Articles

การดูแลสุขภาพเท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

By noppol
5
1 80

การดูแลสุขภาพเท้าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ทำไมผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเท้า

ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ประสาทรับความรู้สึกจะทำงานได้ไม่ดีนักโดยเฉพาะการรับรู้ความรู้สึกเกี่ยวกับความเจ็บปวด การถูกกดทับหรือความเย็นความร้อน ความเสื่อมนี้จะค่อยเป็นค่อยไปจนผู้ป่วยอาจไม่ได้สังเกต ในผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกมีอาการชา ปวดแสบ ปวดร้อน หรือเจ็บ การที่ประสาทรับความรู้สึกเสื่อมลง อาจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้สังเกตว่าเท้ามีแผลซึ่งอาจเกิดจากรองเท้าบ้าง หรืออาจเหยียบของมีคมต่างๆ จนกระทั่งแผลใหญ่ขึ้น หรือมีอาการอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อเกิดขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานมักมีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเล็บได้ง่าย เมื่อเกิดแผลช้ำมักจะตามมาด้วยการติดเชื้อเกิดความร้อน บวมแดง มีหนอง ถ้าไม่ทำการรักษา การติดเชื้อจะลุกลามมากขึ้น หรือเกิดเนื้อตาย ซึ่งสุดท้ายอาจต้องถูกตัดเท้า หรือขา พบได้สูงถึง 15 – 40 เท่าของผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน การรักษาแผลที่เท้าด้วยการตัดเท้านั้นไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัย เพราะผู้ป่วยร้อยละ 3 -7 เสียชีวิตจากการผ่าตัด ส่วนผู้ที่ไม่เสียชีวิตจะเกิดปัญหาต่างๆ จากการผ่าตัดรัอยละ 36 ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดแผลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การป้องกันทำได้โดยการดูแลสุขภาพเท้าด้วยตนเองสม่ำเสมอทุกวัน การลดหรือขจัดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดแผลให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุด

ข้อพึงปฏิบัติในการดูแลสุขภาพเท้าให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดย

วิธีที่ดีที่สุด คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี ซึ่งจะช่วยลดสภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น โรคไต ประสาทตาเสื่อม เส้นประสาทรับความรู้สึกเสื่อม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 1 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ควรงดการสูบบุหรี่ เพราะจะไปทำลายเส้นเลือด ควรเลือกใช้รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะ รองเท้าจะต้องนิ่มด้านบนทำด้วยหนังไม่คับหรือหลวมจนเกินไป จนเกิดการเสียดสีเป็นแผล หรือทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก (โดยปกติตอนบ่ายเท้าของเราจะบวมขึ้นเล็กน้อย เพราะใช้งานมาตั้งแต่เช้า ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตอนบ่าย การเปลี่ยนจึงควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในตอนบ่าย การเปลี่ยนรองเท้านี้จะช่วยให้เท้าแห้งและสบายเท้าด้วย) รองเท้าที่สวมใส่ควรช่วยให้น้ำหนักตัวกระจายลงทั่วๆ เท้า ไม่ลงที่จุดหนึ่งจุดใดรองเท้าคู่ใหม่ควรใส่ไม่เกิน 2 ชม. ในวันแรกๆ พบว่าการเปลี่ยนรองเท้าทุก 5 ชม. ก็ให้ประโยชน์ ต้องดูแลรักษาเท้าอย่างดีทุกวันโดยตรวจดูเท้าทุกวันว่ามีอาการบวม ปวด มีแผล รอยช้ำ ผิวเปลี่ยนสี หรือเม็ดพอง โดยตรวจทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า (ถ้ามองเห็นไม่สะดวกอาจใช้กระจกส่อง) ซอกระหว่างนี้ว และรอบเล็บเท้า เมื่อพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันทีมีรอยแตกย่นหรือไม่ ถ้ามีอาจเพราะเท้าชื้นอยู่เสมอถ้าผิวแห้ง อาจทำให้คัน มีการเกา เกิดรอยแตกติดเชื้อได้ง่าย ให้ทาครีมบางๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น โดยเว้นบริเวณซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันการหมักหมม ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่ายใส่ถุงเท้าที่ทำด้วยผ้าฝ้ายนุ่ม ไม่ใช้ถุงเท้าไนล่อน หรือถุงเท้าที่รัดมาก เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน ควรสวมใส่ถุงเท้าด้วยทุกครั้งที่สวมรองเท้าผู้ป่วยเบาหวานมักเกิดเชื้อราที่เล็บได้ง่าย ดังนั้นควรตรวจดูสภาพเล็บอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเกิดเชื้อราขึ้นต้องรีบทำการรักษา การล้างเท้าไม่ควรใช้น้ำร้อนเกินกว่า 37 องศา ควรใช้ปรอทวัดอุณหภูมิน้ำ ไม่ควรใช้มือลองวัดดู เพราะประสาทรับความรู้สึกไม่ดี น้ำอาจร้อนจนพองได้ ควรใช้สบู่อ่อนๆ ล้างเท้า การแช่น้ำก่อนตัดเล็บจะทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น ไม่ควรแช่เท้านานเกินกว่า 5-10 นาที เพราะจะทำให้ผิวเปื่อยเกิดเป็นแผลได้ อาจใช้ Ointment เช่น Lanolin หรือ Vasaline ทาได้ แต่ไม่ควรทาบริเวณซอกนิ้ว เพราะถ้าชื้นมากอาจเกิดเป็นแผลเปื่อยได้ ต้องเช็ดเท้าให้แห้งสนิทเสมอ ผู้ที่เหงื่อออกตามเท้าบ่อยๆ จะต้องเปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆ และใส่รองเท้าที่ไม่อบหลังอาบน้ำต้องเช็ดเท้าให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาดและนุ่ม เช่น ผ้าขนหนู โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า ไม่ควรเดินเท้าเปล่า ถึงแม้จะอยู่ในบ้าน เพราะอาจเหยียบของมีคมได้ ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่เท้า
ไม่ควรใช้อุปกรณ์ใดๆ เช่น ตะไบ มีดโกน กับเท้าของท่าน และไม่ควรใช้สารเคมีใดๆ กับเท้าของท่าน ตรวจสอบสภาพรองเท้าทุกครั้งก่อนว่ามีเศษกรวด หรือตะปูอยู่ในรองเท้าหรือไม่เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เท้าเป็นแผลได้การตัดเล็บเท้าอย่างสม่ำเสมอด้วยกรรไกรตัดเล็บควรแช่เท้าในน้ำอุ่นให้เล็บนิ่มเพื่อตัดง่าย อย่าตัดเล็บจนสั้นเกินไป ควรตัดเล็บให้ตรงเสมอปลายนิ้ว อย่าตัดเล็บโค้งเข้าจมูกเล็บ หรือตัดลึกมาก เพราะจะเกิดแผลได้ง่าย ถ้ามีเล็บขบต้องปรึกษาแพทย์ถ้าสายตามองเห็นไม่ชัด ควรให้ผู้อื่นตัดเล็บให้ในการใช้ตะไบเล็บเท้าที่หนาผิดปกติ ให้ตะไบไปทางด้านเดียวกันไม่ควรย้อนไปมา เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวหนังรอบเล็บถ้ามีผิวหนังที่หนาหรือตาปลา ควรได้รับการตัดให้บางๆ ทุก 6-8 สัปดาห์ โดยแพทย์ผู้ชำนาญในกรณีเกิดบาดแผลขึ้น ต้องรีบทำการรักษาโดยเร็วที่สุด การรักษาทันทีที่เกิดแผลจะได้ผลดี และป้องกันไม่ให้อาการลุกลามหรือเรื้อรัง

ข้อห้ามปฏิบัติ

  • ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนโดยเด็ดขาด
  • ห้ามเอากระเป๋าน้ำร้อนมาวางไว้บนเท้าหรือขา
  • ไม่ควรเดินเท้าเปล่า แม้เมื่ออยู่ในบ้าน
  • ห้ามตัดตาปลา ลอกตาปลา หรือใช้ยาจี้หูดด้วยตนเอง
  • ไม่ควรนั่งไขว้ห้าง นั่งยองๆ อาจทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่สะดวก
  • การบริหารเท้า ช่วยทำให้การหมุนเวียนของเลือดที่เท้าดีขึ้น ดังนี้

-ออกกำลังกายโดยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ วันละ 20-30 นาที

-หมั่นบริหารเท้า ควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

วิธีการบริหารเท้า ควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

เริ่มต้น : นั่งตัวตรงบนเก้าอี้

ท่าที่ 1 : ทำ 10 ครั้ง งอนิ้วเท้าของเท้าทั้ง 2 ข้างขึ้นมาข้างบน (ตามรูป) แล้วเหยียดตรงลงข้างล่าง โดยที่ไม่ยกส้นเท้า

ท่าที่ 2 : ทำ 10 ครั้ง

ยกปลายเท้าทั้งหมดของเท้าทั้ง 2 ข้างขึ้น สูงจากพื้นที่สุดเท่าที่จะสูงได้ โดยที่ไม่ยกส้นเท้า ยกส้นเท้าขึ้นโดยที่ปลายนิ้วยันอยู่ที่พื้น
ท่าที่ 3 : ทำ 10 ครั้ง

