โพสต์ 28 ก.ย. 58 1,256 Views

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจเฝ้าระวังปริมาณไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ปรุงรส

ผลตรวจผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่จำหน่ายและที่ผลิตจากโรงงานในประเทศ ตั้งแต่ปี 2555-2558 พบว่ายังมีปริมาณไอโอดีนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดมากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่มีปริมาณไอโอดีนสูงเกินไปครึ่งหนึ่ง และต่ำเกินไปอีกครึ่งหนึ่ง

ทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับปริมาณไอโอดีนมากไป หรือน้อยไปก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้

ประเทศไทยมีมาตรการในการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยจะได้รับไอโอดีนที่เพียงพอและเหมาะสม โดยมาตรการที่สำคัญหนึ่งคือการผลิตและการกระจาย เกลือเสริมไอโอดีน โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เกลือบริโภคต้องมีไอโอดีนไม่น้อยกว่า 20 และไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังกำหนดให้น้ำปลา น้ำเกลือปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองที่มีการเติมไอโอดีนในขบวนการผลิตต้องมีไอโอดีนไม่น้อยกว่า 2 มิลลิกรัมและไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของประชาชนและต้องการให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ดำเนินการเฝ้าระวังคุณภาพของเกลือและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่จำหน่ายและผลิตในประเทศมาตลอด ในส่วนของผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่จำหน่ายตามท้องตลาดในประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 - 2558 ได้สุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ปรุงรสทั้งหมด 383 ตัวอย่างแยกเป็นน้ำปลา 260 ตัวอย่าง โดยเป็นน้ำปลาแท้ 122 ตัวอย่าง น้ำปลาผสม 138 ตัวอย่าง ซอสปรุงรส 56 ตัวอย่าง ซีอิ้วขาว 51 ตัวอย่าง และอื่นๆ (ซีอิ้วดำเค็ม/หวาน และซีอิ้วดิบ) 15 ตัวอย่าง พบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีปริมาณไอโอดีนไม่ได้มาตรฐานระหว่างร้อยละ 46.7, 60.9, 58.9, 49.0 และ 86.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ผลจากการดำเนินงานสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ปรุงรสในแต่ละปี พบว่า ทุกผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่มีปริมาณไอโอดีน ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดสูงมาก กล่าวคือ มีตั้งแต่ไม่พบไปถึงพบปริมาณไอโอดีนสูงถึง 81.4 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตามข้อมูลในปี พ.ศ.2558 พบว่าสถานการณ์ในภาพรวมของปริมาณไอโอดีนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดมีแนวโน้มดีขึ้นและปริมาณสูงสุดที่พบต่ำลงเหลือเพียง 6.2 มิลลิกรัมต่อลิตร

นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2558 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดย สำนักอาหาร สำรวจปริมาณไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ปรุงรสโดยเก็บตรงจากโรงงานผู้ผลิตก่อนออกสู่ท้องตลาด 136 โรงงานจาก 26 จังหวัด จำนวน 300 ตัวอย่าง แยกเป็นน้ำปลา 210 ตัวอย่าง น้ำเกลือปรุงอาหาร 8 ตัวอย่าง ซอสปรุงรส 28 ตัวอย่าง ซีอิ้วขาว 37 ตัวอย่าง และซีอิ้วดำเค็ม/หวาน 17 ตัวอย่าง พบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีปริมาณไอโอดีนไม่ได้มาตรฐานเฉลี่ยร้อยละ 56 โดยเป็นน้ำปลาแท้ น้ำปลาผสม น้ำเกลือปรุงอาหาร ซอสปรุงรส ซีอิ้วขาวและซีอิ้วดำเค็ม/หวาน คิดเป็นร้อยละ 48.1, 58.9, 50, 57.1, 54.1 และ 76.5 ตามลำดับ และพบว่ามีปริมาณไอโอดีนสูงสุดถึง 75.2 มิลลิกรัมต่อลิตรในน้ำปลาแท้

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่จำหน่ายและที่ผลิตจากโรงงาน ยังมีปริมาณไอโอดีนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดมากกว่าร้อยละ 50 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่มีปริมาณไอโอดีนสูงเกินไปครึ่งหนึ่ง และต่ำเกินไปอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับปริมาณไอโอดีนมากไป หรือน้อยไปก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขในทุกรูปแบบและมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับและพัฒนามาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อสุขภาวะที่ดีของคนไทย

สารไอโอดีนมีความจำเป็นผลต่อสุขภาวะและสติปัญญาของมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กล่าวคือมารดาที่ตั้งครรภ์ หากได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอจะมีผลต่อการพัฒนาเซลส์สมองของทารก และเด็กวัยเรียน หากขาดสารไอโอดีนจะทำให้เรียนรู้ช้า พัฒนาการไม่สมวัยและสติปัญญา ส่วนในผู้ใหญ่หากได้รับสารไอโอดีนไม่พอเพียงจะอ่อนเพลียง่าย ขาดความกระปรี้กระเปร่า ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง อย่างไรก็ดีหากร่างกายได้รับปริมาณไอโอดีนที่มากเกินพอจะก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพได้ โดยจะทำให้เกิดโทษต่อต่อมไทรอยด์เกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์เกินหรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ สำหรับคนปกติปริมาณไอโอดีนที่แนะนำต่อวันคือ 150 ไมโครกรัม

แหล่งข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

  • http://www.dmsc.moph.go.th/dmsc/news_detail.php?cid=1&id=1003

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Coffee, Tea, Sugary soft drinks and Risk of Colon Cancer?

10 ธันวาคม 2555 717

The association between the consumption of coffee, tea, and sweetened soft drinks and the risk of developing colorectal cancer was examined in a pooled analysis of 13 prospective cohort studies conducted in North America and Europe.

อันตราย คอลลาเจน ไร้มาตรฐาน อาจไตวาย

2 กรกฎาคม 2557 1.263

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. มีความเป็นห่วงว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "คอลลาเจน" ที่จำหน่ายอยู่นั้นอาจโฆษณาเกินจริง ใช้แล้วไม่ขาวจริง

เผยผู้ป่วยจากเชื้อโรคที่ติดมากับมือ

15 ตุลาคม 2557 1.047

วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี UN กำหนดให้เป็นวันล้างมือโลก (Global Hand Washing Day) เพื่อรณรงค์และกระตุ้นให้เด็กและประชาชนทั่วโลก หันมาให้ความสำคัญการล้างมือที่ถูกวิธี