Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
15
Jun 11
User Rating:  / 3
PoorBest 

โรคลมชักโรแลนดิก (benign rolandic epilepsy) หรือ benign childhood epilepsy with centrotemporal spikes พบในช่วงอายุ 3-13 ปี มักมีอาการชักตอนกลางคืนและคลื่นสมองมีลักษณะ high-amplitude midtemporal-central spikes และ sharp waves โดยเฉพาะเวลาหลับไม่ลึก คนไข้มักมีสติปัญญาปกติ ตรวจร่างกายไม่มีความผิดปกติทางระบบประสาท อาการชักอาจเป็นแบบเฉพาะที่และบางครั้งมีเกร็งกระตุกแบบทุติยภูมิ อาการชักกลางคืนจะเห็นมีน้ำลายไหล เสียงครืดคราดในคอ อาจมีกระตุกที่ปาก อาการชักกลางวันมีการกระตุกของร่างกายซีกหนึ่งโดยเฉพาะใบหน้า อาจมีการหยุดพูดแต่คนไข้รู้สึกตัวดี การพยากรณ์โรคโดยทั่วไปดี อาการชักมักคุมได้ด้วยยากันชัก ยาที่ใช้บ่อยเช่น carbamazepine (CBZ), valproate (VPA), benzodiazepine อย่างไรก็ตามเด็กที่มีอาการชักไม่บ่อยหรือไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา กันชัก ส่วนมากเมื่อโตเข้าวัยหนุ่มสาวก็หายไป

อาการชักเกิดขึ้นในช่วงขณะที่สมองมีการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นเอง และเป็นอยู่เพียงชั่วขณะ อาการดังกล่าวมักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำ โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นมาทำให้เกิดอาการ ในระหว่างที่มีอาการชักนั้นเซลล์สมองจะส่งกระแสประสาทมากกว่าปกติ และกระแสประสาทเหล่านี้เองที่ไปกระตุ้นให้เซลล์รอบข้างให้ทำงานมากเกินกว่าปกติ ผลก็คือทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ อาการชักอาจสามารถแบ่งออกได้โดยง่าย ๆ เป็น 2 ชนิด กลุ่มแรก เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองเฉพาะส่วน หรือเฉพาะตำแหน่งซึ่งอาการแสดงออกจะมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสมองที่ทำงานผิดปกตินั้นมีหน้าที่ควบคุมอะไร อาทิเช่น ถ้าสมองส่วนที่มีการทำงานผิดปกติเฉพาะส่วนนั้นเกิดขึ้นบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อแขน และใบหน้า อาการแสดงของอาการชักชนิดนี้จะเป็นเพียงการกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อ ใบหน้าหรือแขน แต่ถ้าหากสมองส่วนที่มีการทำงานผิดปกติในขณะที่มีอาการชักนั้นเป็นสมองส่วนที่ควบคุมประสาทสัมผัสรับรู้ของขาในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการชัก อาการแสดงออกจะเป็นเพียงอาการชาของแขนในบริเวณที่สมองส่วนที่มีอาการชักควบคุมดูแลอยู่ เป็นต้น


กลุ่มอาการชักชนิดที่เมื่อเริ่มชักสมองทำงานผิดปกติทั่วทั้งสมองสามารถแสดงออกได้ทั้งอาการชักเกร็งกระตุก หรืออาการแสดงที่ไม่ใช่เป็นอาการชักเกร็งกระตุกก็ได้ อาจจะมีได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น ตาเหม่อลอย, ไม่รู้สึกตัว, ผงกศีรษะหรือสัปหงก, สะดุ้งผวา หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจและไม่รู้สึกตัว อาการชักชนิดที่ไม่ได้แสดงออกในรูปของอาการชักเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อของร่างกายมักจะเป็นอาการที่แอบแฝง และไม่เป็นที่สังเกตของคนทั่วไป และมักจะนำมาพบแพทย์ช้า หรือวินิจฉัยได้โดยยาก

โดยทั่วไปแล้วอาการชักทั่วๆไปไม่ได้ทำอันตรายแก่เนื้อสมอง เนื้อสมองส่วนใหญ่จะไม่ตายโดยง่ายในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เกิดอาการชัก แต่อย่างไรก็ตามอาการชักที่เกิดขึ้นเป็นติดต่อกัน เป็นระยะเวลายาวนาน หรือที่เราเรียกว่าอาการชักชนิดต่อเนื่อง หรืออาการชักที่เกิดขึ้นนานเกินกว่า 20-30 นาที อาจจะทำให้เกิดเซลล์สมองบางส่วนหรือบางเซลล์ถูกทำลายไปได้ ผู้ป่วยอาจถุกกระตุ้นจากภาวะอ่อนล้า, อดนอน, อดอาหารหรือขาดยากันชัก อาจจะทำให้เกิดอาการชักเกิดขึ้นโดยง่าย นอกจากนั้นยาหรือเครื่องดื่มบางอย่าง อาทิเช่น แอลกอฮอล์, ยากระตุ้นบางชนิด เช่น ยาเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอาจมีผลทำให้เกิดอาการชัดได้โดยง่าย ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จากการอดอาหารก็มีส่วนทำให้เกิดอาการชักได้ ในผู้ป่วยบางรายการได้รับแสงไฟกระพริบ เช่น ไฟจากสปอตไลท์ หรือไฟกระพริบก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้เช่นกัน
โรคลมชักพบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากรไทย ซึ่งมีประมาณ 60 ล้านคน จึงมีผู้ป่วยป่วยเป็นโรคลมชักประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ พบได้ทุกอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา หากจะพิจารณาดูเฉพาะจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักในแต่ละปีประมาณได้ว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยใหม่ทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี หรืออยู่ในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบปกติ เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองใช้เวลาในการตรวจประมาณ 30 นาที สามารถทำการตรวจแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยถือว่าเป็นการตรวจเบื้องต้นในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการ วูบ หมดสติ ชัก เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักหรือไม่ หรือเป็นการตรวจในผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักแล้ว เพื่อที่จะหาตำแหน่งความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองว่ามีจุดกำเนิดมาจากส่วนใดของสมอง หรือเป็นการตรวจเพื่อใช้ในการติดตามการรักษา หรือแม้กระทั่งเพื่อดูว่าการรักษาในผู้ป่วยรายนั้นหายขาดหรือไม่
  2. 2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าแบบปกติเป็นการตรวจเบื้องต้น โดยที่ผู้ป่วยจะต้องมีการเตรียมตัวในการตรวจ โดยจะต้องมีการสระผม หรือไม่ใส่เจล ก่อนมาทำการตรวจ ซึ่งในขณะทำการตรวจได้มีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่บริเวณศรีษะ โดยใช้เจลพิเศษที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการในระหว่างการตรวจผู้ป่วยจะต้องมีการลืมตา หลับตา แล้วจะมีการหายใจเข้าออกเร็วๆประมาณ 3 นาที รวมทั้งจะมีการใช้ไฟแฟลตกระตุ้นในระหว่างการตรวจ การใช้สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เพื่อเป็นการที่จะทำให้สามารถกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าที่อาจผิดปกติที่แฝงอยู่ในสมองอาจแสดงออกมาให้เห็นได้
  3. การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลา ที่ผู้ป่วยจะต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลนานมากกว่า 1 วัน โดยทั่วไปในผู้ป่วยที่ต้องการตรวจเพื่อดูลักษณะอาการชัก เช่น ในผู้ป่วยที่เตรียมเพื่อการผ่าตัดอาจจะต้องมีการตรวจนานประมาณอย่างน้อย 3-5 วัน 
  4. การตรวจคลื่นไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าที่ใช้เวลานานขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมองก็จะมากขึ้นรวมทั้งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในผู้ป่วยขณะกำลังชักด้วย ผู้ป่วยจะต้องมานอนโรงพยาบาลและจะต้องมีการติดสายวัดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ใช้กาวพิเศษซึ่งสามารถติดที่หนังศีรษะโดยมั่นคงและไม่หลุดง่าย ผู้ป่วยก็จะสามารถทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติในห้อง การตรวจเพื่อที่จะเป็นการวินิจฉัยดูลักษณะการชักของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องมีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการชักเกิดขึ้น เช่น จะต้องมีการถอนลดยาบางส่วน หรือว่าจะต้องมีการให้ผู้ป่วยอดนอน หรือมีการออกกำลังภายในห้องเพื่อทำให้มีการเหนื่อยเกิดขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดมีอาการชักได้ง่ายขึ้น

การตรวจ PET Scan (Positron Emission Topography)

การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจโดยการใช้กัมมันตรังสีอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างจาก SPECT Scan การตรวจโดยใช้สารรังสีที่มีค่ายิ่งสั้นซึ่งจะจับกับสารที่เป็นน้ำตาลโดยที่เราพบว่า ผู้ป่วยโรคลมชักในตำแหน่งที่เป็นพยาธิสภาพสมองก่อให้เกิดโรคลมชักจะมีการทำงานที่มีการใช้สารน้ำตาลน้อยกว่าปกติ เพราะฉะนั้นการตรวจชนิดนี้โดยทั่วไปจะใช้สารที่เรียกว่า F 18 DG PET Scan ในการที่จะทำให้หาตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรคลมชักได้ซึ่งจะมีประโยชน์มากในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลมชักชนิด Temporal Lobe Epilepsy ซึ่งเป็นโรคลมชักที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน โดยที่ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการ เหม่อลอย เคี้ยวปาก แล้วก็ทำอะไรไม่รู้ตัว การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำสูงถึงประมาณร้อยละ 70-90 ส่วนการตรวจโรคลมชักชนิดอื่นก็จะมีประโยชน์เช่นกัน ซึ่งการตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการวางแผนผู้ป่วยที่จะเตรียมการผ่าตัด นอกจากนี้ PET Scan สามารถใช้รังสีเฉพาะซึ่งสามารถไปจับกับสารเฉพาะในสมอง หรือว่าตัวรับที่เป็นเซลล์เฉพาะในสมอง การตรวจ PET Scan จะมีประโยชน์มากในการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักในอนาคต


การรักษาโรคลมชัก

โรคลมชักสามารถหายได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอย่างถูกต้อง

  1. การรับประทานยากันชัก เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย
  2. การผ่าตัดสมอง ใช้ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการชักด้วยยา หรือมีเนื้องอกในสมอง
  3. การชักเพียง 1 ครั้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับยากันชัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีสาเหตุในสมอง เช่น เนื้องอกสมอง โรคหลอดเลือดสมอง ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ ต้องขับรถเป็นเวลานาน อาชีพที่อาจมีอันตรายถ้าชักขณะทำงาน เช่น ทำงานกับเครื่องจักร ทำงานในที่สูงหรือขับรถ
  4. การชัก 2 ครั้ง หรือมากกว่า ผู้ป่วยมีโอกาสชักซ้ำประมาณร้อยละ 80-90 ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องได้รับยากันชัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีอาการชักเฉพาะส่วนที่มีสาเหตุจากน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อลดระดับน้ำตาลอาการชักก็จะหายไปและผู้ป่วยที่มีอาการชักแต่ละครั้งห่างกันมากๆ เช่น 1-2 ปีต่อครั้ง และการชักนั้นไม่มีอันตราย หรือชักเฉพาะตอนนอนหลับ
  5. การพิจารณาชนิดของยากันชัก ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการชัก สาเหตุและข้อห้ามของการใช้ยาชนิดนั้น ดังนั้นจึงควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับแพทย์มากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการเลือกชนิดของยากันชัก ซึ่งจะเริ่มจากการใช้ยาชนิดเดียวก่อน และขนาดยาน้อยที่สุดเท่าที่ควบคุมการชักได้
  6. ส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องได้ยากันชักนานประมาณ 2 ปี หรือมากกว่า หลังจากควบคุมอาการชักได้เพื่อลดโอกาสในการชักซ้ำ โดยแพทย์จะพิจารณาปัจัยต่างๆของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น สาเหตุของการชัก ความผิดปกติของระบบประสาท อายุที่เริ่มเป็น ชนิดของการชัก ความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง ระยะเวลาที่เป็น และความถี่ของการชักก่อนการรักษา เมื่อจะหยุดยากันชักจะต้องค่อยๆหยุดยาโดยใช้เวลาลดยาวนานประมาณ 6-12 เดือน
  7. จุดมุ่งหมายของการรักษา มิใช่ต้องการให้ผู้ป่วยไม่มีอาการชักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไม่มีผลแทรกซ้อนของยา และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆในสังคมได้อย่างปกติ ถึงแม้อาจจะมีอาการชักบ้างก็ตาม ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีอาการชักเลย แต่มีผลแทรกซ้อนจากยา การรักษาประกอบด้วยการกำจัดสาเหตุ และปัจจัยกระตุ้นที่ก่อให้เกิดผลเสียหลายด้านถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะชัก ผลต่อสมองในกรณีชักบ่อยๆและนาน ผลต่อการดำรงชีวิต เช่น หลีกเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักรกล ทำงานในที่สูงงดการขับรถ แต่ข้อเสียของการรักษาก็มี เช่น การแพ้ยากันชัก ผลของยาต่อความจำและพฤติกรรม ความรู้สึกที่ว่าตัวเองป่วยและต้องทานยาตลอด แพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัวจึงต้องพิจารณร่วมกัน ถึงข้อดีและข้อเสียของการทานยาและไม่ทานยาในการรักษาอย่างรอบคอบ

 

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที