Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
19
May 10
User Rating:  / 2
PoorBest 

งูสวัด ถือว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสของผิวหนัง เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุจะเป็นตัวเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส โดยเชื้อไวรัสยังคงเหลือซ่อนเร้นอยู่ในปมประสาทเมื่อภูมิต้านทานต่ำลง เชื้อไวรัสจะเคลื่อนลงมาที่ปลายประสาท ทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังตามแนวเส้นประสาทที่เชื้อหลบซ่อนอยู่ ผื่นเป็นตุ่มน้ำอยู่เป็นกลุ่มๆ เรียงตามแนวประสาท มีอาการปวดแปลบๆ ร่วมด้วย โดยมากพบบ่อยตามแนวเส้นประสาทสันหลังบริเวณลำตัว เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 จะเป็นอยู่นานประมาณ 7-10 วัน ตุ่มน้ำก็จะแห้ง และตกสะเก็ด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ สำหรับอาการแทรกซ้อนที่สำคัญคือ อาการปวดเกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว มักเกิดกับผู้สูงอายุที่เป็นงูสวัดบริเวณประสาทสมองคู่ที่ 5 อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผื่น หรือโรคแทรกซ้อนทางตา เช่นตาอักเสบ เส้นประสาทตาอักเสบ หรือแผลที่กระจกตา ในกรณีของผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือผู้ป่วยที่ได้รับยากดอิมมูน อาจมีการกระจายของผื่นทั่วตัวได้ แพทย์บางท่านอาจจะให้ยาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดรับประทานเป็นเวลาประมาณ 5-10 วันร่วมด้วย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา เพราะยาประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูง

โรคนี้มักจะเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อหายแล้วก็จะไม่เป็นซ้ำอีกเช่นเดียวกับไข้สุกใส ตรงข้ามกับโรคเริม ที่มักจะเป็นซ้ำๆ ซากๆ เรื้อรัง งูสวัดเป็นโรคที่เป็นเองหายเองภายใน 2-3 สัปดาห์ มักไม่มีโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ยกเว้นว่าถ้าดูแลไม่สะอาด แผลอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้กลายเป็นตุ่มหนอง โรคจะหายช้า และกลายเป็นแผลเป็น บางคนอาจมีงูสวัดเกิดขึ้นที่หน้าผาก ลามเข้ากระจกตา หากรักษาไม่ถูกต้อง อาจทำให้กระจกตากลายเป็นแผลเป็น ตาบอดมัวได้ ถ้าเกิดที่บริเวณเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้าบริเวณหน้าหู บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการอัมพาตของใบหน้าซีกนั้น ทำให้ปากเบี้ยว และหลับตาไม่มิด แต่จะค่อยๆ หายเองใน 1-2 เดือน

