Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
10
Mar 10
User Rating:  / 0
PoorBest 

โรคคางทูม (mumps) เป็นการติดเชื้อ และมีการอักเสบของต่อมน้ำลายที่อยู่บริเวณกกหูทำให้ที่บริเวณคางบวม จึงได้ชื่อว่าคางทูม พบในเด็กเป็นส่วนใหญ่ โรคคางทูมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง พบได้ในเด็กตั้งแต่วัยเรียนขึ้นไป ติดต่อกันโดยทางเดินหายใจ

โรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลาย เนื่องจากเป็นโรคติดต่อจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า epidemic parotitis ต่อมน้ำลายในร่างกายมีหลายต่อม ต่อมที่ถูกเชื้อไวรัสเล่นงานมาที่สุดคือ ต่อมพาโรติด (parotid) ซึ่งอยู่ตรงหน้าหูหรือแก้มส่วนบน ทำให้แก้มโย้ลงมาที่คาง อันเป็นที่มาของชื่อคางทูม อาจเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง หรืออาจเป็นที่ต่อมน้ำลายที่ใต้ลิ้น หรือที่ใต้ขากรรไกรก็ได้ ถ้ายิ่งเป็นมากต่อม อาการก็ยิ่งมาก พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี มักไม่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว

สาเหตุ

  1. เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Paramyxovirus
  2. ติดต่อกันได้โดยตรงทางการหายใจ และสัมผัสกับน้ำลายของผู้ป่วย เช่น การกินน้ำ และอาหารโดยใช้ภาชนะร่วมกัน เป็นกับเด็กได้ทุกอายุ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และมีโรคแทรกซ้อนได้บ่อยกว่าในเด็ก
  3. หลังจากมีวัคซีนป้องกันในประเทศที่พัฒนาแล้วอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้ลดลงมาก ระยะที่ติดต่อกันได้ง่าย คือจาก 1-2 วัน (หรือถึง 7 วัน) ก่อนมีอาการบวมของต่อมน้ำลาย ไปจนถึง 5-9 วันหลังจากมีอาการบวมของต่อมน้ำลาย
  4. ระยะฟักตัวของโรคคือ 16-18 วัน แต่อาจสั้นเพียง 12 วัน และนานถึง 25 วันหลังสัมผัสโรค

อาการ

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้คล้ายไข้หวัดนำมาก่อนประมาณ 2–3 วัน จากนั้นจะมีอาการเจ็บบริเวณหน้าหูร่วมกับอาการบวม โดยเริ่มเป็นที่หน้าหูข้างใดข้างหนึ่งก่อน ต่อมาจึงมีอาการทั้ง 2 ข้าง
  2. โรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะตับอ่อนอักเสบ และถุงอัณฑะอักเสบในเด็กผู้ชาย ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง หรือมีอาการเจ็บบริเวณถุงอัณฑะ โดยมีประวัติเป็นคางทูมมาก่อนในระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาต่อไป
  3. กรณีต่อมน้ำลายอักเสบ มักมีไข้นำมาก่อน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร วันต่อมาจึงมีการอักเสบของต่อมน้ำลาย ที่พบบ่อยที่สุดคือต่อม parotid ซึ่งจะบวมโต ผิวหนังเหนือต่อมมักแดง และร้อน เมื่อกดดูมีลักษณะคล้ายเยลลี่ อาการบวมจะเริ่มจากหน้าใบหนู บวมมาหลังใบหนู และลงมาคลุมขากรรไกร บางรายบวมมากจนมีอาการบวมลงมาถึงส่วนหน้าอก ส่วนใหญ่มักเป็นสองข้าง ข้างที่สองมักเป็นหลังข้างแรก 4-5 วัน การบวมมักไม่เกิน 7 วันผู้ป่วยจะมีอาการปวดเวลาพูด กลืน หรือเคี้ยว โดยเฉพาะอาหารรสเปรี้ยวจะทำให้ปวดมาก
  4. บางรายอาจเกิดอาการอัณฑะอักเสบ มักเกิดหลังต่อมน้ำลาย 4-10 วันหรือบางรายอาจไม่มีการอักเสบของต่อมน้ำลาย และมักเป็นข้างเดียว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอัณฑะ บวม กดเจ็บ
  5. ตับอ่อนอักเสบเป็นภาวะที่รุนแรง ผุ้ป่วยจะปวดท้องส่วนบน อาเจียน กดเจ็บบริเวณลิ้มปี่
  6. คางทูมกับสมอง อาจจะทำให้เกิดอาการสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ และซึมลง บางรายเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง หลังแข็ง มักเป็นหลังต่อมน้ำลายอักเสบ 3-7 วัน

การวินิจฉัย

  1. สามารถให้การวินิจฉัยจากลักษณะประวัติอาการของการเจ็บป่วย แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการบางอย่างตามความเหมาะสม หรือมีข้อบ่งชี้
  2. อย่างไรก็ตาม อาการคางบวมอาจมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ ได้ ดังนั้นแพทย์จะซักถามอาการ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูภายในปาก และลำคอ

แนวทางการรักษา

  1. การรักษาโรคคางทูมเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มีการรักษาจำเพาะ ที่สำคัญต้องนอนพักผ่อน ไม่ควรให้เด็กกระโดดโลดเต้น จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น แพทย์จะให้ให้ยาลดไข้แก้ปวด และแนะนำให้รักษาสุขภาพในช่องปาก โดยใช้น้ำยาบ้วนปากทำความสะอาดช่องปากหลังอาหาร
  2. ให้เด็กดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวเวลามีไข้สูง ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่เป็นคางทูม ประคบบริเวณที่บวมวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที เพื่อลดการอักเสบ โรคคางทูมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส จึงไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ
  3. โรคคางทูมจะมีปัญหายุ่งยากเมื่อมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม และควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ หากสงสัยควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก
  4. การรักษาโรคคางทูมเป็นการรักษาตามอาการ ไม่มีการรักษาจำเพาะ ผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายโรคไปกับบุคคลอื่นได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนกระทั่งต่อมน้ำลายยุบบวมแล้ว โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป เพื่อให้มีภูมิต้านทานต่อโรคดังกล่าว

การรักษาสมัยโบราณ

การรักษาโรคคางทูมสมัยก่อน ผู้ใหญ่จะให้เด็กนอน ห้ามไปวิ่งเล่น แล้วหายาพื้นบ้านประเภทยาเขียว ยาจันทร์ มาละลายน้ำให้กิน เพื่อขับพิษลดไข้ บางคนนิยมใช้ยาแก้ซางตัวร้อน มีรสหวานกลิ่นหอมน้ำกุหลาบ ตัวยาคือโซเดียมซาลิซิเลท ยาแก้ไข้แก้ปวดตระกูลเดียวกับแอสไพริน ส่วนบริเวณหน้าหูที่บวมเจ็บ จะใช้ยาเย็นๆ ทา เชื่อว่าแก้บวมแก้ปวดได้ เด็กบางคนพ่อแม่พาไปหาซินแสยาจีน ได้ยาสมุนไพรผสมเหล้าที่เรียกว่า ยาแชเฉ้ามาทา

เด็กบางคนที่เป็นคางทูมพ่อแม่พาไปเขียนคำว่า "โฮ้ว" ในภาษาจีนตรงแก้มที่บวม เรื่องนี้เนื่องมาจากความเชื่อของคนจีนว่า โรคคางทูมเกิดจากปีศาจหมู ทำให้แก้มบวมคล้ายหมู คนจีนเรียกโรคนี้ว่า ตือเถ้าปุ๊ย (แปลว่าบวมเป็นหัวหมู) จึงแก้โดยใช้เสือปราบ วิธีการให้เสาะหาคนปีขาลมาเขียนคำว่า "โฮ้ว" ด้วยหมึกจีน ลงบนแก้มที่บวมนั้น เสือจะไปไล่ปีศาจหมูให้หนีไป แก้มที่บวมโย้ ก็จะยุบลงเป็นปกติ การใช้หมึกจีนเขียนลงไปบนแก้มที่บวม ไม่มีอะไรเสีย มีแต่ผลดี เพราะหมึกจีนช่วยให้เย็นสบาย ผลพลอยได้คือช่วยด้านกำลังใจแก่ทั้งเด็กที่ป่วย และผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่ง

การป้องกัน

  1. โรคคางทูมสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน เรียกว่า mumps vaccine มักทำรวมในเข็มเดียวกันกับวัคซีนป้องกันหัด และหัดเยอรมัน เรียกว่า เอ็มเอ็มอาร์ (MMR - measles, mumps, and rubella vaccine) ฉีดเมื่อเด็กอายุได้ 9-15 เดือน เพื่อให้มีภูมิต้านทานต่อโรคดังกล่าว
  2. ความเชื่อในสมัยก่อนที่ว่า การปล่อยให้เด็กเป็นโรคอีสุกอีใส หัด และคางทูม เพียงครั้งเดียว จะเกิดภูมิคุ้มกันไปชั่วชีวิต ทำให้ผู้ใหญ่บางคนไม่ค่อยวิตกกังวล หากเด็กๆ เป็นโรคดังกล่าว หรืออาจปล่อยให้เด็กที่กำลังป่วยอยู่ ไปเล่นปะปนกับเด็กอื่นๆ โดยคิดว่าติดเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวจะได้ไม่ต้องรอว่าจะเป็นเมื่อไหร่ บางคนยังเชื่อว่าเป็นเสียตั้งแต่ยังเด็ก อาการโรคจะไม่ค่อยรุนแรง ถ้าเป็นตอนโตจะไม่สบายรุนแรงกว่าหลายเท่า
  3. ปัจจุบันนี้ทราบแล้วว่าโรคเหล่านี้ ถ้าไม่ระวังให้การรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดอาการหรือโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ จึงแนะนำให้เด็กไปฉีดวัตซีนป้องกันโรคเสียจะดีกว่า

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที