โพสต์ 12 พ.ย. 58 2,108 Views

รายงานเคสผู้ป่วยเสียชีวิตจากมะเร็งของพยาธิ

ผู้ป่วยชายรายหนึ่งซึ่งป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) เสียชีวิตลงด้วยมะเร็งที่แพร่กระจายไปอวัยวะหลายส่วน แต่จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดในภายหลังพบว่า เชื้อมะเร็งที่พบ เป็นมะเร็งของพยาธิตืดแคระ ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ของเขา

มีรายงานการเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่น่าแปลกใจและเป็นการรายงานเคสลักษณะนี้เป็นครั้งแรก

รายงานชิ้นนี้เป็นการศึกษาร่วมกันระหว่าง US Centre of Disease Control (CDC) และ UK’s Natural History Museum และตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียง New England Journal of Medicine

รายละเอียดของรายงานฉบับนี้มีอยู่ว่า ในช่วงปี 2013 แพทย์ชาวโคลัมเบียได้พยายามทำการดูแลรักษาผู้ป่วยชายรายหนึ่ง ซึ่งมีอายุ 41 ปี ป่วยรายนี้มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่เดิม และอาการกำลังทรุดลงด้วยมะเร็งที่แพร่ไปหลายอวัยวะ ทั้งปอด ตับ และอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อพยาธิตัวตืดแคระในลำไส้อีกด้วย

แพทย์ได้ทำการตัดชิ้นเนื้อมะเร็งออกมาเพื่อตรวจวินิจฉัยแต่ผู้ป่วยอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตไปไม่นานหลังจากมีการยืนยันผลตรวจ

ชิ้นเนื้อมะเร็งจากอวัยวะหลายส่วนถูกส่งไปวิเคราะห์เพิ่มเติมที่ CDC ซึ่ง ดอกเตอร์ Atis Muehlenbachs ผู้วิเคราะห์ได้แสดงความประหลาดใจกับผลตรวจหลายประการ

เริ่มด้วยลักษณะภายนอกของเนื้อมะเร็งนั้นดูไม่ต่างจากมะเร็งของมนุษย์ทั่วไป แต่พอทำการตรวจลงไปในระบบชีวโมเลกุลพบว่า เซลล์มะเร็งกลับมีขนาดเล็กกว่าเซลล์มะเร็งของมนุษย์ถึง 10 เท่า

ดอกเตอร์ Atis ทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมรวมถึงสร้างสมมติฐานหลายประการ เพื่อหาคำตอบ โดยเชื่อว่านี่คือเซลล์มะเร็งของมนุษย์ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ทำให้มีขนาดเล็กลง

ในที่สุดผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมกลับบ่งชี้ว่า เซลล์มะเร็งมีต้นกำเนิดมาจากเซลล์ของพยาธิตืดแคระ ซึ่งในเบื้องต้นนั้น ดอกเตอร์ Atis ไม่เชื่อและแสดงความแปลกใจอย่างมาก

หลังจากการวิเคราะห์ต่อเนื่องอีกนับเดือน ด้วยความร่วมมือจากนักวิจัยจากหลายหน่วยงาน ทำให้สามารถยืนยันได้ว่า เซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปในตัวของผู้ป่วยนั้น เป็นเซลล์มะเร็งของพยาธิตืดแคระ ซึ่งนี่เป็นรายงานแรกๆของโลก ว่ามะเร็งจากสิ่งมีชีวิตอื่นสามารถติดต่อและทำอันตรายสู่มนุษย์

โชคร้ายที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตหลังจากทราบผลยืนยันสาเหตุของมะเร็งได้เพียงสามวันเท่านั้น

ดอกเตอร์ Peter Olsen จาก Natural History Museum ประเทศอังกฤษ ให้คำอธิบายที่น่าสนใจ พยาธิตืดแคระ หรือ Hymenolepis nana เป็นพยาธิที่พบบ่อยในลำไส้ของมนุษย์ ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยราว 75 ล้านคนติดเชื้อพยาธิชนิดนี้

ลักษณะหนึ่งของพยาธิตัวตืดคือ มีสองเพศในตัวเดียว และยังสามารถผสมพันธุ์กันในตัวเองได้ ดังนั้นจึงมีสภาวะพิเศษที่เรียกว่า autoinfection โดยพยาธิจะผสมพันธุ์ในตัวเอง ออกไข่ และติดเชื้อซ้ำอยู่ในลำไส้วนเป็นวงจรไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องรับเชื้อเพิ่มจากภายนอกอีก

ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้นั้น มีภูมิคุ้มกันที่ต่ำอยู่แล้ว อาจทำให้พยาธิสามารถขยายพันธุ์ได้ดีกว่าปกติ

ดอกเตอร์ Olsen แสดงทัศนะได้อย่างน่าสนใจว่า การแพร่เชื้อมะเร็งจากพยาธิในผู้ป่วยรายนี้นั้น ไม่น่าจะเกิดการที่พยาธิตัวเต็มวัยในลำไส้เกิดมะเร็งแล้วแพร่มาสู่ผู้ป่วยโดยตรง แต่น่าจะเกิดจากกลไลของไข่พยาธิ ชอนไชเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยผ่านทางผนังลำไส้ จากนั้นเกิดการแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็ง แล้วแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ

ประเด็นที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ ไข่ของพยาธินั้นเริ่มจากการแบ่งตัวจากเซลล์จำนวนน้อย เหมือน stem cell ดังนั้นกรณีนี้จึงอาจเป็นหลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่า ตัว stem cell ของสิ่งมีชีวิตนั้น อาจพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

หน่วยงานทางสาธารณสุขแนะนำว่า การรักษาสุขอนามัยพื้นฐานก็เพียงพอแล้วที่จะป้องกันพยาธิในลำไส้หลายชนิด เช่น การล้างมือบ่อย และรับประทานอาหารที่ปรุงสุก

อ้างอิง http://www.bbc.com/news/health-34721419

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ล้างแอร์นานเชื้อโรคสะสม เสี่ยงเป็นโรคปอดอักเสบ

1 พฤษภาคม 2557 1.546

ไม่ล้างแอร์นานเชื้อโรคสะสม เสี่ยงเป็นโรคปอดอักเสบยกตัวอย่างเชื้อก่อโรคมาที่น่าสนใจคือ เชื้อแบคทีเรียลีจิโอเนลลา นิวโมฟิวลา (Legionella pneumophila) ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน

เตือนอากาศหนาวผู้ป่วยเรื้อรัง เสี่ยงโรคกำเริบ

17 ธันวาคม 2556 919

กระทรวงสาธารณสุข เผยผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหอบหืด ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีภูมิต้านทานต่ำ มีแนวโน้มเสียชีวิตจากภัยหนาวสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีโรคประจำตัว

โรคหอบหืดเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้?

2 เมษายน 2556 642

ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดรายงานว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่มีโรคหอบหืดมักมีอาการภูมิแพ้ร่วมด้วย นักวิจัยได้ทำการสำรวจข้อมูลจากชาวสหรัฐอเมริกาจำนวนประมาณ 2,600 ราย จาก the U.S. National Health and Nutrition Examination Survey และยังพบว่าร้อยละ 75