สาเหตุ

  1. โรคงูสวัด (shingles, herpes zoster) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อเรียกว่า varicella-zoster virus หรือเรียกย่อๆ ว่า VZV คำว่า varicella เป็นคำลาติน มีความหมายว่า "little pox" ทั้งนี้เพื่อแยกโรคนี้จากโรคฝีดาษหรือ smallpox ส่วนคำว่า zoster มาจากภาษากรีกแปลว่า "girdle" หมายถึง โอบล้อม, ล้อมรอบ ซึ่งคำในภาษาลาตินที่มีความหมายเดียวกันคือ cingulum เมื่อเป็นภาษาอังกฤษจึงกลายมาเป็นคำว่า shingles
  2. เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคงูสวัด จะเป็นชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส โดยเชื้อไวรัสยังคงเหลือซ่อนเร้นอยู่ในปมประสาท เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง เชื้อไวรัสจะเคลื่อนลงมาที่ปลายประสาท ทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังตามแนวเส้นประสาทที่เชื้อหลบซ่อนอยู่
  3. เมื่อได้รับเชื้อครั้งแรก เชื้อไวรัสจะทำให้เกิดโรคที่ผิวหนัง โดยมีไวรัสส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายออกจากตุ่มน้ำใส เข้าไปในระบบประสาท โดยอาศัยเป็นที่หลบซ่อนแฝงตัวอยู่ ไวรัสอยู่ภายในเซลล์ประสาทชนิดรับความรู้สึก และถ่ายทอดสัญญาณไปยังสมองเพื่อรับรู้ เซลล์ประสาทเหล่านี้เรียงตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ลักษณะเป็นปมประสาท ใกล้กับไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นให้ก่อโรคอีกครั้ง ก็จะเคลื่อนย้ายตามใยประสาท ไปที่ผิวหนังและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เกิดเป็นโรคงูสวัด ระบบประสาทจะเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่ากรณีที่เป็นโรคสุกใส อาการต่างๆ จึงซับซ้อนมากกว่า และรุนแรงกว่าโรคสุกใส
  4. ลักษณะของเชื้อไวรัส VZV เชื้อไวรัส VZV จัดอยู่ในแฟมิลี herpesvirus family ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด ชนิดที่สำคัญพบได้บ่อย ได้แก่ herpes virus ทำให้เกิดเริมที่ปากและอวัยวะเพศ เอ็บสไตน์บาร์ไวรัส Ebstein Barr virus ซึ่งทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า infectious mononucleosis และ Varicella-zoster ทำให้เกิดโรคสุกใสและโรคงูสวัด เชื้อในกลุ่มนี้มีลักษณะที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง คือ สามารถหนีไปแฝงตัวอาศัยอยู่ในเซลล์ของระบบประสาทได้ ภายหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อในครั้งแรก ระยะแฝงอาจกินเวลานานหลายปี จนในที่สุดเมื่อร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะออกมาจากเซลล์ประสาท ก่อให้เกิดการติดเชื้อครั้งใหม่
  5. รูปร่างลักษณะของเชื้อไวรัสชนิดนี้เหมือนรูปทรงคณิตศาสตร์ เป็นทรงกลมยี่สิบเหลี่ยม เรียกว่าicosahedron ภายในบรรจุสารพันธุกรรมซึ่งเป็นกรดนิวคลิอิกชนิดดีเอ็นเอ เมื่อถูกกระตุ้นไวรัสจะเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ และจะสร้างเปลือกหุ้มให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะออกจากเยื่อหุ้มเซลล์นั้นๆ

อาการ

  1. ลักษณะของผื่น ผื่นเป็นตุ่มน้ำอยู่เป็นกลุ่มๆ เรียงตามแนวประสาท มีอาการปวดแปล๊บๆ ร่วมด้วย โดยมากพบบ่อยตามแนวเส้นประสาทสันหลังบริเวณลำตัว เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 จะเป็นอยู่นานประมาณ 7-10 วัน ตุ่มน้ำก็จะแห้ง และตกสะเก็ด เมื่อปรียบเทียบกับผื่นของโรคสุกใส จะคันน้อยกว่า แต่รู้สึกปวดมากกว่า
  2. ลักษณะการกระจายของผื่นงูสวัด เป็นไปตามผิวหนังบริเวณที่เส้นประสาทเรียงตัวอยู่ ไม่ว่าแนวเส้นประสาทบริเวณลำตัว หรือแนวเส้นประสาทสมองก็ตาม ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เชื้อไวรัสไปหลบอาศัยอยู่ในปมประสาทนั่นเอง
  3. ก่อนที่ผื่นงูสวัดจะปรากฎให้เห็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกแปล๊บๆ บางครั้งรู้สึกคัน บางครั้งรู้สึกเจ็บๆ แสบๆ อาจรู้สึกชาได้เช่นกัน บางรายมีไข้ร่วมด้วย อาจมีไข้สูงหนาวสั่น หรือเป็นเพียงครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ปวดมวนท้อง ต่อมาภายหลังจากที่ผื่นงูสวัดปรากฎชัดเจน 2-3 วัน จึงจะเห็นลักษณะตุ่มน้ำใสชัดเจน ตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาทจะเป็นอยู่ 3-5 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เวลาหายก็จะแห้งสนิท ยกเว้นในรายที่คันมาก แสบมาก หรือเกาจนกระทั่งกลายเป็นแผล อาจพบการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้ในภายหลัง
  4. ส่วนใหญ่โรคงูสวัดมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี และมีภูมิคุ้มกันปกติ ร้อยละ 10 จะเป็นโรคงูสวัดอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดมากกว่าเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี ถึงสิบเท่า
  5. ผู้ที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจะเป็นโรคงูสวัดได้บ่อย เป็นๆ หายๆ เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางชนิด รวมทั้งผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด แม้กระทั่งผู้ที่ระดับภูมิต้านทานปกติ หากช่วงใดที่เกิดความเครียดรุนแรง เจ็บป่วยติดเชื้อไวรัส หรือถูกแดดเผาเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดโรคงูสวัดได้ง่าย
  6. หากที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคงูสวัด ในช่วง 5-21 วันก่อนคลอด จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคงูสวัด บางครั้งเด็กคลอดออกมาก็เป็นเลย หรือภายใน 2-3 วันหลังคลอด

การวินิจฉัยโรค

  1. แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะอาการแสดงเป็นหลัก ได้แก่ อาการขึ้นเป็นผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงกันเป็นแนวยาว
  2. วินิจฉัยแยกโรค อาการมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามผิวหนัง อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่พบบ่อย ได้แก่ อีสุกอีใส กับเริม
  3. อีสุกอีใส ผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นร่วมกับมีผื่นแดง และตุ่มน้ำใสขึ้นกระจายๆ ตามลำตัว และใบหน้า ผื่นตุ่มจะขึ้นในวันแรกที่มีไข้ และมักมีอาการคันร่วมด้วย
  4. เริม ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นหลายเม็ดอยู่กันเป็นหย่อม หรือกลุ่มเล็กๆ มักขึ้นเพียงที่ เดียว เช่นที่ริมฝีปาก แก้ม จมูก หู ตา ก้น อวัยวะเพศ เป็นต้น มักมีประวัติขึ้นซ้ำซากที่เดิมเวลามีประจำเดือน ถูกแดด เครียด ได้รับการกระทบกระเทือนเฉพาะที่ เช่น ถอนฟัน ผ่าตัดที่บริเวณใบหน้า เวลาเป็นไข้หวัด หรือเป็นไข้ เช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น

ความรุนแรงของโรค

  1. โรคงูสวัดถือว่าเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงสำหรับผู้ที่มีระดับภูมิต้านทานน้อยกว่าปกติ รวมทั้งผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งถ้าปล่อยไว้หรือได้รับการรักษาไม่ทัน เชื้ออาจแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อาจเกิดภาวะปอดอักเสบที่รุนแรง หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้
  2. โรคงูสวัดไม่ใช่โรคติดต่อ สันนิษฐานว่า ชื่อ “งูสวัด” ที่เรียกตามพื้นบ้านไทย คงเพี้ยนมาจากคำว่า “งูตระหวัด” เป็นการเรียกตามลักษณะอาการของโรคที่ขึ้นเป็นแนวยาวคล้ายงู และคงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่า งูสวัดเป็นรอบเอวแล้วตาย ความเชื่อที่ว่างูสวัดเป็นรอบเอวแล้วตายนั้น ไม่เป็นความจริง โดยทั่วไปงูสวัดจะขึ้นตรงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เช่น ที่ชายโครง จะเกิดที่ชายโครงซีกซ้ายหรือขวาเพียงซีกเดียวเท่านั้น จะไม่ข้ามไปยังอีกซีกหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นมะเร็ง หรือใช้ยารักษามะเร็ง ถ้าหากติดเชื้องูสวัดก็อาจเป็นกระจายทั่วร่างกาย อาจรุนแรงถึงตายได้
  3. เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1909 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน พบว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคสุกใสกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคงูสวัดเป็นเชื้อตัวเดียวกัน ต่อมาในช่วงปี 1920-1930 ได้มีการทดลองพิสูจน์ โดยนำไวรัสจากตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดมาใส่ในเด็กที่ปกติ พบว่าเด็กเกิดเป็นโรคสุกใส ปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดว่าไวรัสจากผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นชนิดเดียวกับไวรัสจากผู้ป่วยโรคงูสวัด ผู้ที่เป็นโรคงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคสุกใสได้ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเกิดเป็นโรคสุกใส ไม่ใช่โรคงูสวัด ผู้ป่วยโรคสุกใสไม่ทำให้โรคงูสวัดกำเริบ การกำเริบจะเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
