Articles

กระท่อม

By noppol
9

กระท่อม

กระท่อมจัดเป็นพืชเสพติดชนิดหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Mitragyna speciosa Korth. และมีชื่อเรียกต่างๆ เช่น กระทุ่มโคก กระทุ่มพาย ท่อม อีถ่าง กระทุ่มโคก กระทุ่มพาย (ใต้) รูปแบบที่ใช้เสพมีทั้งชงดื่ม สูบ และเคี้ยว กระท่อมออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาทและกดระบบประสาท จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยประเภท 5 นี้หมายถึง ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม
ในสมัยก่อนนั้น กระท่อมเป็นพืชที่ใช้เข้าเป็นตัวยาในตำรับพวกประเภทยาแก้ท้องเสีย ในสูตรยาของหมอพื้นบ้านหรือหมอแผนโบราณ ยกตัวอย่างเช่น ตำรับยาประสะกระท่อม เป็นต้น กระท่อมพบได้ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น ปทุมธานี แต่จะพบมากในป่าธรรมชาติ บริเวณภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานีนครศรีธรรมราช ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตอนบนของประเทศมาเลเซีย กระท่อมจัดเป็นพืชเฉพาะถิ่น โดยจะพบมากในประเทศมาเลเซียและไทย แต่พบว่าสามารถปลูกขึ้นได้ดีในประเทศเขตร้อนทั่วไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ปานกลาง มีแก่นเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง10 -15 เมตร อยู่ในตระกูล Mitragyna speciosa ใบคล้ายใบกระดังงา มีชนิดก้านใบแดงและใบเขียว ดอกกลมโตขนาดเท่าผลพุทรา ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม แผ่นใบขนาดกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาวประมาณ 8-14 ซม. ดอกมีสีขาวอมเหลืองออกเป็นช่อตุ้มกลมขนาด 3-5 ซม. กระท่อมเป็นพืชอยู่ในตระกูล Rubiaceae กระท่อมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa Korth. อยู่ในวงศ์ Rubiaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวเป็นคู่ตรงข้ามและมีหูใบ 1 คู่ ใบมีรสขมเฝื่อน แผ่นใบสีเขียว เป็นรูปไข่รีแกมขอบขนาน ปลายแหลมมีขนาด กว้าง x ยาวประมาณ 5-10 x 8-14 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ฐานใบมน ก้านใบออกจากฐานใบ มีความยาวประมาณ 2-4 ซม. เส้นใบเรียงตัวแบบขนนก เส้นกลางใบและเส้นแขนงใบมีสีแดงเรื่อ มีขนอ่อนสั้นๆ บริเวณเส้นใบที่อยู่ด้านท้องใบ มีเส้นแขนงใบ 10-15 คู่ ดอกออกเป็นช่อตุ้มกลม ขนาด 3-5 ซม. ใน 1 ช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวอมเหลืองจํานวนมาก ดอกย่อยสมบูรณ์เพศ ผลเป็นรูปไข่ขนาดเล็กประมาณ 5-7 มม.

วิธีการเสพ

วิธีเสพใบกระท่อม นิยมเคี้ยวใบสด หรือบดใบแห้งแล้วละลายน้ำดื่ม บางรายอาจเติมเกลือด้วยเล็กน้อย ส่วนมากจะเคี้ยวเพียง 2-3 ใบ และดื่มน้ำอุ่น หรือกาแฟร้อนตาม ส่วนของใบกระท่อมนิยมใช้ใบก้านแดง เอาใบสดมาเคี้ยว หรือดื่มน้ำชงจากใบตากแห้งกับน้ำร้อน
ในใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนิน ที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้ทำงานไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หายปวดเมื่อย มีความสุข ไม่หิว ทนแดดได้นาน แต่ไม่ชอบถูกฝน ในอดีต แพทย์แผนโบราณได้ใช้ใบกระท่อมเพื่อแก้บิด แก้ท้องเดิน รวมทั้งเพื่อแก้ปวดเมื่อย ระงับประสาท

สารสำคัญ

สารไมตราจัยนีนเป็นสารสำคัญที่พบในใบกระท่อม (Mitragynine) สารไมตราจัยนีนเป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง คล้ายกับยาเสพติดพวก psilocybin และ LSD ทำให้รู้สึกชา กดความรู้สึกเมื่อยล้าขณะทำงาน และทนต่อความร้อนมากขึ้น ทำงานไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หายปวดเมื่อย มีความสุข ไม่หิว ทนแดดได้นาน แต่ไม่ชอบถูกฝน สารไมตราจัยนีนช่วยทำให้ผู้ที่ใช้ใบกระท่อมสามารถทำงานกลางแจ้งได้ทนนานขึ้น

ผลของการเสพ

1. สำหรับผู้เสพติดแล้วจะพบว่าร่างกายทรุดโทรมมากจากการทำงานเกินกำลัง ผิวหนังแห้งและดำ โดยเฉพาะบริเวณแก้มจะเป็นจุดดำๆ อาจนอนไม่หลับ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการทางประสาท เช่น มีสภาพจิตใจสับสนเกิดอาการประสาทหลอน สำหรับผลอย่างอื่นที่อาจพบได้ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก อุจจาระของผู้เสพติดมักพบว่าเป็นเม็ดสีเขียวคล้ายมูลแพะ ฯลฯ เมื่อร่างกายขาดยา ผู้เสพติดจะอ่อนเพลียมาก ฉุนเฉียวกระวนกระวายมึนงง และซึมเศร้า ปวดเมื่อยตามข้อและกล้ามเนื้อ รวมทั้งอาจมีอาการทางประสาท
2. การเสพใบกระท่อมมากๆหรือเป็นระยะเวลานานนั้น มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีขึ้นที่บริเวณผิวหนัง ทำให้ผู้ที่รับประทานมีผิวคล้ำและเข้มขึ้น และยังพบอีกว่าเสพกระท่อมโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน อาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ถุงท่อม” ในลำไส้ได้ เนื่องจากก้านใบและใบของกระท่อมไม่สามารถย่อยได้ จึงตกตะกอนติดค้างอยู่ภายในลำไส้ ทำให้ขับถ่ายออกมาไม่ได้ เกิดพังผืดขึ้นมาหุ้มรัดอยู่โดยรอบก้อนกากกระท่อมนั้น ทำให้เกิดเป็นก้อนถุงขึ้นมาในลำไส้ บางรายจะมีอาการโรคจิตหวาดระแวง เห็นภาพหลอน คิดว่าคนจะมาทำร้ายตน และพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าหยุดเสพ จะเกิดอาการขาดยา ได้แก่ ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูก แขนขากระตุก รู้สึกอ่อนเพลียไม่สามารถทำงานได้ อารมณ์ซึมเศร้า นํ้าตาไหล นํ้ามูกไหล ก้าวร้าว
3. การใช้ใบกระท่อมในขนาดต่ำจะให้ผลกระตุ้นประสาทส่วนขนาดสูงจะออกฤทธิ์กดประสาท พิษจากการเสพพืชกระท่อม คือ ทำให้รู้สึกสบาย ขยันว่องไว ทำงานได้นาน ๆ โดยไม่สนใจแดด แต่จะกลัวฝน เมื่อเสพไปนาน ๆ จะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวดำเกรียมโดยเฉพาะที่บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง คล้ายผู้ป่วยเป็นโรคตับ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก อุจจาระสีดำ เป็นก้อนคล้ายขี้แพะ จิตสับสน ประสาทหลอน หากใช้เกินขนาด จะทำให้มึนงง คอแห้ง มึนเมา อาเจียน ถ้าติดยาแล้วหยุดทันที จะมีอาการน้ำมูกไหล เจ็บตามกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อแขนขากระตุก ก้าวร้าว ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ได้แก่ ต้านการอ่อนเพลีย เคลิ้มฝัน ต้านลมหายใจเหม็น มีผลต่อจิต และแก้ปวด

การควบคุมตามกฏหมาย

1. กระท่อมจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ยาเสพติดให้โทษที่อยู่ในประเภท 5 ได้แก่ กัญชา และพืชกระท่อม
2. ผลิต นำเข้า หรือส่งออก จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท (มาตรา 75 วรรค 2)
3. ผู้เสพ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 92 วรรค 2)

