Cialis Provigil and savings and coupon Provigil narcolepsy way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules

18
Nov 09
User Rating:  / 0
PoorBest 

สาเหตุ

เกือบทั้งหมดมักเกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัส ซึ่งมีหลายกลุ่ม หลายสายพันธุ์ ที่เป็นสาเหตุมีมากมาย กว่า 200 ชนิด กลุ่มที่สำคัญได้แก่ Rhinovirus พบได้ถึง 1/3 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาได้แก่ Corona virus, Adenovirus, Coxsackie virus เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียก็อาจเป็นสาเหตุเริ่มแต่แรกได้แต่พบได้น้อย ส่วนใหญ่การติดเชื้อแบคทีเรียของโรคหวัดมักเป็นการติดเชื้อซ้ำเติมภายหลังการติดเชื้อไวรัส

พยาธิสภาพและการดำเนินโรค

โรคนี้เป็นโรคที่หายได้เอง แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด ในเด็กเล็กอาการมักรุนแรงกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ อาการจะแสดงให้เห็นตั้งแต่รับเชื้อเข้าไปประมาณ 1-2 วัน และจะแสดงอาการมากที่สุดภายใน 2 – 3 วัน แล้วจึงจะค่อยๆ ทุเลาลง ภายใน 5 – 7 วัน เมื่อได้รับเชื้อเข้าไปทางจมูก หรือระบบทางเดินหายใจ จะทำให้เยื่อบุจมูกบวมแดง มีการหลั่งของเมือก ออกมาเป็นน้ำมูกใส แต่หากน้ำมูกระบายได้ไม่ดี มีการหมักหมมก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น ข้นขึ้น หรือถึงขั้นเป็นสีเขียวได้ ทำให้หายใจไม่ออก และหากไหลไปด้านหลังที่คอก็จะทำให้มีอาการไอ เจ็บคอได้ตามลำดับ

ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ทำให้ร้องกวนงอแง และเบื่ออาหารตามมาได้ หากเชื้อติดในลำคอ จะทำให้เกิดคออักแสบแดง เจ็บคอ และมีเสมหะในลำคอ อาจมีโรคแทรกซ้อนถ้าเชื้อเข้าไปยังโพรงไซนัสรอบจมูก หูชั้นกลาง ต่อมน้ำเหลือง หลอดลมหรือปอด และหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เด็กอาจจะมีไข้สูงขึ้น น้ำมูกอาจจะเปลี่ยนจากใสเป็นข้นเขียวหรือเหลืองตามมาได้

อาการ

น้ำมูกไหล (running nose) จาม (sneezing) โพรงจมูกตีบหรือตัน (nasal obstruction) เจ็บคอ (sore throat) ไอ (cough) ปวดศีรษะ (headache) มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว (malaise)

ระยะติดต่อไปยังผู้อื่น

ตั้งแต่ 8 – 12 ชม. ก่อนปรากฏอาการ และตลอดระยะเวลาระหว่างมีอาการโดยเฉพาะช่วงมีไข้

การติดต่อ

  1. สัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยจากการไอ จาม รดกัน
  2. สัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ ภาชนะต่างๆ ของผู้ป่วยหรือดื่มน้ำรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน ที่ทำให้สัมผัสทางอ้อมกับน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เข้าทางจมูกหรือปาก

ผลแทรกซ้อนหรือปัญหาที่เกิดตามมาของไข้หวัด

  • การอักเสบของหูชั้นกลาง
  • การอักเสบของไซนัสที่รอบจมูก เยื่อบุตาอักเสบ
  • หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ปอดอักเสบ
  • กระตุ้นหลอดลมหดเกร็งตัวทำให้ไอมาก หรือหายในลำบาก
  • ชักจากไข้สูง
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ / สมองอักเสบ

การดูแลเบื้องต้น ส่วนใหญ่เป็นการดูแลรักษาตามอาการ ได้แก่

  • เช็ดตัวลดไข้หากมีไข้ รักษาความอบอุ่นของร่างกายให้พอดี
  • ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้เสมหะไม่เหนียวจากการที่ผู้ป่วยจะมีแนวโน้มขาดน้ำจากการมีไข้ และรับประทานได้น้อย
  • ดูแลเสมหะที่จมูกและคอ ในเด็กเล็กถ้ามีน้ำมูกเหนียว หรือแห้งให้หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือ 5 – 10 หยด แล้วใช้ลูกยางดูดออก หรือล้างจมูกแล้วสั่งออกอย่างถูกวิธี
  • ผู้ป่วยควรเลี่ยงควันและไอเย็นจัด เนื่องจากจะไปกระตุ้นให้ไอและหลอดลมหดตัวขึ้นได้
  • รับประทานอาหารให้ครบหมู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

ยาที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง

หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาผู้มีความรู้ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร เป็นต้น โดยเฉพาะในแง่ข้อบ่งชี้ที่ใช้ สรรพคุณ ปริมาณที่ใช้ ผลข้างเคียงของยา และข้อควรระวัง

  • ยาที่มักมีบทบาทเกี่ยวข้อง ได้แก่ กลุ่มยาลดไข้หากมีไข้ ยากลุ่มแก้ไอ หรือละลายเสมหะ หรือขยายหลอดลม
  • ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ซึ่งอาจอยู่ในรูปรับประทานหรือหยอดจมูก หากไม่มีข้อห้าม ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกหากมีน้ำมูกไหลมาก ช่วยทำให้หายใจได้สบายขึ้น แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะในเด็กเล็ก เนื่องจากทำให้เสมหะเหนียวแห้งขึ้น ดังนั้นในรายที่มีอาการไอควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มนี้เนื่องจากจะทำให้เสมหะเหนียวขึ้น และระบายเสมหะจากหลอดลมได้ยากขึ้น ส่วนยาต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ จะให้เมื่อสงสัยมีการติดเชื้อแบคทีเรีย

ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ถ้า

  • มีอาการหายใจลำบาก, หายใจแรง, หอบ
  • มีไข้นานกว่า 3 วัน หรือมีไข้สูงมาก
  • เด็กดูซึมลงมาก ทานไม่ได้ ไม่เล่นเหมือนเดิม
  • สงสัยมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

ที่มา : นพ.ศักดา ลายวิเศษกุล
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที