Articles

ผิวหนังปกติ

By noppol
7

ผิวหนังปกติ

ผิวหนังเป็นส่วนของร่างกายที่มองเห็นได้ชัดเจน จัดเป็นอวัยวะหนึ่งที่ปกคลุมทั่วร่างกาย และถือว่ามีเนื้อที่กว้างใหญ่ที่สุด โดยปกติผิวหนังจะประกอบไปด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น นับจากภายนอกสู่ภายใน ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ภายในชั้นหนังแท้ยังมี ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เส้นเลือด และเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยง นอกจากนี้ ขน ผม และเล็บ ก็จัดเป็นส่วนของผิวหนังและระบบห่อหุ้มร่างกายด้วยเช่นกัน

ผิวหนังทั่วทั้งร่างกายจะมีความแตกต่างกันไปทั้งสี ความหยาบละเอียด และความหนา ตัวอย่างเช่น ที่ศรีษะจะมีรากผมอยู่มากกว่าที่อื่น ในขณะที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้าไม่มีเลย แต่จะมีความหนาของชั้นผิวที่มากกว่า เป็นต้น ผิวหนังของมนุษย์โดยปกติแล้วจะมีขนเส้นเล็กมากปกคลุมอยู่ ซึ่งจะมองเห็นได้ยาก แต่บางคนมีขนดกหนา ทำให้สังเกตเห็นเส้นขนได้ง่ายขึ้น บริเวณที่มีขนปกคลุมอยู่มากมักเป็นบริเวณที่เป็นข้อพับ เช่น ใต้วงแขน และอวัยวะเพศ ส่วนบริเวณที่มีขนที่ขึ้นยาวและสังเกตเห็นได้ง่าย ได้แก่ เส้นผมบนศีรษะ หนวดและเคราของผู้ชาย

หน้าที่ของผิวหนัง

ผิวหนังจัดว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย และจะห่อหุ้มร่างกายเราไว้ทั้งหมด ทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ใต้ลงไป จากความร้อน แสงแแดด การติดเชื้อ และสภาพแวดล้อมทั้งหลายป้องกันสารพิษและเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ช่วยป้องกันอันตรายจากการกระทบกระแทก ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ผิวหนังทำหน้าที่ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ในทุกๆ สภาพแวดล้อม โดยการระบายความร้อนออกจากร่างกายทางต่อมเหงื่อ ป้องกันการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อันตรายจากรังสี สารเคมีและจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ผิวหนังเป็นที่กักเก็บน้ำและไขมันที่สำคัญของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งถูกขับออกมาจากผิวหนังโดยต่อมเหงื่อ ผิวหนังจัดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การสัมผัส ความรู้สึกเจ็บ แรงกดและอุณหภูมิ เนื่องจากมีปลายประสาทรับความรู้สึกอยู่มากมายในผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีจากสารตั้งต้นที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าในขณะที่รังสีอัลตร้าไวโอเล็ตกระทบผิวหนัง

โครงสร้างของผิวหนัง

  • ชั้นหนังกำพร้า (epidermis)
  • ชั้นหนังแท้ (dermis)
  • ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutneous fat layer)

ชั้นหนังกำพร้า

ชั้นหนังกำพร้าถือว่าเป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง เป็นส่วนที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ดังนั้นจะถูกดันให้ลอกออกอยู่เรื่อยๆ ช่วงเด็กๆ จะผลัดออกทุกๆ 28 วัน แต่พออายุมากขึ้น จะใช้เวลานานขึ้น ชั้นหนังกำพร้าเป็นเยื่อบุผิวชนิดมีสารเคอราติน ความหนาของชั้นนี้ขึ้นอยู่กับชั้นเคอราติน ซึ่งแบ่งผิวหนังออกเป็นชนิดหนา และชนิดบางชั้นขี้ไคล (stratum corneum) เป็นชั้นที่อยู่บนสุดของผิวหนัง ประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะแบนซ้อนทับกัน 15-20 ชั้น เซลล์เหล่านี้จะมีสารเคอราตินเป็นส่วนประกอบภายในเซลล์ สารเคอราตินเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรง และมีความยืดหยุ่น ชั้นขี้ไคลทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมภายนอกไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และยังป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายอีกด้วย ชั้นขี้ไคลนี้ถ้าเกาะติดกันแน่น และไม่ลอกหลุดตามเวลาที่ควร ก็จะไปอุดตันตามรูขุมขนได้ ทำให้เกิดสิวเสี้ยนและอาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบตามมาได้ การใช้กรด AHA จะไปเร่งการผลัดเซลล์ผิวในชั้นนี้ จึงช่วยลดสิวเสี้ยนลงได้ชั้นเซลล์บาง-ลูซิดัม (stratum lucidum) เป็นชั้นบางๆ เห็นไม่ชัดเจน พบในผิวหนังหนาเท่านั้น ชั้นนี้มีลักษณะบาง ใส แทรกอยู่ระหว่างชั้นขี้ไคล และชั้นแบนแกรนนูโลซัม เซลล์ในชั้นบางลูซิดัมจะไม่มีนิวเคลียสและออร์แกนเนล แต่จะมีสายใยเคอราตินอยู่หนาแน่น และเป็นเซลล์ที่เสื่อมสภาพแล้วชั้นเซลล์แบน-แกรนนูโลซัม (stratum granulosum) เซลล์ในชั้นนี้มีลักษณะเป็นเซลล์แบนๆ เรียงตัวซ้อนกัน 3-5 ชั้น ภายในซัยโตพลาสซึมมีการสะสมแกรนูลชนิดเบโซฟิลิกที่เรียกว่าเคอราโตฮัยยาลีน และมีแกรนูลลาเมลลาที่สร้างโดยชั้นคู่ไขมัน ซึ่งแกรนูลลาเมลลานี้จะถูกขับออกมาอยู่ในช่องว่างระหว่างเซลล์ของชั้นแบนแกรนนูโลซัมเพื่อเคลือบผิวหนังป้องกันสารต่างๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกายทางช่องว่างระหว่างเซลล์ชั้นเซลล์หนามแหลม-สไปโนซัม (stratum spinosum) ประกอบด้วยเซลล์รูปร่างหลายเหลี่ยมเรียงตัวซ้อนกัน 4-6 ชั้น ยึดเกาะกันด้วยเดสโมโซม เซลล์ในชั้นนี้จะมีส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเซลล์ เนื่องมาจากกระบวนการเตรียมสไลด์ ทำให้เซลล์เหี่ยว ส่วนที่เป็นเดสโมโซมยังคงถูกยึดให้ติดกันอยู่กับเซลล์ข้างเคียงโดยสารเคอราติน เซลล์จึงถูกดึงให้มีลักษณะคล้ายหนามแหลม เซลล์ในชั้นนี้มีความสามารถในการแบ่งตัว จึงเรียกเซลล์ในชั้นหนามแหลม-สไปโนซัมและชั้นลึกรวมกันว่าชั้นมัลพิเจียนชั้นลึก (basal layer) เป็นชั้นที่ลึกที่สุดของชั้นหนังกำพร้า ที่ชั้นนี้จะมีเซลล์แผ่คลุมต่อเนื่องกันตลอด ซึ่งแบ่งตัวและสร้างเป็นเซลล์สร้างสารเคอราตินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทดแทนเซลล์สร้างสารเคอราตินที่เสื่อมสภาพกลายไปเป็นชั้นขี้ไคล เซลล์ในชั้นลึกประกอบด้วยเซลล์รูปเหลี่ยมหรือคอลัมน์ วางตัวชั้นเดียวอยู่บนเยื่อบุฐาน เซลล์ในชั้นนี้มีความสามารถในการแบ่งตัวขึ้นไปทดแทนเซลล์ที่อยู่บริเวณผิวด้านบน ด้านข้างของเซลล์มีการยึดเกาะกับเซลล์ข้างเคียงด้วยเดสโมโซมและยึดเกาะกับเยื่อบุฐานด้วยเฮมิเดสโมโซม ภายในซัยโตพลาสซึมของเซลล์จะพบสารเคอราตินที่มีการเพิ่มขึ้นเมื่อเซลล์ขึ้นไปอยู่บริเวณผิวด้านบน

เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสี

ในชั้นหนังกำพร้าจะมีเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีแทรกตัวอยู่ ซึ่งเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีนี้จะทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีเมลานิน ทำให้เกิดสีผิวขึ้น เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีเจริญมาจาก neural crest cells เป็นเซลล์ที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากเซลล์สร้างสารเคอราติน พบกระจายอยู่ในชั้นลึกของหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และรากผม เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีจะมีส่วนของซัยโตพลาสซึมยื่นเข้าไปในชั้นเซลล์หนามของหนังกำพร้า ในชั้นหนังกำพร้าด้านล่างที่ติดกับชั้นหนังแท้ จะสร้างเม็ดสีเมลานินจากสารตั้งต้นเป็นกรดอะมิโนที่ชื่อ tyrosine โดยอาศัยเอนไซม์ tyrosinase เมื่อสร้างเม็ดสีเมลานินเรียบร้อยแล้ว เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีจะกระจายเม็ดสีขึ้นไปยังผิวชั้นบนในลักษณะที่กระจายไปทั่ว โดยจะมีเซลล์ที่คอยรับสารเมลานินเป็นเซลล์สร้างสารเคอราติน วิตามินซีเป็นสารชนิดหนึ่งที่ยับยั้งไม่ให้เม็ดสีเมลานินกระจายขึ้นมายังผิวชั้นบนเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีทำให้เกิดสีผิวดำหรือขาว เพราะเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ถ้าเม็ดสีมีมากผิวก็ดำ ถ้ามีน้อย ผิวก็ขาว จำนวนเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีของแต่ละคนจะมีเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิด แต่การที่เราจะดำหรือขาว ขึ้นอยู่กับว่าเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีผลิตเม็ดสีมากน้อยอย่างไร
นอกจากปริมาณเม็ดสีเมลานินที่เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีสร้างแล้ว ยังขึ้นอยู่กับชนิดของสารเมลานินอีกด้วย ถ้าร่างกายผลิตเม็ดสีชนิดสีดำและอยู่กันหนาแน่น ผิวก็จะมีสีดำ เช่น พวกนิโกร ถ้าผลิตเม็ดเม็ดสีชนิดสีแดงเหลือง ผิวก็จะสีเหลือง เช่น ชาวเอเชีย ถ้าเป็นพวกฝรั่ง ก็จะสร้างเม็ดสีน้อยมาก การสร้างเม็ดสีเกิดได้หลายกระบวนการ แต่โดยหลักๆแล้ว กระบวนการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีต้องอาศัยเอนไซม์ไทโรซิเนส สารหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ สารเมลานินเป็นตัวทำให้เกิดสีผิว เมื่อผิวหนังถูกแสงแดด จะกระตุ้นให้เซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสี สังเคราะห์สารเมลานินขึ้น ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันผิวหนังจากการถูกทำลายของรังสีอัลตร้าไวโอเลต

เซลล์สร้างสารเคอราติน

เซลล์สร้างสารเคอราตินเจริญมาจากชั้นเอ็คโทเดิร์ม เป็นเซลล์ส่วนใหญ่ของชั้นหนังกำพร้า ทำหน้าที่สร้างสารเคอราติน และเก็บสะสมไว้ในซัยโตพลาสซึม เซลล์สร้างสารเคอราตินอยู่เหนือเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสี พอได้รับสารเมลานินจากเซลล์สร้างสารเมลานินหรือเม็ดสีก็จะค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ขึ้นไปด้านบน จากการดันของเซลล์ใหม่ข้างล่าง จนในที่สุดผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกไป ผิวใหม่ข้างใต้ถูกดันมาแทนที่ ช่วงที่ผิวใหม่ดันขึ้นมา จะเป็นสีชมพูเรื่อๆ เพราะยังไม่มีเมลานินดันขึ้นมามาก เมื่ออายุมากขึ้น การผลัดเซลล์จะเกิดขึ้นทุกสี่สิบห้าวัน ผิวของผู้สูงอายุจึงดูคล้ำๆ โทรมๆเซลล์สร้างสารเคอราตินอยู่ถัดใต้ชั้นขี้ไคลลงไป เป็นเซลล์ที่มีชีวิต และเป็นเซลล์ที่มีอายุโตเต็มวัย ซึ่งพร้อมจะกลายสภาพไปเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว และหลุดลอกกลายเป็นขี้ไคล สารที่ช่วยลอกผิวเก่าออก ได้แก่ กรดผลไม้ ถ้าคนผิวมันอาจเลือกใช้ความเข้มข้น 20% ในคนที่ผิวแห้งเลือกใช้ความเข้มข้น 10% กลไกสำคัญเป็นการเอาผิวชั้นนอกที่เก่าแล้วหรือตายแล้วออกไป แล้วกระตุ้นเซลล์ใหม่ๆขึ้นมา สารเคมีที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวด้านนอกที่ตายแล้วออก นอกจากกรดผลไม้แล้ว ยังมีการใช้กรดแลกติกจากนมเปรี้ยว กรดมาลิกจากแอปเปิ้ล กรดแลกติกจากน้ำอ้อย หรือสารในกลุ่มวิตามินเอเซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอม

เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมในชั้นหนังกำพร้าเปลี่ยนแปลงมาจากเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจ มีชื่อว่า Langerhans cell ทำหน้าที่จับกินสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา เวลาที่เซลล์ผิวชั้นบนเสื่อมสภาพลง เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมจะไปกินเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ทำให้เกิดช่องว่างและเซลล์ผิวใหม่ดันขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกันเซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมจะปล่อยสารส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ไปกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ให้สร้างสารคอลลาเจนซึ่งช่วงทำให้ผิวหนังเต่งตึง เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมจะไม่ทำงานจนกว่าจะถูกกระตุ้น สารสกัดจากยีสต์บางชนิดสามารถกระตุ้นให้เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนได้ ถ้าได้รับการกระตุ้นจากเบต้ากลูแคน เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมจะทำหน้าที่ในการย่อยเซลล์ตายแล้ว ด้วยอัตราการทำงานที่สูงกว่าไม่ได้รับการกระตุ้นถึง 50 เท่า เบต้ากลูแคนกระตุ้นโปรตีนตัวรับที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอม ทำให้เซลล์ที่ตายไปแล้วถูกกำจัด เซลล์ใหม่ถูกสร้างและทำให้คอลลาเจนเพิ่มจำนวนขึ้น เซลล์จับกินสิ่งแปลกปลอมในชั้นหนังกำพร้า เจริญมาจากไขกระดูก ส่วนใหญ่พบอยู่ในชั้นเซลล์หนามของหนังกำพร้า ทำหน้าที่เหมือนกับเซลล์นำเสนอแอนติเจนในระบบภูมิคุ้มกันนอกจากนี้ที่ชั้นหนังกำพร้ายังจะมีเซลล์ประสาทรับสัมผัส (Merkel cell) และเซลล์เชื่อมประสาน (Ceremide) อีกด้วย

ขี้ไคล

โดยปกติเซลล์ชั้นหนังกำพร้า จะมีการผลัดเปลี่ยนกลายเป็นขี้ไคลตลอดเวลา และหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติ เซลล์ชั้นลึกจะแบ่งตัวและเติบโตกลายเป็นเซลล์สร้างสารเคอราติน ซึ่งเซลล์ที่เกิดใหม่จะอยู่ด้านล่าง เมื่อเซลล์สร้างสารเคอราตินแก่ตัว ก็จะถูกดันขึ้นอยู่ด้านบน จากนั้นก็ตายกลายเป็นชั้นขี้ไคล ในเด็กขบวนการนี้จะเกิดขึ้นเร็ว ทำให้เด็กมีผิวหน้าใส เรียบเกลี้ยง เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นช้าๆ ทำให้การผลัดเซลล์ผิวช้าลง ขี้ไคลก็จะพอกหนาขึ้น เมื่อมีปัจจัยภายนอกต่างๆ มาเสริม เช่น โดนแสงแดดบ่อย มลพิษ สารเคมี สูบบุหรี่ ก็จะไปเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ผิวหยาบกร้าน มีรอยด่างดำ ตกกระ ฝ้า รอยเหี่ยวย่น ผิวหน้าแลดูหมองคล้ำและไม่สดใส

ชั้นหนังแท้

ชั้นหนังแท้เป็นชั้นที่อยู่ตรงกลาง เป็นชั้นของผิวหนังที่อยู่ใต้ต่อหนังกำพร้า ที่ชั้นนี้จะมีหลอดเลือดขนาดเล็กมาหล่อเลี้ยง ท่อน้ำเหลือง รากขน ต่อมเหงื่อ เส้นใยคอลลาเจนโดยชั้นหนังแท้นี้จะถูกยึดเข้าหากันด้วยเส้นใยคอลลาเจน เซลล์ไฟโบรบลาสต์ซึ่งเป็นตัวที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน ในชั้นหนังแท้จะมีปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บและสัมผ้ส ชั้นหนังแท้เจริญมาจากมีโซเดิร์ม ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดคอลลาเจนขนาดแตกต่างกันและเรียงตัวแน่นหนา และไฟเบอร์อีลาสติกจำนวนมาก dermis แบ่งเป็น 2 ชั้น

Papillary layer อยู่ชิดกับชั้นหนังกำพร้า ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหลสมขนาดแตกต่างกัน ซึ่งมีไฟโบรบลาสต์และเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะเซลล์มาสท์ และมาโครฟาจ ที่พบได้จำนวนมาก ในชั้นนี้ จะมีการยกตัวขึ้นไปแทรกอยู่ระหว่างหนังกำพร้า เรียกว่า dermal papilla จะพบMeissner’s corpuscles ซึ่งเป็นหน่วยรับความรู้สึกสัมผัสอย่างละเอียด และมีส่วนของหนังกำพร้าที่ยื่นลงมาแทรกอยู่ในชั้นหนังแท้ เรียกว่า epidermal ridges
Reticular layer เป็นชั้นที่หนาอยู่ติดกับชั้นใต้ผิวหนัง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนาแน่นขนาดแตกต่างกัน โดยมี collagen type I เป็นส่วนใหญ่ และมีไฟเบอร์อีลาสติกจำนวนมาก ซึ่งจะมีลักษณะหยาบ ทิศทางการเรียงตัวของสารคอลลาเจนและไฟเบอร์อีลาสติกภายในหนังแท้ จะมีแบบแผนที่แน่นอน ทำให้เกิดลายของผิวหนังที่เรียกว่า Langer’s lines
ในชั้นหนังแท้จะมีหลอดเลือดเล็กๆ ท่อน้ำเหลือง และเส้นประสาทจำนวนมาก พบลักษณะการเชื่อมต่อกันโดยตรงของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ ซึ่งมีประโยชน์ในการควบคุมอุณหภูมิ และยังพบตัวรับประสาทรับความรู้สึกจำนวนมากอีกด้วย

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด จะมีเครือข่ายของเส้นใยคอลลาเจน และเซลล์ไขมัน ช่วยในการเก็บสะสมพลังงานความร้อนไม่ให้สูญเสียออกนอกร่างกาย และช่วยปกป้องร่างกายด้วยการดูดซับแรงกระแทกจากภายนอก ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเป็นชั้นที่อยู่ลึกกว่าชั้นหนังแท้ พบเนื้อเยื่อไขมันเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหลวมที่ยึดกับผิวหนังอย่างหลวมๆ ทำให้ชั้นของผิวหนังเคลื่อนที่ค่อนข้างอิสระจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไป ความหนาของชั้นนี้จะแตกต่างกันตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์