โพสต์ 20 ส.ค. 58 1,883 Views

รับประทาน วิตามิน ดี ช่วยลดอัตราการล้มของผู้สูงอายุ

การวิจัยเผยให้เห็นว่า วิตามินดี เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยคงความเป็นหนึ่งและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้ได้ นอกจากนั้นการวิจัยบางตัวยังแนะว่า วิตามินดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของการล้ม

ทุกๆ ปี มีการล้มเกิดขึ้นประมาณหนึ่งในสามของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับบ้าน ซึ่งประมาณหนึ่งในสิบมีผลจากการล้มที่มีการบาดเจ็บรุนแรง และถึงแม้ว่าการบาดเจ็บจะไม่เกิดขึ้น การกลัวในการล้มสามารถลดการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งนำมาซึ่งความสูญเสียอิสระของผู้สูงอายุได้
 
การวิจัยเผยให้เห็นว่า วิตามินดี เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยคงความเป็นหนึ่งและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเอาไว้ได้ นอกจากนั้นการวิจัยบางตัวยังแนะว่า วิตามินดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของการล้ม        
 
วิตามินดี (Vitamin D) นั้นช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เองเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ในกรณีที่ไม่ถูกแดด จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีจากอาหารให้มากขึ้น อาหารที่มีวิตามินดีมากได้แก่ น้ำมันตับปลา ไขมัน นม เนย ตับสัตว์ ตับปลาคอด (COD) ปลาทู ไข่แดง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล, ปลาไหล, มาการีน, แครอท, ฟักทอง และผักเขียวเหลืองต่างๆ
 

ภาพจาก : [http://www.martinnorum.no/]
 
ผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน เป็นกลุ่มคนที่เปราะบาง มีการได้รับการควบคุมอาหารเพื่อสุขภาพน้อย และปัจจัยเรื่องสุขภาพจะเกี่ยวกับสารอาหารที่ได้รับ และยังเป็นผู้ที่ออกแดดกลางแจ้งน้อย ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีระดับวิตามินดีต่ำ ซึ่งนำไปสู่การอุบัติเหตุจากการล้มได้
 
นักวิจัยที่ศูนย์การแพทย์ เวค ฟอเรส แบ๊บติสต์ อเมริกา ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มการได้รับวิตามินดี ผ่านโปรแกรมสุขภาพ Meals-on-Wheels (MOW) ของทางศูนย์  เพื่อจะเพิ่มระดับวิตามินดีของคนไข้และลดอุบัติเหตุจากการล้ม
 
การวิจัยได้ถูกตีพิมพ์แบบฉบับออนไลน์ในเบื้องต้นของ Journal of the American Geriatrics Society “การล้มในกลุ่มผู้สูงอายุมักนำไปสู่การพิการและต้องไปอยู่ในบ้านผู้ป่วย” ดร.เดนิส ฮิวสตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านการศึกษาและเวชศาสตร์เกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ศูนย์การแพทย์ เวค ฟอเรส แบ๊บติสต์ และเป็นหัวหน้างานวิจัย กล่าว “เราหรือศูนย์ผู้สูงอายุของเรามีเป้าหมายที่จะช่วยรักษาอิสระและใช้ชีวิตอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัยเท่าที่จะเป็นไปได้”
 
ผู้เข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพ Meals-on-Wheels จาก Forsyth County ,North Carolina ถูกรับสมัครเข้ามาแล้วแบ่งเป็นกลุ่มๆ โดยใช้วิธีสุ่มโดยไม่ทราบว่าตนเองอยู่กลุ่มใด(Single-blind Randomize) ในการวิจัยครั้งนี้กินระยะเวลา 5 เดือน
 
กลุ่มตัวอย่างรวม 68 คน ครึ่งหนึ่งจะได้รับวิตามินดีทุกๆเดือนเท่ากับ 100,000 IU (International Units) และอีกครึ่งหนึ่งจะได้รับ placebo (ยาแป้ง ไม่มีฤทธิ์) ควบคู่ไปกับมืออาหารในโปรแกรม การทดลองนี้ยังวิเคราะห์ประวัติการล้มและการกลัวการล้ม ผลตรวจเลือดของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งตอนต้นและตอนท้ายการทดลองเพื่อดูค่าวิตามินดีในเลือด บันทึกจำนวนการล้มของผู้เข้าร่วมทุกๆเดือนตลอดการทดลอง ในตอนต้นของการทดลองนี้ทีมวิจัยพบว่า เกินครึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีปริมาณความเข้มข้นของวิตามินดีในเลือดไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 20 ng/ml) ในขณะที่เพียงเกือบหนึ่งในสี่เท่านั้นที่มีปริมาณความเข้มข้นของวิตามินดีในเลือดสูง (30 ng/ml หรือมากกว่า)
 
การวิจัยเผยให้เห็นว่า  การได้รับวิตามินดีทุก ๆ เดือนของกลุ่มตัวอย่าง มีประสิทธิภาพทำให้ระดับความเข้มข้นของวิตามินดีในเลือดเพิ่มจากระดับไม่เพียงพอไปสู่ระดับที่พอเพียง แต่แค่ 1 ใน 34 คนของผู้ที่ได้รับนั้นเพิ่มขึ้นไปในระดับสูงสุดเพียง 5 คนเท่านั้น นอกจากนี้กลุ่มทดลองที่ได้รับวิตามินดียังมีการล้มที่ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งจากกลุ่มที่ไม่ได้รับ
 
“แม้การวิจัยเริ่มต้นนี้จะเป็นนิมิตหมายอันดี แต่เราต้องการความมั่นใจในผลการทดลองในระดับที่กว้างขึ้นด้วย” ฮิวสตันกล่าว
 
แหล่งข้อมูล
http://www.sciencedaily.com/releases/2015/08/150817161206.htm
http://www.clinic.worldmedic.com/news/vitamind.html
 
ที่มาของข่าว http://www.vcharkarn.com/vnews/502922

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กทม.เฝ้าระวังวัณโรคหวังลดผู้ติดเชื้อ

7 กุมภาพันธ์ 2557 1.212

"ในวันที่ 23-29 มีนาคม สำนักอนามัย กทม.จะมีการจัดสัปดาห์รณรงค์วัณโรคขึ้น โดยจะจัดให้มีหน่วยเอกซเรย์ปอดเคลื่อนที่ พร้อมกับให้คำแนะนำและปฏิบัติตัว แก่ผู้ที่เป็น และผู้ดูแล ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

แนะนำการเดินออกกำลังกาย ปลอดภัยกว่าการวิ่ง

28 มกราคม 2557 3.158

ในปัจจุบัน การวิ่งออกกำลังไม่เป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกาเหมือนเมื่อหลายปีก่อน เพราะนักวิ่งมักประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บหัวเข่าจนวิ่งไม่ไหว มีอาการขัดยอก เคล็ด หรือเกร็งเป็นประจำเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิ่งอเมริกันตัวยง ซึ่งเป็นบรมครูของการวิ่งหัวใจวายในขณะวิ่ง

ปวดคอบ่าหลัง โรครุมเร้าของคนออฟฟิศ

10 มิถุนายน 2557 1.281

พนักงานออฟฟิศเจอโรคปวดคอบ่าหลังรุมเร้า ยอดค่ารักษาพุ่ง 2.6 หมื่นล้านต่อปี แนะออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น