Articles

กลุ่มอาการผื่นตามมือ เท้า และแผลในปาก (Hand Foot Mouth Disease)

By noppol
7

กลุ่มอาการผื่นตามมือ เท้า และแผลในปาก (Hand Foot Mouth Disease)

กลุ่มอาการผื่นตามมือ เท้า และแผลในปาก (Hand Foot Mouth Disease) ใน ระยะนี้มีข่าวการระบาดของโรคผื่นตามมือ เท้า และแผลในปาก (หรือประชาชนทั่วไปจะเรียกจนติดปากว่า โรคมือเท้าปากเปื่อย) กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจไม่น้อย จึงถือโอกาสนี้นำข้อมูลของโรคดังกล่าวมาบอกเล่าถึงสาเหตุ อาการและการป้องกัน ดังนี้

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักก่ออาการไม่รุนแรง มีเพียงส่วนน้อยมากที่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ (จึงไม่ต้องกังวลมากนะครับ) พบมีการระบาดได้บ่อยที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

อาการ

หลังได้รับเชื้อประมาณ 4-6 วัน โดยผู้ป่วยจะมีไข้, ผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในช่องปาก เหงือก เพดานอ่อน กระพุ้งแก้ม แผลมักเจ็บปวด ทำให้รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยลง น้ำลายไหล นอกจากนี้มักพบผื่นเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำบนตุ่มแดงขนาดเล็กที่บริเวณหลัง มือ ฝ่ามือ หลังเท้า ฝ่าเท้า และบริเวณก้นได้ อาการมักหายไปเอง ภายใน 7-10 วัน อาการในเด็กโต และผู้ใหญ่มักไม่รุนแรง ผื่นดังกล่าวอาจมีน้อยหรือไม่มีก็ได้

อาการแทรกซ้อน

มักพบหลังจาก 3-4 วันนับแต่มีอาการ ได้แก่ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้สูงมาก ซึมมาก พฤติกรรมเปลี่ยน กระสับกระส่าย ชักเกร็ง หัวใจเต้นเร็วมาก หอบ อาเจียนบ่อยครั้ง แขนขาอ่อนแรง ซึ่งควรนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์โดยเร็ว

การติดต่อ

พบการระบาดจากคนสู่คนเท่านั้น โดยเชื้อจะแพร่ผ่านน้ำลาย เสมหะ หรืออุจาระของผู้มีเชื้อไปยังผู้รับเชื้อ โดยจะเริ่มมีเชื้อในน้ำลายหรือเสมหะ 2 – 3 วัน ก่อนมีอาการจนกระทั่ง 1-2 สัปดาห์ หลังมีอาการ และจะมีเชื้ออยู่ในอุจจาระหลายสัปดาห์

การดูแลรักษา

โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นเองใน 1 สัปดาห์ การรักษาเพียงรักษาประคับประคองตามอาการ โดยไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ (หรือยาแก้อักเสบ) ซึ่งได้แก่

  • ให้ยาแก้ไข้ และเช็ดตัว รับประทานอาหารและน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นจะเจ็บแผลที่ปากน้อยกว่า
  • ให้ยาชาหยอดปากบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก เด็กบางคนรับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ เพราะเจ็บแผลในปากมาก ไม่ยอมกลืนน้ำลายทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดทดแทน
  • ดูแลความสะอาดในช่องปาก
  • ให้ยาปฏิชีวนะถ้ามีการติดเชื้อซ้ำซ้อน

 

การป้องกันการติดต่อ

  • แยกเด็กเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากเป็นเด็กวัยเรียน ควรหยุดโรงเรียน 1 สัปดาห์ ตั้งแต่เริ่มมีผื่น
  • ไม่ไอจามรดกัน ไม่ถ่มน้ำลายหรือบ้วนเสมหะลงที่สาธารณะะ
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย
  • รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มหรือฆ่าเชื้อโดยผ่านแสงอุลตร้าไวโอเลตที่เพียงพอ
  • ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น

หมายเหตุ: ยังไม่มีวัคซีนสำหรับการป้องกันโรคนี้

ที่มา : นพ.ศักดา ลายวิเศษกุล
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์