โพสต์ 27 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 4,272 Views

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก 

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกเรียกว่า bone densitometry เป็นเทคนิกการตรวจทางรังสีวิทยาที่มีประโยชน์อย่างมากในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน(osteoporosis) ในระยะแรกเริ่ม ปัจจุบันทางการแพทย์นิยมใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน ที่แพร่หลายมากชนิดหนึ่ง
ประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจชนิดนี้ คือ ช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาโรคกระดูกพรุนในระยะแรกเริ่มได้ทันท่วงที อีกทั้งช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกหัก แม้จะมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นหกล้ม ตำแหน่งที่พบกระดูกหักบ่อยๆคือกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ
นอกจากนี้การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกยังเป็นการตรวจที่ค่อนข้างสะดวก รวดเร็ว และง่าย สามารถ ทำการตรวจได้ที่แผนกผู้ป่วยนอก โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และที่สำคัญคือเป็นการตรวจที่ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องใช้แป้งแบเรียมช่วยตรวจแต่อย่างใด เทคนิกการตรวจอาจแตกต่างกันไปได้บ้างขึ้นกับเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์หลายแห่งทั้งในสหรัฐอเมริกาและ ยุโรป บางชนิดตรวจได้โดยให้ผู้ป่วยวางเท้าในช่องที่ออกแบบไว้ ในขณะที่เครื่องตรวจบางชนิดอาจจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยนอนราบกับเตียง ความแม่นยำจากการตรวจใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ไม่ขึ้นกับเทคนิกวิธีและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจ ส่วนการเลือกตรวจกระดูกกี่ส่วนกี่ชิ้น ขึ้นกับลักษณะอาการทางคลินิกและข้อบ่งชึ้ทางการแพทย์ในผู้ป่วยแต่ละราย
หลักการทางรังสีวิทยาส่วนใหญ่ใช้คลื่นรังสีเอ็กซ์เช่นเดียวกับเครื่องเอ็กซ์เรย์ทั่วไป อุปกรณ์ เครื่องมือตรวจบางชนิดอาจประยุกต์ใช้คลื่นอุลตราซาวน์ในการตรวจวินิจฉัยได้ เช่นกัน เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกสามารถคำนวณความหนาแน่นของกระดูกโดย เปรียบเทียบกับค่ามาตราฐาน โดยค่าความหนาแน่นของกระดูก หมายถึงปริมาณของแคลเซี่ยมที่อยู่ภายในกระดูก ยิ่งความหนาแน่นมาก แสดงว่ากระดูกมีความแข็งแรงมาก
เมื่อเครื่องคำนวณได้ค่าความหนาแน่นของกระดูกแล้ว แพทย์ จึงพิจารณาว่ากระดูกมีความหนาแน่นปกติหรือลดลง ดังเช่นที่พบในโรคกระดูกพรุน การตรวจด้วยเครื่องมือดังกล่าวช่วยแพทย์ในการวางแผนป้องกันและรักษาโรค กระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
ส่วนใหญ่แล้วการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรกทำได้โดยการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้
ปัจจุบันแนะนำให้ทำการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกทุก 2-3 ปี เพื่อ ติดตามสภาพความแข็งแรงของกระดูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่เมื่อเริ่มมีอาการเกิดขึ้นแสดงว่าโรคกระดูกพรุนนั้นได้เป็นมากแล้ว ซึ่งอาการสำคัญคือปวดตามกระดูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระดูกส่วนกลางที่รับนำ หนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพกและอาจมีอาการปวดตามข้อร่วมด้วย โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่เนื้อกระดูกของร่างกายลดลงอย่างมาก โครงสร้างของกระดูกที่เคยหนาแน่นประสานกันเป็นโยงใยรับน้ำหนักได้ดีก็จะ โปร่งบางไม่มีการติดต่อประสานกัน จึงทำให้กระดูกรับน้ำหนักได้ไม่ดีและเปราะหักได้ง่ายถึงแม้จะมีการบาดเจ็บ เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย
เมื่อคนเรามีอายุสูงขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกินกว่า 40 ปี วัยและปัจจัยอื่นๆ จะมีผลทำให้กระบวนการสร้างกระดูกไม่สามารถไล่ทันกระบวนการสลายกระดูกได้ จึงมีการสูญเสียเนื้อกระดูกไปทุกๆวงจรของการสร้างและการสลายกระดูกทำให้ เนื้อกระดูกลดลงจนกระดูกบาง
กล่าวโดยสรุป การ ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจัดว่าเป็นการตรวจที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องมือตรวจใช้คลื่นรังสีเอ็กซ์ จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากโรคกระดูกพรุนเกิดขึ้นกับสตรีในวัยหมดประจำเดือนเป็นส่วนใหญ่

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

151 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การรักษาโรคนิ่ว

21 สิงหาคม 2556 2.707

หากพบว่าเป็นโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ การรักษารักษาแรกคือการรักษาให้หายจากอาการเจ็บปวด โดยรับประทานยาแก้ปวด หรือหากมีอาการมากอาจจะต้องฉีดยาแก้ปวดให้ การรักษาขั้นต่อไป

Computer vision syndrome สายตาพังจากการใช้คอมพิวเตอร์

4 กันยายน 2558 14.934

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยประสบปัญหากับหนึ่งในอาการเหล่านี้ เช่น ปวดเมื่อยตา ตาแห้ง แสบตา เคืองตา ตาพร่ามัว โฟกัสได้ช้าลง ตาสู้แสงไม่ได้ ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ หรือบางครั้งอาจมีอาการปวดหลัง ไหล่หรือต้นคอร่วมด้วย

การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

19 พฤศจิกายน 2556 12.727

การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่ปัจจัยด้านความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นปัจจัยประการสำคัญนอกเหนือจาก ปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อม

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