Articles

การผ่าตัดต้อกระจก

By noppol
12
1 68

การผ่าตัดต้อกระจก

เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ว่าเป็นต้อกระจก ทางที่ดีที่สุดท่านควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ในการปฏิบัติตัวเองต่อไปเพื่อดูแลดวงตา หรือถนอมดวงตาให้ใช้งานได้ต่อไป เพราะถ้าท่านเป็นต้อกระจก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับการทำผ่าตัด หรือต้องทำอะไรอย่างเร่งด่วนเสมอไป ท่านอาจจะเพิ่งเริ่มเป็น และไม่รบกวนชีวิตประจำวัน จักษุแพทย์จะแนะนำให้มาตรวจอย่างสม่ำเสมอ หรืออาจแนะนำให้ผ่าตัดถ้าหากรบกวนการดำรงชีวิต หรือรบกวนมากในการประกอบอาชีพ หรือเป็นมากจนมองไม่ค่อยเห็นจนช่วยตนเองไม่ได้ ซึ่งก็แล้วแต่กรณี การผ่าตัดต้อกระจกปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อได้รับการผ่าตัดและใส่เลนล์เทียมแล้ว การมองเห็นจะกลับคืนมาใกล้เคียงกับการมองเห็นในสมัยหนุ่มๆ สาวๆ

ต้อกระจก (cataract) คือภาวะที่กระจกตา หรือเลนส์ตาขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในตาได้ตามปกติ ตาจะมัวมากน้อยขึ้นอยู่กับต้อกระจกขุ่นมากน้อยแค่ไหน ต้อกระจกไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ติดจากตาข้างหนึ่งไปตาอีกข้างหนึ่ง บางครั้งเป็นพร้อมกันทั้งสองตา ต้อกระจกจะค่อยๆ ขุ่นไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นปีๆ ต้อกระจกไม่ใช่โรคมะเร็ง ต้อกระจกสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดลอกต้อกระจกขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน จักษุแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการผ่าตัดให้แก่ท่านได้ดีที่สุด

ต้อกระจกเป็นสาเหตุตาบอดอันดับแรกในประเทศไทย มีการผ่าตัดลอกต้อกระจกในทวีปอเมริกาเหนือถึงปีละกว่าหนึ่งล้านราย ในเมืองไทยปีละประมาณห้าหมื่นราย วิวัฒนาการการผ่าตัดลอกต้อกระจกได้เปลี่ยนแปลงปรับปรุงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การผ่าตัดลอกต้อกระจกจะเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างจะได้ผลแน่นอนดีกว่าโรคตาชนิดอื่นๆ

สาเหตุการเกิดต้อกระจก

สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่น และนิวเคลียสแข็งแรงขึ้น พบการเปลี่ยนแปลงนี้ในผู้สูงอายุ พบบ่อยตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ จากกรรมพันธุ์ จากอุบัติเหตุที่ตา จากการติดเชื้อ จากการติดเชื้อในครรภ์มารดา ถ้าพบตั้งแต่เกิดก็เรียกว่า “ต้อกระจกแต่กำเนิด” เช่นในเด็กที่เกิดหลังจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ในคนทีเป็นเบาหวานพบเป็นต้อกระจกเร็วกว่าคนธรรมดาถึง 10 เท่า เมื่อเริ่มเป็นต้อกระจก ผู้ป่วยจะรู้สึกตาข้างนั้นมัวคล้ายมองผ่านหมอง อาจมองเห็นภาพซ้อน ขับรถตอนกลางคืนลำบากขึ้น บางคนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย แต่เมื่อต้อกระจกเป็นมากขึ้น จะสังเกตเห็นต้อสีขาวที่ม่านตา

การรักษา

การผ่าตัดลอกต้อกระจกเป็นวิธีที่ปลอดภัย และใช้ได้ผลดีมา 20 กว่าปีแล้ว

การปฏิบัติตัววันทำผ่าตัด

  • เช้าวันผ่าตัด หากมีอาการตาแดง ตากุ้งยิง ท้องเดิน เจ็บหน้าอก ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อน
  • เช้าวันผ่าตัด อาบน้ำ ล้างหน้าให้สะอาด สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่ควรเป็นเสื้อสวมหัว และไม่ใส่เครื่องประดับหรือนำของมีค่ามาด้วย
  • รับประทานอาหารเช้าที่เป็นอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม นม โอวัลติน เป็นต้น
  • ถ้ามียาประจำตัวที่จะต้องใช้ให้นำมาด้วย เช่น ยารักษาความดัน รักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น

การปฏิบัติตัวขณะทำการผ่าตัด

1.ในบางรายที่ได้รับยาระงับความรู้สึก ด้วยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ควรให้ความร่วมมือ กลอกตาซ้าย-ขวา บน-ล่าง ตามเจ้าหน้าที่แนะนำ
2.ขณะผ่าตัด ควรนอนนิ่งๆ ไม่ส่ายหน้าหรือสั่นศีรษะ ไม่นอนเกร็ง นอนปล่อยตัวตามสบาย
3.ไม่ไอ จาม หรือพูดคุยในขณะที่ทำการผ่าตัด แต่ถ้าต้องการอะไรสามารถพูดคุยบอกแพทย์ได้
4.ขณะผ่าตัดอาจรู้สึกหนักๆ บริเวณดวงตาบ้าง แต่จะไม่รู้สึกเจ็บมาก
5.ในขณะผ่าตัด บางช่วงอาจมีเสียงดังจากการทำงานของเครื่องไม่ต้องตกใจ
6.แพทย์จะใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 30-40 นาที ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งของต้อกระจก
7.เมื่อเสร็จสิ้นการผ่าตัด จะมีการปิดตาข้างที่ทำการผ่าตัดเอาไว้

ระหว่างการผ่าตัด

1.ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะทำการเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 3.0 ถึง 3.2 มิลลิเมตรผ่านกระจกตา และสอดเครื่องมือพิเศษผ่านเข้าไปเพื่อสลายต้อกระจก ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วดูดออก วิธีผ่าตัดต้อกระจกที่ได้ผลดีมากและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน คือ การสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวด์แผลในการผ่าตัดสมานตัวได้เองจึงไม่จำเป็นต้องเย็บแผล
2.เลนส์แก้วตาเทียมจะถูกใส่เข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิม เลนส์ที่ถูกสอดเข้าไปในตา จะค่อยๆ คลี่ตัวออก และถูกวางไว้หลังม่านตา และอยู่ด้านหน้าเลนส์แก้วตาซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คนไข้จะได้รับการหยอดยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 30 นาที
3.ผู้ที่เป็นต้อกระจกอาจไม่สามารถรับการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยอัลตราซาวด์ได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์ ตัวอย่างเช่น ในคนไข้บางราย เลนส์มีความแข็งมากเกินไปไม่สามารถสลายได้เนื่องจากเลยระยะเวลา ในทางตรงกันข้าม คนไข้ที่อายุน้อย เลนส์ยังมีความนิ่มอยู่มากจึงสามารถดูดออกโดยไม่ต้องใช้อัลตราซาวด์ไปสลายเลนส์ คนไข้ที่เป็นโรคต้อหินที่ได้รับการหยอดยาหดม่านตาเป็นเวลานานๆ อาจมีดอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัดสูงขึ้น

การผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก

การผ่าตัดโดยวิธีสลายต้อกระจก (phacoemulsification) เป็นการเอานิวเคลียส และเนื้อเลนส์ออกด้วยการใช้อัลตราซาวด์ เป็นการผ่าตัดโดยใช้คลื่นอัลตราซาวน์ทำการสลายนิวเคลียสซึ่งอยู่ภายในถุงหุ้มเลนส์ แล้วดูดออกผ่านท่อขนาดเล็ก วิธีการนี้เปิดปากแผลประมาณ 3-5 มม. และเปิดแผลในลักษณะเป็นลิ้นซึ่งน้ำเข้าตาได้ทางเดียวแต่ออกจากตาไม่ได้ ทำให้ไม่มีการรั่วของแผลผ่าตัด อาจใช้เลนส์เทียมขนาดเล็ก หรือชนิดเลนส์พับได้ และใช้ยาหล่อลื่นเข้าช่วยระหว่างผ่าตัด ด้วยวิธีนี้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ไม่ต้องเย็บแผลจึงไม่ต้องตัดไหม หลังผ่าตัดช่วยให้การมองเห็นเร็วขึ้น แผลทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า แผลจะไม่แยกไม่ว่าผู้ป่วยไอหรือจาม หรือแม้แต่เอามือขยี้ตา ข้อดีอีกประการหนึ่ง คือผู้ป่วยไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล สามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังผ่าตัดเสร็จ ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงกว่า อย่างไรก็ตามในกรณีที่เนื้อเลนส์แข็งมาก วิธีการสลายเลนส์ด้วยอัลตราซาวด์นั้นต้องใช้เวลานาน อาจทำให้ต้อกระจกตามีโรคแทรกซ้อนขุ่นได้ จักษุแพทย์อาจจะเลือกลอกต้อกระจกด้วยเครื่องซิมโก้ ซึ่งปลอดภัยกว่าการใช้อัลตราซาวด์เป็นเวลานานในลูกตา และในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคตาอื่น ๆ อยู่ บางครั้งก็ไม่เหมาะสมที่จะใส่เลนส์เทียมเช่น กรณีมีการอักเสบบ่อยครั้งของม่านตา มีเบาหวานขึ้นตาในภาวะรุนแรง เมื่อลอกต้อกระจกแล้วก็ใช้เลนส์สัมผัส หรือใส่แว่นตา โดยทั่วไปถ้าเป็นต้อกระจกอย่างเดียว มักไม่เป็นปัญหาในการผ่าตัดรักษานอกจากผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ นอกเหนือจากต้อกระจก เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือจอประสาทตาลอก ผลการรักษาต้องพิจารณา ความรุนแรงของโรคที่เป็นร่วมอยู่ด้วย