  4. ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด โดยเฉลี่ยพบได้ประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยงูสวัด พบได้ประมาณร้อยละ 50 ที่ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป และมากกว่าร้อยละ 70 ในผู้ป่วยอายุ 70 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากยิ่งเป็นรุนแรงและนาน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่แรก หรือเกิดขึ้นภายหลังผื่นหายหมดแล้วก็ได้ มีลักษณะปวด ลึกๆ แบบปวดแสบปวดร้อนตลอดเวลา หรือปวดแบบแปลบๆ เสียวๆ คล้ายถูกมีดแทง เป็นพักๆ ก็ได้ มักปวดเวลาถูกสัมผัสเพียงเบาๆ ปวดมากตอนกลางคืนหรือเวลาอากาศเปลี่ยนแปลง บางครั้งอาจรุนแรงมากจนทนไม่ได้ อาการปวดมักหายได้เอง บางรายอาจปวดนานเป็นแรมปี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งถ้าขึ้นที่บริเวณใบหน้า

การรักษา

  1. การใช้ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรง และระยะเวลาของโรคได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในช่วงแรกๆ ของโรค ก่อนที่จะปรากฎเป็นต่อมน้ำใสที่เห็นได้ชัดเจน หรือภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่ผื่นปรากฎ
  2. ยาต้านไวรัสที่ใช้ได้แก่ acyclovir, valacyclovir และ famcyclovir ยาต้านยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอาการปวดที่เกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว
  3. ในปี 1999 สำนักงานอาหาร และยาของสหรัฐ อนุมัติให้ใช้ยาชาเฉพาะที่ชนิดแปะผิวหนัง เพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว ยาที่นำมาใช้คือ lidocaine ผลการรักษาค่อนข้างดี และไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงแต่อย่างใด บางรายได้ผลดีจากการใช้ยาในกลุ่มระงับชัก เช่น carbamazepine หรือยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าบางชนิด
  4. สำหรับอาการแทรกซ้อนที่สำคัญคือ อาการปวดเกิดขึ้นภายหลังจากผื่นหายหมดแล้ว มักเกิดกับผู้สูงอายุที่เป็นงูสวัดบริเวณประสาทสมองคู่ที่ 5 อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผื่น หรือโรคแทรกซ้อนทางตา เช่น ตาอักเสบ เส้นประสาทตาอักเสบ หรือ แผลที่กระจกตา ในกรณีของผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือผู้ป่วยที่ได้รับยากดอิมมูน

การดูแลตนเอง

  1. ถ้ามีอาการปวดหรือมีไข้ ให้กินยาแก้ปวดลดไข้-พาราเซตามอล
  2. ถ้าคันหรือปวดแสบปวดร้อน ให้ทาคาลาไมน์โลชั่น
  3. ถ้านิยมสมุนไพร ให้นำต้นเสลดพังพอน (ตัวผู้หรือตัวเมียก็ได้) ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำกับเหล้าพอกวันละ 2-3 ครั้ง
  4. ห้ามใช้ครีมสตีรอยด์ทา อาจทำให้แผลลุกลาม หายยาก หรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที