างบอบบาง

แสงสว่างจากหลอดไฟส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต

21 ตุลาคม 2558 7.862

คุณรู้ไหมว่าร่างกายของคุณมีนาฬิกาชีวิตที่คอยควมคุมระบบต่างๆอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต เช่น แสง อากาศ กลิ่น เสียง ถ้าระบบนี้ถูกรบกวนโดยปัจจัยใดก็ตาม เช่นแสงที่สว่างหรือมืดเกินไปอาจทำให้วงจรของร่างกายของเสียคุณสมดุลไป

ลิ้นก็เป็นมะเร็งได้

8 สิงหาคม 2556 6.677

ลิ้นเป็นอวัยวะที่สำคัญของมนุษย์ เนื่องจากมีหน้าที่ที่สำคัญ 2 อย่างคือ การกลืน และการพูด ตัวลิ้นเองประกอบด้วยกล้ามเนื้อหลายมัดประกอบกันทำให้ลิ้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง และสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้กล้ามเนื้อเหล่านี้ ถูกยึดติดกัน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