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัดต้อกระจกในคืนแรก

  • คนไข้ควรหลับพักผ่อนให้มากๆ ในวันแรกให้นอนหงาย ห้ามนอนตะแคง
  • ไม่ควรไอหรือจามแรงๆ เพราะจะมีผลกระเทือนต่อแผลผ่าตัด
  • ห้ามแกะฝาครอบโดยเด็ดขาด วัตถุประสงค์ของการใส่ฝาครอบตา คือป้องกันไม่ให้คนไข้ขยี้ตา
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • คนไข้บางคน อาจมีอาการเวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน อันเนื่องมาจากภาวะความดันตาสูงขึ้นชั่วคราว อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปหลังการผ่าตัดประมาณ 2-3 ชั่วโมง และหลังผ่าตัด แพทย์จะให้ทานยาลดความดันตาป้องกันไว้ก่อนด้วย
  • มาพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อตรวจสภาพตา

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัดต้อกระจก

  • ไม่ควรนอนคว่ำหน้า หรือนอนตะแคงทับตาข้างทำการผ่าตัด จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • ในขณะนอน ให้ปิดฝาครอบตาไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือป้องกันการขยี้ตา ช่วงกลางวันอาจใช้แว่นตาได้
  • การแปรงฟัน สามารถแปรงฟันได้ แต่ต้องค่อยๆ แปรง ไม่สั่นศีรษะไปมา

การอาบน้ำ

  • ลักษณะวิธีการตักอาบน้ำ โดยการเปิดน้ำใส่ให้น้ำเต็มถังน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มหน้ามาก ขณะอาบน้ำให้ราดน้ำตั้งแต่ไหล่ลงมาเท่านั้น ห้ามน้ำโดนตาข้างที่ทำการผ่าตัด บริเวณใบหน้าส่วนอื่นและตาข้างที่ไม่ได้ทำการผ่าตัดให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ เช็ดได้เท่านั้น
  • ลักษณะวิธีการอาบน้ำแบบฝักบัว ให้ใช้แต่ฝักบัวที่มีมือจับเท่านั้น ส่วนชนิดที่ติดกับข้างฝา ไม่แนะนำให้ใช้เพราะมีโอกาสที่น้ำพุ่งกระจายที่ตาได้โดยตรง

คำแนะนำอื่นๆ

  • อาทิตย์แรกของการผ่าตัด ให้เช็ดตาวันละ 1-2 ครั้งตาข้างที่ทำการผ่าตัดจะมีอาการคัน หรือเคืองตาได้ ห้ามขยี้ตาอย่างเด็ดขาด และไม่ให้น้ำเข้าตาประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ
  • ถ้าต้องการสระผม ห้ามก้มหน้าสระเอง ให้ผู้อื่นสระให้โดยการให้นอนหงาย และคนอื่นสระให้เบาๆ ห้ามน้ำกระเด็นมาเข้าตา
  • คนไข้ไม่ควรก้มหน้าประมาณ 1 เดือน เพราะการก้มหน้าอาจมีผลกระเทือนต่อแผลผ่าตัด
  • ไม่ควรไอ จาม สะบัดหน้าแรงๆ หรือ ออกแรงยกของหนักเพราะจะมีผลกระทบต่อแผลผ่าตัด
  • เวลาก้าวขึ้น-ลงบันได ควรใช้ความระมัดระวัง อาจจะก้าวผิดทำให้หน้ากระแทกได้ เนื่องจากการใช้ตาข้างเดียวมีผลให้การกะระยะทางผิด ทำให้ก้าวเท้าพลาดได้
  • ไม่ควรเล่นกับเด็ก หรือสัตว์เลี้ยง เพราะอาจโดนตะปบที่ตา
  • ไม่ควรทำกับข้าวหรือกวาดบ้าน เพราะควันหรือฝุ่นละอองเข้าตา และอาจทำให้ตาอักเสบได้
  • ควรสวมแว่นตาดำกันลม กันแดด เมื่อออกนอกบ้านประมาณ 2 สัปดาห์
  • รับประทานยา/หยอดยา ตามแพทย์สั่ง
  • การรับประทานอาหาร ช่วง 2 สัปดาห์แรก ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ เท่านั้น หลังจากนั้นสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
  • ในบางรายที่ท้องผูก ควรรับประทานยาระบายอ่อนๆ หลังผ่าตัดได้
  • แพทย์จะแนะนำการทำแว่นสำหรับอ่านหนังสือหลังผ่าตัด 1 เดือน

อาการที่ควรมาพบแพทย์ทันที

  • มีอาการปวดตามากตลอดเวลา ตาแดง ขี้ตามากจนผิดปกติ หนังตาบวม ตามัวลงกว่าเดิมมาก
  • มีเลือดออกบริเวณตาดำ หรือตาขาว
  • มีการเคืองตามากผิดปกติ
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือเหมือนมีอะไรลอยไปมาในตา

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์