Articles

นิ่วที่ท่อไต (ureteric stone)

By noppol
5
1 267

นิ่วที่ท่อไต (ureteric stone)

โรคนิ่วเป็นโรคที่พบบ่อยโดยเฉพาะโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ โดยเกิดเป็นก้อนหินปูนอยู่ภายในไตหรือในกระเพาะปัสสาวะ โดยที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เริ่มจากไตสองข้างบริเวณชายโครงด้านหลัง และมีท่อไตลงมาถึงกระเพาะปัสสาวะนิ่วส่วนใหญ่จะเกิดอยู่ที่ไต และไหลลงมา อาจติดอยู่ที่ท่อไต นิ่วที่ท่อไต เรียกว่า uretericstone หรือ ถ้าก้อนเล็กก็ลงมาเรื่อยๆ จนออกมากับปัสสาวะ โรคนิ่วพบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัยแต่จะพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบมากในช่วงอายุ 30-40 ปี ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือและภาคอีสานนิ่ว อาจมีขนาดต่างๆ กัน อาจมีเพียงก้อนเดียว หรือหลายก้อนก็ได้ ส่วนมากมักเป็นที่ไตเพียงข้างเดียว ที่เป็นทั้งสองข้างอาจพบได้บ้างบางรายอาจเป็นซ้ำๆ หลายครั้งก็ได้

สาเหตุ

ก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นในไตประกอบด้วยหินปูนหรือแคลเซียม กับสารเคมีอื่นๆ เช่น ออกซาเลต, กรดยูริกเป็นต้น การเกิดนิ่วจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะที่มีแคลเซียมในปัสสาวะมากผิดปกติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการกินอาหารที่แคลเซียมสูง การดื่มนมมากๆ หรือมีภาวะผิดปกติอื่นๆ เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไปซึ่งทำให้แคลเซียมในเลือดสูง นอกจากนี้ ยังพบเป็นโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งมีการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากเกินปกติส่วน กลไกของการเกิดนิ่วนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าคงมีปัจจัยร่วมกันหลายอย่างด้วยกัน เช่น การอยู่ในเขตร้อนที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อง่าย แล้วดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นของแคลเซียม, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ, ความผิดปกติทางโครงสร้างของไต เป็นต้น พบว่าคนที่ชอบกินอาหารที่มีสารออกซาเลตสูง หรือกินวิตามินซีขนาดสูงๆ ซึ่งจะกลายเป็นสารออกซาเลต ก็มีโอกาสเป็นนิ่วมากกว่าคนปกติ

อาการ

1.อาการ ที่สำคัญของโรคนิ่ว ได้แก่ ปวดท้อง ปวดหลัง ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด บางครั้งอาจจะมีลักษณะของปัสสาวะที่มีก้อนนิ่วหลุดออกมาด้วยเหมือนเศษทราย เล็กๆปัสสาวะอาจมีลักษณะขุ่นแดง หรือมีเม็ดทราย ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเอวปวดหลังข้าง
ใดข้างหนึ่ง ลักษณะปวดแบบเสียดๆ หรือปวดบิดเป็นพักๆ ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก อาจตกลงมาที่ท่อไต ทำให้เกิดอาการปวดบิดในท้องรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

2.บางคนอาจ จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากนิ่วได้ เช่น กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ ท่อไต หรือท่อปัสสาวะอุดตันจากนิ่ว อุดตันนานๆ เข้าจะทำให้เกิดไตวายได้

3.บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้

การวินิจฉัย

โรคนิ่วสามารถวินิจฉัยได้จากอาการผิดปกติ ร่วมกับการตรวจปัสสาวะซึ่ง จะตรวจพบว่ามีมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก ตรวจเลือด เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์ไตด้วยการฉีดสี (intravenouspyelogram หรือ IVP) และอาจตรวจพิเศษอื่นๆ ถ้าจำเป็นโดย ทั่วไปเมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคของทางเดินปัสสาวะ แพทย์จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะของผู้ป่วยเพื่อให้มีการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจขั้นต้นที่สำคัญในการที่จะวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ของทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคนิ่ว โรคติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และโรคไตอื่นๆการที่จะเก็บปัสสาวะมาให้แพทย์ตรวจมีความสำคัญมากเพราะ การเก็บผิดวิธีก็ทำให้การตรวจผลผิดพลาดไป การเก็บปัสสาวะในทั่วไปควรจะเก็บในตอนเช้า ให้ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศหรือบริเวณปลายท่อปัสสาวะให้สะอาดโดยใช้น้ำสะอาดล้างก่อน แล้วปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปก่อนหลังจากนั้นจะเก็บปัสสาวะตอนกลางไว้ ในภาชนะที่สะอาด เช่น ขวดพลาสติกที่ล้างสะอาด ภาชนะที่คลีนิกหรือโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ ซึ่งบางครั้งภาชนะนั้นต้องได้รับการฆ่าเชื้อก่อน ส่วนในผู้หญิงควรจะเก็บปัสสาวะในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน เพราะถ้าหากมีประจำเดือนอยู่เลือดจากประจำเดือนจะทำให้แปลผลผิดพลาด แพทย์อาจคิดว่าเลือดนั้นอยู่ในปัสสาวะได้สำหรับอัลตราซาวด์ เป็น การตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจดูลักษณะของทางเดินปัสสาวะ สามารถให้ข้อมูลได้ใกล้เคียงกับภาพเอ็กซเรย์ที่ฉีดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือด แต่การตรวจด้วยอัลตราซาวน์ไม่ต้องฉีดสารทึบแสงเข้าเส้นเลือด และไม่มีอันตรายใดๆ อัลตราซาวน์ใช้คลื่นเสียงเข้าไปเพื่อที่จะให้คลื่นเสียงนั้นสะท้อนออกมา และแปรผลจากคลื่นเสียงเป็นภาพการตรวจด้วยอัลตราซาวน์จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแพ้สารทึบแสง จะ เลือกใช้การอัลตราซาวน์กับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้สารไอโอดีน และสารอื่นๆ ที่จะทำให้ไตวายได้ ผู้ป่วยที่จะตรวจควรจะงดน้ำ และอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อัลตราซาวน์จะช่วยในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนิ่ว มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ โรคมะเร็ง และโรคไตบางชนิดหรือไม่ การตรวจด้วยอัลตราซาวน์นั้น ถ้าหากต้องการจะดูลักษณะของกระเพาะปัสสาวะจะต้องกลั้นปัสสาวะนานหลายชั่วโมง เพื่อให้ปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะเพื่อจะเห็นภาพของกระเพาะปัสสาวะได้ชัดเจน

