โรคเอส แอล อี (SLE) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโรคลูปัส เป็นคำย่อที่มาจากชื่อโรคในภาษาอังกฤษ ว่า Systemic lipus erythematosus เป็นโรคที่พบในผู้หญิงบ่อยกว่าในผู้ชายประมาณ 10 เท่า โรคลูปัสเป็นโรคที่มีอาการแสดงได้หลายแบบ ผู้ป่วยแต่ละคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลูปัสเหมือนกัน อาจมีอาการคนละแบบ และอาจไม่เคยมีอาการที่ผู้ป่วยอีกคนเป็นเลยก็ได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคน อาจได้รับการรักษาคนละแบบ ยาคนละอย่าง การรักษานี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์โรคข้อ และผู้ป่วยควรใส่ใจในการดูแลตนเองด้วย
โรคลูปัส เกิดจากอะไร
โรคเอส แอล อี หรือโรคลูปัส เป็นโรคที่มีการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบนี้เป็นแบบเรรื้อรังและเกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆ ได้หลายอวัยวะ ได้แก่ ข้อ ผิวหนัง ไต เป็นต้น ถึงแม้โรคลูปัสจะเป็นโรคเรื้อรัง การดำเนินโรคประกอบด้วยระยะโรคกำเริบสอดแทรกด้วยระยะที่โรคสงบ ในช่วงที่โรคกำเริบนั้น ความรุนแรงของโรคก็แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย
โรคลูปัสเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง (autoimmune disease) เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารขึ้นมาต่อต้านตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นจากการเข้ามาของเม็ดเลือดขาวและเซลล์อื่นๆ สู่บริเวณที่อักเสบ สาเหตุที่ร่างกายสร้างสารขึ้นมาต่อต้านตนเองนั้น ยังไม่พบแน่ชัด แต่น่าจะมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบที่ยืนยันว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งทำให้เกิดโรคนี้
ใครเป็นโรคลูปัส
โรคลูปัสเป็นโรคที่พบได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-40 ปี ผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า ทั้งนี้ผู้ชายและผู้สูงอายุก็มีโอกาสเป็นโรคลูปัสเช่นเดียวกัน ซึ่งการวินิจฉัยอาจล่าช้ากว่าในผู้หญิง เนื่องจากมีอาการน้อยกว่า คนทุกเชื้อชาติมีโอกาสเป็นโรคลูปัส ชาวเอเชียและชาวอัฟริกามักมีอาการของโรครุนแรงกว่าชาวผิวขาว
อาการของโรคลูปัส
อาการของโรคลูปัสเป็นได้หลายแบบในหลายอวัยวะ อาการเหล่านี้อาจค่อยๆ เกิดขึ้นในเวลาเป็นเดือน หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้ ได้แก่
นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นอีกหลายแบบที่เป็นผลมาจากโรคลูปัสในผู้สูงอายุ อาจมีอาการไม่ชัดเจน เป็นสาเหตุให้วินิจฉัยลำบาก เช่น อาจมีผื่นเพียงเล็กน้อย และปวดข้อบ้าง เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคลูปัส
การวินิจฉัยอาศัยการที่เข้าได้กับโรค อาการแสดงจากการตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเลือดที่สำคัญ คือ การตรวจที่เรียกว่า antinuclear antibody หรือเรียกสั้นๆ ว่า ANA ซึ่งพบในผู้ป่วยเกือบทุกราย การตรวจอย่างอื่นเป็นการดูว่ามีอวัยวะใดที่มีการอักเสบเกิดขึ้นจากโรคลูปัสบ้างได้แก่ การตรวจปัสสาวะ การนับเม็ดเลือด การถ่ายภาพรังสีของปอด การทำอัลตราซาวน์หัวใจ เป็นต้น การตรวจในบางครั้งต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วย เช่น ผู้ที่เป็นผื่นผิวหนังอาจต้องตัดผิวหนังส่วนนั้นไปตรวจ ผู้ที่มีไตอักเสบอาจต้องตัดชิ้นเนื้อจากไตไปตรวจ
การรักษาโรคลูปัส
การรักษาโรคลูปัสอาศัยอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติกร่วมกับการดูแลตนเองของผู้ป่วย เนื่องจากโรคลูปัสเป็นโรคเรื้อรัง จึงต้องมีการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าโรคจะสงบไปแล้ว แพทย์อาจให้ผู้ป่วยทานยาต่ออย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการกำเริบของโรคอาจเกิดขึ้นอีกและอาจมีความรุนแรงน้อยลงหรือมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ การรักษาขึ้นอยู่กับอาการที่เป็น หากมีอาการน้อยและไม่รุนแรง สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้อักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาต้านมาลาเรียได้ แต่ในผู้ที่มีอาการมากต้องมีการใช้ยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย เช่น ในผู้ที่มีไตอักเสบ มีเส้นเลือดอักเสบ เป็นต้น ผู้ป่วยควรเข้าใจถึงวิธีการใช้ยาและผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ หากเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจะได้ทราบและปรึกษาแพทย์ในระยะต้น ถึงแม้ว่ายาเหล่านี้จะมีผลข้างเคียง แต่มีความจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่โรคมีอาการรุนแรง เพราะโรคลูปัสเอง อาจกำเริบมากเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตได้
ยากดภูมิต้านทานที่แพทย์มักใช้ในโรคลูปัส ได้แก่ ยาซัยทอกแซน (Cytoxan) ยาเซลเซพท์ (Cellcept) ยาอิมมูแรน (Imuran) การใช้ยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามกับแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ
ยาอื่นๆ ที่มีการใช้ในโรคลูปัส ได้แก่ ยาดีเอชอีเอ (DHEA) ยาฉีดริทักซิแมบ (Rituximab) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากและควบคุมไม่ได้ด้วยการใช้ยาหลายชนิด อาจมีความจำเป็นต้องให้ยากดภูมิต้านทานขนาดสูงมาก ซึ่งอาจทำร่วมกับการเปลี่ยนไขกระดูก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคลูปัสในระยะยาว
โรคลูปัสเป็นโรคที่ต้องอาศัยการรักษาในระยะยาว และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ได้แก่ การตายของหัวกระดูกสะโพก การขาดประจำเดือน โรคกระดูกผุ เป็นต้น
โรคอื่นที่อาจเกิดร่วมกับโรคลูปัส
โรคแอนติ้ฟอสโฟลิปิดแอนตี้บอดี้ ผู้ที่มีโรคนี้มีการแท้งบ่อย หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดทั้งในเส้นเลือดดำและในเส้นเลือดแดง โรคโจเกรน (Sjogren 's syndrome) มีอาการปากแห้ง ตาแห้ง
โรคลูปัสกับการตั้งครรภ์
ผู้หญิงที่ใช้ยากดภูมิต้านทาน ควรมีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ เพราะยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดการพิการของทารกในครรภ์ การใช้ยากินเพื่อการคุมกำเนิดอาจจะทำให้โรคลูปัสกำเริบได้ แพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาฉีดคุมกำเนิดแทน ผู้ที่เป็นโรคแอนติ้ฟอสโฟลิปิดแอนตี้บอดี้ ที่ต้องการใช้ยาคุมกำเนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อน ผู้ป่วยที่ต้องการจะตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ควรมีครรภ์ ประเมินโรคและปรับยาที่ใช้ ผู้ที่ยังมีโรคกำเริบในอวัยวะที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์
บทบาทของอายุรแพทย์โรคข้อ และโรครูมาติก ในการรักษาโรคลูปัส
โรครูมาติก หมายถึง โรคที่เกี่ยวกับข้อและกล้ามเนื้อ โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรครูมาติก ได้แก่ โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคไข้รูมาติก โรคข้ออักเสบไรเตอร์ โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ โรคสเคิลโรเดอร์มา โรคกล้ามเนื้ออักเสบจากระบบอิมมูน โรคโจเกรน เป็นต้น (SLE, rheumatoid arthritis, psoriatic arthritis, rheumatic fever, Reiter's syndrome, reactive arthritis, scleroderma, myositis, Sjogren's syndrome) แพทย์โรคข้อและรูมาติกเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคกลุ่มนี้ซึ่งมีความซับซ้อน และอาจอาศัยความร่วมมือจากแพทย์สาขาอื่นด้วย
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคลูปัส
การวิจัยโรคลูปัส
การวิจัยทางการแพทย์มีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบที่แพทย์เพียงสังเกตอาการ การตอบสนองต่อการรักษา การดำเนินโรคและข้อมูลอื่นๆ ของผู้ป่วยโดยใช้การรักษาที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้วไปจนถึงแบบที่นำการรัษาใหม่มาใช้ ที่ยังไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน แพทย์ต้องขออนุญาตและให้ผู้ป่วยเซ็นให้ความยินยอมเป็นหลักฐานก่อนที่จะนำข้อมูลของผู้ป่วยไปใช้ หรือก่อนที่จะนำยาใหม่มาใช้กับผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยมีสิทธิในการรับทราบเกี่ยวกับการวิจัยในระดับหนึ่งและมีสิทธิที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมในการวิจัย การวิจัยให้ประโยชน์แก่วงการแพทย์และผู้ป่วยหลายประการ เช่น ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่เป็นมาตรฐานสามารถเข้าร่วมการวิจัยใช้ยาใหม่ เพราะอาจตอบสนองต่อยาใหม่ได้ดีกว่ายามาตรฐาน เป็นต้น
คลินิกอายุรกรรมกรุงเทพ
คลินิกอายุรกรรมกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที