Articles

กระบังลมหย่อน

By noppol
7

กระบังลมหย่อน

กระบังลมหย่อน (prolapsed uterus)หมายถึง ภาวะที่มดลูกเลื่อนต่ำลงมาในช่องคลอด มักเกิดจากการคลอดบุตรหลายๆ คน หรือผ่านการคลอดบุตรโดยหมอตำแยแล้วช่องคลอดเกิดฉีกขาด และไม่ได้รับการเย็บรักษา หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เยาว์วัย หรือช่องคลอดผ่านการใช้งานมากบางครั้งอาจพบส่วนของผนังกระเพาะปัสสาวะ ผนังลำไส้เล็ก หรือผนังไส้ตรง เบียดดันส่วนของผนังช่องคลอดตำแหน่งที่อยู่ติดชิดกันจนเกิดเป็นลักษณะโพรงได้เช่นกัน

ความรุนแรงของโรคกระบังลมหย่อน

ขั้นที่ 1 มดลูกก็จะเลื่อนลงต่ำกว่าตำแหน่งปกติ แต่ยังไม่ถึงปากช่องคลอด
ขั้นที่ 2 ปากมดลูกเลื่อนลงมาต่ำมากขึ้น จนถึงระดับปากช่องคลอด
ขั้นที่ 3 มดลูกต่ำจนปากมดลูกโผล่ออกมานอกช่องคลอด
ขั้นที่ 4 มดลูกหลุดออกมาข้างนอกช่องคลอด

สาเหตุ

1.เกิดจากการที่เอ็นยึดตัวมดลูก และกล้ามเนื้อเชิงกรานที่ยึดรั้งตัวมดลูก ยืดหย่อนยานออก ไม่สามารถจะยึดรั้งตัวมดลูกให้คงอยู่ในช่องเชิงกรานได้ ทำให้ตัวมดลูกเลื่อนต่ำลงมา
2.มักพบในสตรีที่เคยผ่านการคลอดมาหลายๆ ครั้ง ในคนสูงอายุ ในสตรีที่อ้วนมากๆ ในสตรีที่สูบบุหรี่จัดจะทำให้มีการไอเรื้อรังจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงก็จะดันมดลูกให้เลื่อนต่ำลงมาได้
3.พบว่ากล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแรงได้มากถึงร้อยละ 15 เมื่ออายุมากขึ้น 10 ปี และในวัยหมดประจำเดือน ผลของการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้คนที่อ้วน น้ำหนักเกินปกติ หรือผู้ป่วยหลังการผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกราน จะมีความเสี่ยงที่เกิดกระบังลมหย่อนเพิ่มขึ้น

อาการ

โรคกระบังลมหย่อนระยะแรกๆ อาจไม่มีอาการอะไรผิดปกติ หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เมื่อเป็นมากจะทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบขับถ่ายปัสสาวะ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดราดเวลาไอหรือจาม อาการปัสสาวะเล็ดและซึมนี้ มักจะเกิดมากขึ้นเมื่อเวลาไอ เวลายกของหนัก หรือแม้กระทั่งเวลาที่เดินเล่น บางคนเป็นหนักขนาดบางทีหัวเราะจนปัสสาวะราดก็มีเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้หญิงคนไหนพอให้ยกของหนักๆ แล้วชอบบ่นว่าปวดท้องน้อย อาจมีปัญหาช่องคลอดกว้าง กระบังลมหย่อน มดลูกเปรียบเสมือนจุกที่อุดอยู่ด้านในของช่องคลอด ถ้าช่องคลอดกว้าง กระบังลมหย่อน เวลาเบ่งท้องหรือยกของหนัก มดลูกก็จะถูกเบ่งดันเลื่อนลงไปในช่องคลอด ส่งผลให้ไปรั้งดึงปีกมดลูกลงมาจนตึงเจ็บได้ นอกจากอาการเจ็บที่ปีกมดลูกแล้ว บางคนอาจมีอาการปวดถ่วงท้องน้อย เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ปากช่องคลอด บางคนก็รู้สึกเหมือนจะมีอะไรหลุดออกมา

การวินิจฉัย

จากการซักถามประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางนรีเวชวิทยา

การรักษา

1.การทำรีแพร์ เป็นการตัดเนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดออกบางส่วนออก แล้วเย็บส่วนที่เหลือเข้าหากัน ส่วนใหญ่จะตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยปลายแหลมอยู่ด้านในช่องคลอด ฐานของสามเหลี่ยมอยู่ที่แนวของเยื่อพรหมจารี และตัดสามเหลี่ยมที่ว่านี้บริเวณด้านหลังของผนังช่องคลอดที่อยู่เหนือทวารหนักและ ลำไส้ใหญ่ ส่วนปลายออก บางครั้งก็ตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมของผนังด้านหน้าของช่องคลอดบริเวณใต้ต่อ ท่อปัสสาวะ ออกไปด้วย อีกบริเวณหนึ่งที่ตัดออกเพื่อความสวยงามก็คือ ผิวหนังบริเวณระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก จะตัดออกในลักษณะรูปสามเหลี่ยมเหมือนกัน โดยฐานของสามเหลี่ยมอยู่ที่แนวของเยื่อพรหมจารี และขนาดของฐานเท่ากับและติดสามเหลี่ยมที่ตัดผนังช่องคลอดด้านหลังพอดี ส่วนปลายของสามเหลี่ยมก็อยู่ที่เหนือต่อทวารหนักเล็กน้อย ขั้นตอนที่สำคัญเพื่อการกระชับของช่องคลอดก็คือ การเย็บกล้ามเนื้อของปากช่องคลอด กล้ามเนื้อนี้จะมีสองมัด ซ้ายขวา อยู่ติดด้านนอกของผนังปากช่องคลอดทั้งสองด้าน วางเรียงกันจากบนลงล่าง การทำรีแพร์แพทย์ก็จะเย็บกล้ามเนื้อสองข้างนี้เข้าหากันจากทางด้านล่างคือด้านที่อยู่ใกล้ทวารหนัก ถ้าไม่เย็บกล้ามเนื้อนี้แล้ว ไม่นานช่องคลอดก็จะหลวมเหมือนเดิม หลังจากทำผ่าตัดรีแพร์แล้วก็ใช้เวลาเดือนครึ่ง จึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
2.อีกกรณีหนึ่งที่นิยมทำคือหลังจากผ่าตัดมดลูกออกทางช่องคลอด ในผู้ป่วยที่มีมดลูกหย่อน การผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ดในขณะนี้นิยมใช้วิธีสลิงคล้องใต้ท่อปัสสาวะ ซึ่งสลิงอาจจะใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยเองหรือใช้ สลิงสังเคราะห์ก็ได้
3.เทคนิคการบริหารด้วยการขมิบ เนื่องจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้หญิง จึงต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ และหมั่นออกกำลังเสริมความแข็งแกร่ง กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อตรงช่วงล่างของกระดูกเชิงกรานที่อยู่ตรงหว่างขา เป็นช่องทางที่ทารกคลอดออกมา ถ้านึกภาพให้ชัดขึ้นให้นึกถึงเวลาขมิบปัสสวะ หรือ ขมิบช่องคลอดเวลาร่วมเพศ หรือบังคับการถ่ายอุจจาระ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะเชื่อมต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกล้ามเนื้อรอบๆ ช่องคลอด ทางเดินปัสสวะ และทวารหนัก

ท่าที่ 1 – นั่งบนเก้าอี้ห้อยขา 2 ข้างตามปกติ มือสองข้างวางประสานที่ตัก ยืดตัว แขม่วท้อง เกร็งกล้ามเนื้อช่องคลอดให้เต็มที่ ให้ขมิบก้นเหมือนกลั้นอุจจาระ นานประมาณ 5 วินาที หรือนับ 1-10 ช้าๆ แล้วปล่อยตัวตามสบาย เริ่มวันละ 10 ครั้ง และทำเพิ่มอีกวันละ 10 ครั้ง จนได้วันละ 100 ครั้ง
ท่าที่ 2 – นอนหงายราบ ใช้หมอนรองศีรษะไว้ ชันขาทั้งสองข้างขึ้นจากนั้นเริ่มแขม่วท้องยกสะโพกขึ้น พร้อมกับขมิบก้นไปด้วย ทำวันละ 10 ครั้ง และเพิ่มอีกวันละ 10 ครั้ง จนได้วันละ 100 ครั้ง
ท่าที่ 3 – ขมิบก้นระหว่างดำเนินกิจวัตรประจำวัน อาทิเช่น นั่งทำงาน ขับรถ ซักผ้า ทำกับข้าว
เป็นต้น

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์