โรคลมชักโรแลนดิก (benign rolandic epilepsy) หรือ benign childhood epilepsy with centrotemporal spikes พบในช่วงอายุ 3-13 ปี มักมีอาการชักตอนกลางคืนและคลื่นสมองมีลักษณะ high-amplitude midtemporal-central spikes และ sharp waves โดยเฉพาะเวลาหลับไม่ลึก คนไข้มักมีสติปัญญาปกติ ตรวจร่างกายไม่มีความผิดปกติทางระบบประสาท อาการชักอาจเป็นแบบเฉพาะที่และบางครั้งมีเกร็งกระตุกแบบทุติยภูมิ อาการชักกลางคืนจะเห็นมีน้ำลายไหล เสียงครืดคราดในคอ อาจมีกระตุกที่ปาก อาการชักกลางวันมีการกระตุกของร่างกายซีกหนึ่งโดยเฉพาะใบหน้า อาจมีการหยุดพูดแต่คนไข้รู้สึกตัวดี การพยากรณ์โรคโดยทั่วไปดี อาการชักมักคุมได้ด้วยยากันชัก ยาที่ใช้บ่อยเช่น carbamazepine (CBZ), valproate (VPA), benzodiazepine อย่างไรก็ตามเด็กที่มีอาการชักไม่บ่อยหรือไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา กันชัก ส่วนมากเมื่อโตเข้าวัยหนุ่มสาวก็หายไป
อาการชักเกิดขึ้นในช่วงขณะที่สมองมีการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นเอง และเป็นอยู่เพียงชั่วขณะ อาการดังกล่าวมักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำ โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นมาทำให้เกิดอาการ ในระหว่างที่มีอาการชักนั้นเซลล์สมองจะส่งกระแสประสาทมากกว่าปกติ และกระแสประสาทเหล่านี้เองที่ไปกระตุ้นให้เซลล์รอบข้างให้ทำงานมากเกินกว่าปกติ ผลก็คือทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ อาการชักอาจสามารถแบ่งออกได้โดยง่าย ๆ เป็น 2 ชนิด กลุ่มแรก เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองเฉพาะส่วน หรือเฉพาะตำแหน่งซึ่งอาการแสดงออกจะมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสมองที่ทำงานผิดปกตินั้นมีหน้าที่ควบคุมอะไร อาทิเช่น ถ้าสมองส่วนที่มีการทำงานผิดปกติเฉพาะส่วนนั้นเกิดขึ้นบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขน และใบหน้า อาการแสดงของอาการชักชนิดนี้จะเป็นเพียงการกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อ ใบหน้าหรือแขน แต่ถ้าหากสมองส่วนที่มีการทำงานผิดปกติในขณะที่มีอาการชักนั้นเป็นสมองส่วนที่ควบคุมประสาทสัมผัสรับรู้ของขาในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชัก อาการแสดงออกจะเป็นเพียงอาการชาของแขนในบริเวณที่สมองส่วนที่มีอาการชักควบคุมดูแลอยู่ เป็นต้น

กลุ่มอาการชักชนิดที่เมื่อเริ่มชักสมองทำงานผิดปกติทั่วทั้งสมองสามารถแสดงออกได้ทั้งอาการชักเกร็งกระตุก หรืออาการแสดงที่ไม่ใช่เป็นอาการชักเกร็งกระตุกก็ได้ อาจจะมีได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น ตาเหม่อลอย, ไม่รู้สึกตัว, ผงกศีรษะหรือสัปหงก, สะดุ้งผวา หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจและไม่รู้สึกตัว อาการชักชนิดที่ไม่ได้แสดงออกในรูปของอาการชักเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อของร่างกายมักจะเป็นอาการที่แอบแฝง และไม่เป็นที่สังเกตของคนทั่วไป และมักจะนำมาพบแพทย์ช้า หรือวินิจฉัยได้โดยยาก
โดยทั่วไปแล้วอาการชักทั่วๆไปไม่ได้ทำอันตรายแก่เนื้อสมอง เนื้อสมองส่วนใหญ่จะไม่ตายโดยง่ายในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดอาการชัก แต่อย่างไรก็ตามอาการชักที่เกิดขึ้นเป็นติดต่อกัน เป็นระยะเวลายาวนาน หรือที่เราเรียกว่าอาการชักชนิดต่อเนื่อง หรืออาการชักที่เกิดขึ้นนานเกินกว่า 20-30 นาที อาจจะทำให้เกิดเซลล์สมองบางส่วนหรือบางเซลล์ถูกทำลายไปได้ ผู้ป่วยอาจถุกกระตุ้นจากภาวะอ่อนล้า, อดนอน, อดอาหารหรือขาดยากันชัก อาจจะทำให้เกิดอาการชักเกิดขึ้นโดยง่าย นอกจากนั้นยาหรือเครื่องดื่มบางอย่าง อาทิเช่น แอลกอฮอล์, ยากระตุ้นบางชนิด เช่น ยาเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอาจมีผลทำให้เกิดอาการชัดได้โดยง่าย ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จากการอดอาหารก็มีส่วนทำให้เกิดอาการชักได้ ในผู้ป่วยบางรายการได้รับแสงไฟกระพริบ เช่น ไฟจากสปอตไลท์ หรือไฟกระพริบก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้เช่นกัน
โรคลมชักพบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรไทย ซึ่งมีประมาณ 60 ล้านคน จึงมีผู้ป่วยป่วยเป็นโรคลมชักประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ พบได้ทุกอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา หากจะพิจารณาดูเฉพาะจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักในแต่ละปีประมาณได้ว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยใหม่ทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี หรืออยู่ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แบ่งเป็น 2 ประเภท
การตรวจ PET Scan (Positron Emission Topography)
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจโดยการใช้กัมมันตรังสีอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจาก SPECT Scan การตรวจโดยใช้สารรังสีที่มีค่ายิ่งสั้นซึ่งจะจับกับสารที่เป็นน้ำตาลโดยที่เราพบว่า ผู้ป่วยโรคลมชักในตำแหน่งที่เป็นพยาธิสภาพสมองก่อให้เกิดโรคลมชักจะมีการทำงานที่มีการใช้สารน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการตรวจชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้สารที่เรียกว่า F 18 DG PET Scan ในการที่จะทำให้หาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชักชนิด Temporal Lobe Epilepsy ซึ่งเป็นโรคลมชักที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยที่ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เหม่อลอย เคี้ยวปาก แล้วก็ทำอะไรไม่รู้ตัว การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำสูงถึงประมาณร้อยละ 70-90 ส่วนการตรวจโรคลมชักชนิดอื่นก็จะมีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งการตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการวางแผนผู้ป่วยที่จะเตรียมการผ่าตัด นอกจากนี้ PET Scan สามารถใช้รังสีเฉพาะซึ่งสามารถไปจับกับสารเฉพาะในสมอง หรือว่าตัวรับที่เป็นเซลล์เฉพาะในสมอง การตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักในอนาคต

การรักษาโรคลมชัก
โรคลมชักสามารถหายได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอย่างถูกต้อง
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที