Articles

การอาเจียน

By noppol
4

การอาเจียน

การอาเจียน (vomiting) เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบร่วมในโรคต่างๆ มากมาย อาทิเช่น โรคของทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสียลำไส้อุดตัน โรคของระบบประสาท เช่น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เนื้องอกในสมอง ภาวะน้ำคั่งในสมองโรคของระบบเมตาบอลิซึ่มบางอย่าง หรืออาจเกิดจากรับประทานยาบางอย่างก็ได้ อาจเกิดได้โดยไม่มีโรคทางกายใดๆ กรณีเช่นนี้ก็พบได้บ่อย โดยเฉพาะในทารก หรือเด็กเล็กที่ดื่มนมมากไป แล้วไม่ได้อุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอมากพอ หรือคุณแม่อาจจะให้นมไม่ถูกวิธี เช่นให้นอนดูดนม แทนที่จะอุ้มให้ดูดนม เป็นต้นแทบทุกคนคงจะเคยผ่านอาการคลื่นไส้อาเจียนมาบ้างไม่มากก็น้อย และคงตระหนักแก่ตัวเองแล้วว่าการอาเจียนก็มีประโยชน์เช่นกัน กล่าวคือ เมื่อได้คายของเก่าออกไปเสียบ้าง ทำให้รู้สึกโล่งสบายท้องสบายกายสบายใจขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ที่เตือนให้เรารู้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเรามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ตัว และสามารถป้องกัน และรักษาตนเองเสียก่อนที่จะเกิดการลุกลามของโรคนั้นๆ ขึ้น แต่ถ้าอาเจียนแบบรุนแรงไม่รู้จักหยุดหย่อนก็อาจจะมีผลทำให้เกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร มีเลือดออกมาก และยังทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกาย เกิดภาวะขาดน้ำ เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลของเกลือแร่ภายในร่างกายดีไม่ดีถ้าอาเจียนจนเกิดการสำลักเศษอาหารเข้าไปในหลอดลมอาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้อาการอาเจียน และท้องเสียในเด็ก เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งบางอย่างอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งในรายที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงควรนำลูกมาพบแพทย์เสมอ เนื่องจากการอาเจียนนั้นอาจเป็นเพียงอาการนำของโรคอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่จากโรคของระบบทางเดินอาหารก็ได้ ตัวอย่างเช่น อาการที่เด็กซึมลง ปวดหัว และมีอาเจียน อาจเกิดจากการที่มีความดันสูงในสมอง ถ้าเด็กมีอาการคอแข็งและไข้สูงด้วย ให้นึกถึงการติดเชื้อของสมอง ไข้สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ หรืออาจเกิดจากการมีก้อนเนื้องอกในสมอง หรือเลือดออกในสมองจากอุบัติเหตุ หรือเส้นโลหิตแตกในสมอง ฯลฯเด็กที่มีอาการปวดท้องร่วมกับการอาเจียนค่อนข้างมาก จนบางครั้งเห็นสิ่งที่อาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นสีเหลืองของน้ำดีที่ออกมาจากถุงน้ำดี แสดงว่าอาการค่อนข้างรุนแรง อาจต้องนึกถึงเรื่องไส้ติ่งอักเสบ ภาวะลำไส้กลืนกัน หรือภาวะทางศัลยกรรมอื่นๆ ที่ต้องการการผ่าตัด หรือแม้แต่เด็กเป็นเบาหวาน ในระยะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกิดภาวะเลือดเป็นกรดร่วมด้วย ก็จะมีอาการอาเจียนที่รุนแรงร่วมด้วยได้ ในบางรายพบว่าแม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ก็ทำให้เด็กมีการอาเจียนค่อนข้างมากได้เช่นกัน

ขั้นตอนการอาเจียน

1.ขั้นตอนการอาเจียนจะมีลักษณะประกอบด้วยอาการ 3 อย่าง อาการแรกเป็นความรู้สึกคลื่นไส้ เรียกว่า nausea ความรู้สึกคลื่นไส้นี้มักจะมีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติร่วมด้วย
2.ต่อมาร่างกายจะพยายามทำให้เกิดความดันที่เป็นลบภายในในช่องอก โดยกลไกทำให้กล่องเสียงปิด กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจหดตัว และกระบังลมเลื่อนลงมาในช่องท้อง เรียกอาการดังกล่าวนี้ว่าretching
3.หลังจากนั้นจึงจะมีอาการอาเจียนพุ่งออกมาจากทางเดินอาหาร เรียกขั้นตอนสุดท้ายนี้ว่า emesisปกติอาหารที่กินเข้าไป จะเคลื่อนที่ไปตามทางเดินอาหาร ถูกย่อยและดูดซึมสารอาหารไปใช้ประโยชน์แก่ร่างกาย บางส่วนก็จะถูกขับออก แต่ในภาวะที่เกิด “อาเจียน ” แทนที่อาหารจะเคลื่อนที่ลงไปเป็นขั้นเป็นตอน กลับถูกผลักดันให้ไหลย้อนกลับจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร และขย้อนไหลออกทางปาก ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนที่จะมีอาการอาเจียนเกิดขึ้นนั้น จะมีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวลดลง แต่ถ้าอาการคลื่นไส้ที่รุนแรงจะพบว่ามีอาการเหงื่อออก ผิวหนังซีดตัวเย็น น้ำลายไหล และบางครั้งอาจทำให้ชีพจรช้าลงและความดันเลือดต่ำได้ หลังจากคลื่นไส้แล้ว ก็จะมีอาการขย้อนตามมา เป็นผลจากการที่มีการหายใจเข้า-ออกถี่ๆ เป็นจังหวะ เศษอาหารเกิดการไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารอาการอาเจียนถูกควบคุมโดยศูนย์ในสมอง 2 ศูนย์ คือ ศูนย์อาเจียน และศูนย์ซีทีแซด (CTZ) แต่ศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานให้เกิดอาการอาเจียนอย่างแท้จริงคือ ” ศูนย์อาเจียน ” โดยเมื่อศูนย์นี้ได้รับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น จากทางเดินอาหารและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย จากอวัยวะที่ควบคุมการทรงตัวภายในหูชั้นใน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการเมารถเมาเรือ และจากศูนย์ซีทีแซด ซึ่งเมื่อศูนย์อาเจียนได้รับการกระตุ้นจากสิ่งดังกล่าวข้างต้นแล้วก็จะส่งสัญญาณประสาทออกจากศูนย์ไปยังกะบังลม ทำให้กะบังลมบีบตัวส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อหน้าท้องเกิดการเกร็ง และไปยังกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ทำให้คลายตัว ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ข้างต้นทำให้เศษอาหารถูกผลักดันออกจากปากและเกิดอาเจียนในที่สุด

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
ผู้ประพันธ์