-ให้ส้นเท้าอยู่กับพื้น
-ยกปลายเท้าของเท้าทั้ง 2 ข้าง
-หมุนปลายเท้าเป็นวงกลมและกับมาอยู่ตรงกลาง

ท่าที่ 4 : ทำ 10 ครั้ง

-ให้ปลายเท้าอยู่กับพื้น
-ยกส้นเท้า
-หมุนส้นเท้าให้เป็นวงกลมและกลับมาอยู่ตรงกลาง

ท่าที่ 5 : ทำข้างละ 10 ครั้ง ทำทีละข้าง

-ยกเข่าขึ้น
-ยืดขาทีละข้าง
-เหยียดเท้าโดยให้ปลายนิ้วเท้าเหยียดตรงข้ามกับตัวเรา
-แล้วค่อยๆ วางเท้าลงบนพื้น และทำอย่างนี้กับขาอีกข้างหนึ่ง

ท่าที่ 6 : ทำข้างละ 10 ครั้ง ทำทีละข้าง

-ยืดขาทีละข้างออกไปในขณะที่ส้นเท้าอยู่ที่พื้น
-ยกขาขึ้นมาให้ตรงขนานกับพื้น
-งอฝ่าเท้าเข้ามาหาตัวแล้วยืดกลับ

ท่าที่ 7 : ทำ 10 ครั้ง ทำเหมือนท่าที่ 6 แต่ทำ 2 ข้างพร้อมกัน

ท่าที่ 8 : ทำ 10 ครั้ง ยืดและงอฝ่าเท้า สลับกันโดยทำพร้อมกันของเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยใช้ข้อเท้าขยับแต่ไม่ขยับขา

ท่าที่ 9 : ทำข้างละ 10 ครั้ง

-เหยียดขาให้ตรงแล้วยกขึ้นขนานกับพื้น
-ใช้ข้อเท้าหมุนปลายเท้าเป็นวงกลม
-นับ (ใช้เท้าเขียนเป็นตัวเลขในอากาศ ตั้งแต่ 1-10)

ท่าที่ 10 : ทำ 10 ครั้ง

-หยิบกระดาษหนังสือพิมพ์มา 1 หน้า วางลงบนพื้น และใช้เท้าทั้ง 2 ข้าง ทำกระดาษนั้นให้เป็นรูปกลมฯ เมื่อทำเสร็จแล้วให้คลี่ออกและฉีกกระดาษนั้นเป็นชิ้นๆ โดยใช้นิ้วเท้าทั้ง 2 ข้างฉีกออก

-การเก็บ : เอากระดาษอีกหน้าหนึ่ง ที่ติดกับหน้าที่เอามาทำเป็นลูกบอลกางที่พื้นแล้ว ใช้นิ้วเท้าเก็บเศษกระดาษวางบนแผ่นที่ดีจนหมดแล้ว ปั้นกระดาษแผ่นนั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ยัดแน่นโดยใช้เท้าทำแล้วเอาไปทิ้ง

การตรววดูแลเท้าโดยแพทย์

การดูแลเท้า ก็เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพฟัน แม้ว่าผู้ป่วยจะทำการตรวจเช็คเท้าทุกวัน ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกหัดทางด้านนี้ เป็นระยะทุก 3-4 เดือน ในทำนองเดียวกันกับการตรวจประเมินผลการควบคุมเบาหวาน เพื่อที่จะได้ซักถามข้อข้องใจหรือปัญหาที่เกิดขึ้น

ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจต่อไปนี้

  • คลำชีพจรที่เท้าเพื่อตรวจการไหลเวียนของโลหิต ในกรณีที่ไม่แน่ใจอาจมีการตรวจด้วยเครื่องมือ เรียกว่า ด็อปเปลอร์ อัลตราซาวนด์
  • ตรวจดูว่ามีอาการแสดงของเส้นประสาทเสื่อมหรือไม่ โดยเครื่องมือต่างๆ เช่น ส้อมเสียง วัดการรับรู้ความรู้สึกสั่นสะเทือน โมโนฟิลาเมนต์วัดความรู้สึกของแรงกด
  • ถ้าพบว่ามีความผิดปกติของการตรวจ เป็นเครื่องเตือนผู้ป่วยให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลเท้าด้วยตนเอง เนื่องจากมีโอกาสเกิดแผลมากขึ้น
  • ท่านควรได้รับการตรวจเท้าและจับชีพจร โดยแพทย์ที่รักษาเบาหวานประจำตัวท่านหรือแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านเท้าโดยเฉพาะอย่างน้อยปีละครั้ง

ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อกรุงเทพ

ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
ผู้ประพันธ์