ประโยชน์ทางยา

1. ใบกระท่อมมีรสขมเฝื่อนเมา ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้บิด ท้องเสีย แก้ปวดเมื่อยร่างกาย ระงับประสาทช่วยให้ทํางานทนไม่หิวง่าย วิธีใช้ให้นําใบสด 3-4 ใบ มาลอกเอาก้านใบและเส้นใบออก เคี้ยวให้ละเอียด ดื่มนํ้าอุ่นกลั้วกลืนลงไป หรือนําใบมาตากแดดให้แห้งบดเป็นผง รับประทานกับนํ้าอุ่นครั้งละ 1 ช้อนกาแฟพูนๆ แก้ท้องเสีย บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และทําให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มสบายตัวได้นานประมาณ 4-5 ชั่วโมง การรับประทานใบกระท่อมช่วยให้ทํางานได้ทนเวลามีแสงแดดจัด แต่จะเกิดอาการหนาวสั่นเวลาอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน
2. ในอดีตกระท่อมถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้ที่ต้องทำงานหนัก ทำงานได้ทน ไม่เหนื่อย ต่อการทำงานกลางแดดเป็นระยะเวลานาน ตำราของหมอพื้นบ้านและหมอแผนไทยจึงมีการใช้กระท่อมมานานแล้ว หมอพื้นบ้านนิยมใช้กระท่อมเป็นยารักษาท้องร่วง เบาหวาน แก้ปวดเมื่อย ระบุ ใช้ร่วมกับชุมเห็ดเทศ กินแบบไม่เอาก้าน ห้ามกลืนกาก
3. เท่าที่มีการสำรวจ พบว่าหมอพื้นบ้านนิยมใช้กระท่อมรักษาอาการท้องร่วงมากที่สุด ร้อยละ 67.4 เบาหวานร้อยละ 63.3 แก้ปวดเมื่อยร้อยละ 32.7 รูปแบบที่ใช้มากที่สุดคือ การใช้ใบเคี้ยวคายกากแล้วดื่มน้ำตาม และมีข้อห้ามกับคนที่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งกระท่อมในการรักษาโรคชนิดที่มีฤทธิ์ดี คือ ชนิดก้านแดง ส่วนอาการข้างเคียงที่พบในกระท่อม คือ ท้องผูก กลัวฝน การใช้กระท่อมจึงนิยมใช้ร่วมกับใบชุมเห็ดเทศ และวิธีการรับประทานกระท่อมไม่ให้เสพติด คือ รูดเอาแต่ใบไม่เอาก้าน และเมื่อเคี้ยวห้ามกลืนกาก

พิษวิทยา

1. จากการทดลองในหนูขาวและหนูตะเภาพบว่า mitragynine ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์สําคัญที่แยกได้จากใบกระท่อม มีฤทธิ์ระงับปวดในลักษณะเดียวกับอัลคาลอยด์ที่ได้จากยางฝิ่น เช่น มอร์ฟีน โดยออกฤทธิ์ต่อโปรตีนตัวรับ แต่มีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า และยังพบว่า mitragynine ในขนาด 5-30 มก./กก. มีฤทธิ์กดการทํางานของ 5-HT2A receptor ในหนูขาว พบว่าทําให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม คล้ายฤทธิ์ของโคเคน และคนที่ได้รับ mitragynine acetate ขนาด 50 มก. จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
2. mitragynine acetate ครั้งละ 50-100 มก. หรือผงใบกระท่อมขนาด 650-1300 มก. ช่วยให้ทํางานได้นานขึ้น ทนแดด ผิวหนังแดงเพราะเลือดไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น แต่ถ้ารับประทานใบกระท่อมในปริมาณมากๆ จะทําให้มึนงง และคลื่นไส้อาเจียน (เมากระท่อม) ในบางรายรับประทานเพียง 3 ใบ ก็ทําให้เมาได้ และถ้าหากรับประทานติดต่อกันนานๆ จะทําให้ปากแห้งคอแห้ง ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก อุจจาระแข็งเป็นก้อนเล็กๆ นอนไม่หลับ นํ้าหนักลด ผิวหนังดําเกรียมโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง บางรายอาจมีสภาพจิตสับสน และถ้าหยุดรับประทานใบกระท่อมจะเกิดอาการถอนยา คือ นํ้ าตาไหล นํ้ามูกไหล ก้าวร้าว ปวดเมื่อยตามตัว และกล้ามเนื้อแขนขากระตุก
3. เมื่อฉีด mitragynine ขนาด 3-30 ไมโครกรัมเข้าไปในสมองของหนูทดลองที่ถูกวางยาสลบ จะสามารถยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารได้เช่นเดียวกับมอร์ฟีน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้ผู้ที่รับประทานใบกระท่อมไม่รู้สึกหิวและไม่อยากอาหาร จึงทํางานได้นานขึ้น และส่งผลให้นํ้าหนักตัวลดลง เกิดภาวะร่างกายผอมเกร็งได้

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
ผู้ประพันธ์