การรักษา

  • หากสงสัยว่าเป็นโรคนิ่ว ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
    หาก พบว่าเป็นโรคนิ่วของทางเดินปัสสาวะ การรักษารักษาแรกคือการรักษาให้หายจากอาการเจ็บปวด โดยรับประทานยาแก้
  • ปวด หรือหากมีอาการมากอาจจะต้องฉีดยาแก้ปวดให้ หลักสำคัญในการรักษาอาการปวด คือใช้ยาลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม พอเพียง
  • การรักษาขั้นต่อไป คือ เอาตัวนิ่วนั้นออก หากนิ่วนั้นมีขนาดเล็กก็อาจหลุดออกมาได้ โดยให้ดื่มน้ำมาก ๆ และปัสสาวะเยอะๆ
    ถ้า นิ่วมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะหลุดจากท่อปัสสาวะมาได้ ก็อาจจะมีอาการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาออก การผ่าตัดอาจจะใช้วิธีผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง หรือผิวหนังที่บริเวณไต การส่องกล้องคีบเอาก้อนนิ่วออกมาทางท่อทางเดินปัสสาวะก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้มีการรักษาที่เรียกว่าการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทำให้เสียงนั้นสั่นสะเทือนเข้าไปในท้องไปสลายให้นิ่วนั้นแตกออกมาเป็นชิ้น เล็ก ๆ แล้วดื่มน้ำมาก ๆ นิ่วนั้นก็จะหลุดออกมาจากปัสสาวะ
  • ถ้ามี อาการติดเชื้อ พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน, โคไตรม็อกซาโซล หรือนอร์ฟล็อกซาซิน เช่นเดียวกับการรักษากรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
  • ใน รายที่มีสาเหตุชัดเจน ควรให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น นิ่วของกรดยูริก พิจารณาให้การรักษาด้วยยาลดระดับของกรดยูริกในเลือด เป็นต้น
    ใน อดีตนั้นการรักษาโรคนิ่วใช้วิธีการผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันได้มีเครื่องที่ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับสลายนิ่ว การรักษาโรคนิ่วในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงสามารถใช้เครื่องสลายนิ่วได้

เครื่องสลายนิ่วแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เครื่องที่สอดใส่เครื่องมือผ่านผิวหนังเข้าไปในร่างกายเพื่อเข้าไปสลายนิ่ว และเครื่องที่ปล่อยพลังงานของแรงกระแทกจากภายนอกร่างกายเข้าไปเพื่อทำให้ นิ่วแตก เครื่องที่ใช้มี 3 ชนิด คือ

1.ใช้การปล่อยไฟฟ้าแรงสูงให้เกิดแรงกระแทกผ่านตัวกลางซึ่งเป็นน้ำเข้าไปกระทบก้อนนิ่ว

2.ใช้แรงกระแทกโดยการปล่อยคลื่นไฟฟ้าช่วงสั้นส่งไปทำให้แผ่นโลหะบางๆ สั่นสะเทือน แล้วจึงปล่อยคลื่นแรงกระแทกส่งไปยังก้อนนิ่วอีกต่อหนึ่ง
3.เครื่อง อัลตราซาวนด์ที่อาศัยการสั่นสะเทือนของผลึกซึ่งมีคุณสมบัติสั่นสะเทือนได้ ด้วยความถี่สูง เมื่อป้อนไฟฟ้าความถี่สูงเข้าไปแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวจะทำให้นิ่วแตกสลาย ได้

การป้องกันหลังจากสลายนิ่ว คนไข้ควรกลับไปให้แพทย์ตรวจหลังจากการสลายนิ่วได้ 2-3สัปดาห์ถ้า มีเศษก้อนนิ่วปนออกมาในขณะปัสสาวะ ให้ใช้ที่กรองปัสสาวะช้อนเก็บเอาไว้แล้วนำไปให้แพทย์วินิจฉัยเศษก้อนนิ่ว นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นมาอีกวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การดื่มน้ำให้มากพอ ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ และสภาพอากาศในขณะนั้น

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
ผู้ประพันธ์