Articles

การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี

By noppol
6

การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี

เรียกว่า intravenous pyelography (IVP) มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรคของระบบทางเดินปัสสาวะที่สำคัญได้แก่ โรคนิ่วที่ตำแหน่งต่างๆ (stones) ไม่ว่าจะเป็นนิ่วในเนื้อไต นิ่วที่กรวยไต นิ่วทีท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือนิ่วในท่อปัสสาวะ เป็นต้น วินิจฉัยโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ (tumors) ทั้งชนิดเนื้องอกธรรมดาและเนื้องอกที่เป็นมะเร็งร้าย รวมทั้งวินิจฉัยความผิดปกติในการทำหน้าที่ของระบบขับถ่ายปัสสาวะตั้งแต่ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ จนถึงท่อปัสสาวะ การตรวจ IVP ถือเป็นการตรวจทางรังสีวิทยาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งและช่วยในการวินิจฉัยโรคของระบบทางเดินปัสสาวะได้เป็นอย่างดี

การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี เป็นการตรวจที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เมื่อทำเสร็จแล้วก็สามารถกลับบ้านได้ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องเสียเวลานานพอสมควรกับกระบวนการตรวจซึ่งมีหลายขั้นตอนด้วยกัน ขั้นตอนการตรวจ IVP เริ่มต้นด้วยการฉีดสีเข้าไปในเส้นเลือดดำที่บริเวณแขน จากนั้นเมื่อสีที่ฉีดเข้าไปกระจายไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด จะถูกกรองโดยไตเพื่อขับออกมาทางน้ำปัสสาวะ เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่กรองสารต่างๆที่ร่างกายไม่ต้องการออกจากร่างกาย โดยขบวนการกรองของไตและระบบทางเดินปัสสาวะเริ่มต้นที่หน่วยไตเข้าสู่ท่อเล็กๆภายในไต ผ่านมาทางท่อไตทั้งสองข้าง มาเก็บกักไว้ในกระเพาะปัสสาวะ และขับถ่ายออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะในที่สุด

สีที่ใช้ในการตรวจ IVP เป็นสารไอโอดีน (iodine dye) ซึ่งเป็นสารทึบแสงที่สามารถถ่ายภาพเอ็กซเรย์โดยจะเห็นปรากฎเป็นสีขาวบนแผ่นฟิล์มเมื่อนำมาล้างแล้ว การที่สีดังกล่าวเป็นสารทึบแสงทำให้รังสีแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยทางรังสีวิทยาได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสีที่ใช้ในการตรวจ IVP เป็นสารไอโอดีนซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรงได้ ดังนั้นแพทย์จำเป็นต้องสอบถามประวัติการแพ้สารไอโอดีน เช่นเคยแพ้อาหารทะเลหรือไม่ ทุกครั้งก่อนทำการตรวจด้วยสารดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบประการหนึ่ง

ในการตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี intravenous pyelography นั้น ภาพถ่ายเอ็กซเรย์ที่ได้จากการตรวจทั้งหมดจำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีหลายครั้ง และต่อเนื่องกันไปในช่วงเวลาที่ต่างๆกัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องถ่ายภาพสุดท้ายหลังจากปัสสาวะออกจนหมด ทั้งนี้พึงระลึกไว้เสมอว่าอัตราการขับถ่ายสีซึ่งเป็นสารไอโอดีนของผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปได้บ้าง กล่าวโดยสรุป หลักสำคัญในการตรวจไตและทางเดินปัสสวาะด้วยการฉีดสี คือพิจารณาลักษณะโครงสร้างของไตและทางเดินปัสสาวะที่ปรากฎบนแผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ และพิจารณาความสามารถในการทำหน้าที่ของไตในการกรองสีซึ่งเป็นสารไอโอดีนได้มากน้อยประการใด การตรวจ IVP จึงมีแผ่นฟิล์มจำนวนมากเพื่อให้รังสีแพทย์วินิจฉัยเมื่อการกระบวนการตรวจทางรังสีวิทยาเสร็จสิ้นลง

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์