Articles

คำแนะนำในการให้วัคซีน

By noppol
9

คำแนะนำในการให้วัคซีน

เมื่อคุณแม่คลอดลูกคนใหม่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่คุณแม่จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อย ก็คือ “การให้วัคซีนในเด็ก” เพราะการใช้วัคซีนนี้จะเป็นการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกของเราในอนาคตได้ และโดยมากแล้วทารกแรกเกิดจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนขั้นต้น คือ บีซีจี ป้องกันวัณโรค และวัคซีนตับอักเสบบีก่อน จากนั้นแพทย์จะนัดคุณแม่ให้นำลูกมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ และแพทย์ก็จะบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เอาไว้ในสมุดประจำตัวเด็กทุกครั้งด้วย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจร่างกายเด็กครั้งต่อ ๆ ไป

ในกรณีที่คุณแม่สังเกตเห็นว่า ลูกมีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีดวัคซีนแล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าร่างกายของลูกมีปฏิกริยาต่อต้านกับวัคซีนที่แพทย์ฉีดเข้าไป ซึ่งอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นนี้ คุณแม่อาจจะแก้ไขเบื้องต้นด้วยการประคบตรงบริเวณที่ลูกมีอาการดังกล่าวด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้จะทำให้ลูกมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าเห็นว่าลูกมีอาการรุนแรงถึงขั้นชัก หรือมีไข้สูงมาก คุณแม่จะต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที และจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับข้อมูลการฉีดวัคซีนของลูกที่ผ่านมาก่อนที่จะฉีดวัคซีนในครั้งต่อไป

วัคซีนป้องกันโรควัณโรค (BCG) : เด็กทุกคนที่เกิดในโรงพยาบาลจะได้รับการฉีดวัคซีนที่ต้นแขนซ้าย หรือสะโพกซ้าย ลักษณะจะเป็นสีขาวขนาด 7-8 มม. ต่อไปจะเป็นรอยแดง และหลังจากนั้นอีกไม่เกิน 1 เดือน จะเกิดตุ่มขนาดเล็ก ๆ มีหนองสีขาวนานประมาณ 1-2 เดือน จากนั้นก็จะแห้งหายไป ช่วงที่เป็นหนองนั้นต้องระวังไม่ให้หนองแตก เพราะเชื้อโรคจะเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม แต่ถ้าเห็นว่าหนองของลูกแตกแล้ว คุณแม่จะต้องเช็ดผิวหนังบริเวณนั้นของลูกให้สะอาด และแห้งอยู่เสมอ

วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (DTP) : ทั้ง 3 โรคนี้แพทย์จะฉีดยาป้องกันให้เด็กในเข็มเดียวกันเลย ซึ่งคุณแม่จะต้องพอลูกไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 2 เดือนตามลำดับ ดังนั้น ภายใน 1 ปีแรกลูกก็จะได้รับการฉีด 3 เข็มด้วยกัน จากนั้นคุณแม่ควรพาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ และบาดทะยักซ้ำอีกครั้ง เมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง และอายุ 4-6 ขวบ

วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) : เนื่องจากโรคหัด และโรคหัดเยอรมันจะมีอันตรายต่อทารกในครรภ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ถ้าเป็นโรคนี้จะทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์เสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจรั่ว หรืออาจทำให้ตาเป็นต้อกระจกได้ ดังนั้น แพทย์จึงฉีดยาป้องกันหัดเยอรมันในหญิงวันเจริญพันธุ์ที่ต้องแน่ใจว่าจะไม่มีครรภ์ในระยะ 3 เดือนหลังฉีดยา ในส่วนของเด็กทารกนั้น คุณแม่ควรนำลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และโรคคางทูม ได้ตั้งแต่ลูกอายุ 9-12 เดือน

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (HBV) : วัคซีนชนิดนี้จะช่วยป้องกันโรคตับอักเสบชนิด “บี” ซึ่งเป็นชนิดร้ายแรงมากกว่าชนิด “เอ” เพราะถ้าเป็นโรคตับอักเสบชนิด “บี” แล้วโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งตับก็จะมีสูงมาก อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเด็กทารกที่คลอดในโรงพยาบาลจะได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคตับอักเสบชนิด “เอ” และชนิด “บี” ก่อนกลับบ้านทุกคน แต่ถ้าในกรณีที่คุณแม่เป็นพาหะของโรคแล้วล่ะก็ลูกจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ “บี” เข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมง เข็มต่อไปฉีดเมื่ออายุ 1 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดับ

ที่มา : สมุดบันทึกสุขภาพ และการให้วัคซีน บริษัทคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์