16
Dec 09
User Rating:  / 48
PoorBest 

การฉีดยาคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับสุภาพสตรียังคงเป็นที่นิยมอยู่พอสมควร สุภาพสตรีบางท่านชอบที่ในหนึ่งปี ต้องไปรับการฉีดยาคุมกำเนิดเพียง 4 ครั้งเท่านั้น เพราะยาฉีดที่ใช้กันอยู่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะสามารถคุมกำเนิดอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือน

ปัญหาของการฉีดยาคุมกำเนิดอาจจะมีบ้างในสุภาพสตรีบางราย โดยปัญหาหลักๆ มีอยู่ 2 ประการ คือ การที่คนที่ฉีดยาคุมกำเนิดอาจจะมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งเป็นคราว ซึ่งถ้าเป็นบ่อย ท่านควรไปรับคำปรึกษาแนะนำจากแพทย์ บางครั้ง แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยารักษา ปัญหาส่วนใหญ่ก็จะได้รับการแก้ไขให้หมดไปได้ ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การที่ประจำเดือนไม่มาเลยตลอด 3 เดือน บางท่านอาจจะชอบ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องรอบเดือนมา แต่บางท่านอาจจะกังวลใจ โดยเฉพาะบางท่านเข้าใจผิดในเรื่องประจำเดือนว่าเป็นเลือดเสีย ถ้าประจำเดือนไม่มา ตนเองอาจเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ

ยาฉีดคุมกำเนิด

  1. ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นยาฮอร์โมนประเภทเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิด แต่เนื่องจากหญิงบางคนไม่ชอบการกินยาทุกวัน หรืออาจมีการหลงลืมกินยาได้ ซึ่งจะทำให้ผลในการคุมกำเนิดเลวลง จึงได้มีการนำเอาฮอร์โมนโพรเจสโทเจนอย่างเดียว หรือร่วมกับเอสโทรเจนมาใช้เป็นยาฉีดคุมกำเนิด โดยฉีดครั้งหนึ่งมีฤทธิ์คุมไปได้เป็นเวลานาน
  2. ยาฉีดคุมกำเนิดที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันเป็นยาประเภทฉีดทุก 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ และชนิดที่ใช้กันมากคือ เดโปเมดรอกซีโพรเจสเทอโรนอะซีเตต ชนิดออกฤทธิ์นาน (depo medroxy progesterone acetate) ซึ่งต่อไปจะใช้ชื่อย่อว่า ดีเอ็มดีเอ (DMPA)
  3. ดีเอ็มพีเอ เป็นยาที่ใช้ในทางแพทย์ เพื่อรักษาโรคเฉพาะหญิงบางอย่างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 และการรักษาโรคบางอย่างได้ใช้ยานี้ในขนาดสูงมาก แต่ก็ไม่พบอันตรายร้ายแรงใดๆ นอกจากการผิดปกติของประจำเดือนเนื่องจากการศึกษาพบว่ายานี้มีฤทธิ์ป้องกันไข่สุกได้ จึงได้ทดลองนำยานี้มาใช้ในการคุมกำเนิด ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 จึงได้นำยานี้มาใช้เป็นยาคุมกำเนิดชนิดฉีด 3 เดือนครั้ง โดยฉีดเข้ากล้ามครั้งละ 150 มิลลิกรัม ยานี้ได้นำมาใช้เป็นยาฉีดคุมกำเนิดในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2508 และปรากฏว่าเป็นที่นิยมของหญิงไทยในบางท้องที่อย่างมาก

วิธีใช้

  1. เริ่มต้นฉีดเข็มแรก ภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน และฉีดติดต่อกันไปทุกๆ 12 สัปดาห์หรือ 84 วัน ในหญิงหลังคลอดอาจเริ่มต้นฉีดยานี้ได้ภายหลังคลอดก่อนคนไข้จะกลับบ้าน
  2. การทำงานของดีเอ็มพีเอ ยาชนิดนี้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้โดยออกฤทธิ์คล้ายคลึงกับฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิดดังกล่าวมาแล้วแต่มีประสิทธิภาพสูงมาก
  3. ผลของยาดีเอ็มพีเอต่อประจำเดือน ผู้ที่ใช้ยานี้จะมีระบบประจำเดือนผิดไปจากเดิมจนยากที่จะทำนายล่วงหน้าได้ แต่พอสรุปได้ว่าในระยะแรกที่ใช้ยานี้ ผู้ใช้มักมีเลือดออกกะปริบกะปรอย และภายหลังใช้ยานี้ได้ประมาณ 1 ปี ประจำเดือนมักจะขาดไป

DMPA

  1. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิด Depomedroxyprogesterone acetate, DMPA ได้นำมาใช้ครั้งแรก ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 โดยใช้ในการรักษาการแท้งเป็นนิสัย (habitual abortion) และ Endometriosis ต่อมาประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 90 ประเทศ ได้นำมาใช้ เพื่อคุมกำเนิด
  2. สำหรับประเทศไทย ได้นำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปของสตรีไทย ประสิทธิภาพการคุมกำเนิด และภาวะแทรกซ้อนที่พบในคนไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ความดันโลหิต ความเข้มของเลือด ผลต่อสุขภาพจิต ความรู้สึกทางเพศ ผลต่อการทำงานของตับ และต่อมไทรอยด์ ตลอดจนการเกิดมะเร็งของเต้านม และปากมดลูก เป็นต้น
  3. นอกจากนั้น ยังได้มีการศึกษาผลระยะยาว ของยาฉีดคุมกำเนิด พบว่า ผลต่อสุขภาพจิต และความรู้สึกทางเพศ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบอุบัติการ เกี่ยวกับการเกิดมะเร็งเต้านม และปากมดลูก ความดันโลหิต และไม่พบการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ การทำงานของไต ต่อมไทรอยด์ ส่วนในตับ พบว่า ในรายที่ใช้ยานานเกิน 4 ปี ผิดปกติ 3%
  4. สำหรับอาการข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ เลือดออกกระปริบประปรอย หรือไม่มีเลือดออกมาเลย เป็นต้น

สารสังเคราะห์

Depo-medroxypregesterone acetate เป็นสารสังเคราะห์จำพวก โปรเจสเตอโรน (progesterone) ออกฤทธิ์โดยตรงต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้า และ hypothallamus เพื่อยับยั้งการสร้าง การเก็บ และการหลั่งของฮอร์โมน ganadotrophins ทำให้ไม่มีการตกไข่ จึงสามารถใช้ในการคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเหตุที่การฉีดยาคุมกำเนิดชนิด Depo-medroxypregesterone acetate ฉีดครั้งเดียว สามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 เดือน ปริมาณตัวยาสำคัญ ขนาดของอานุภาค และปริมาตรของการฉีด มีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยา

ฤทธิ์ของยาฉีดคุมกำเนิด

  1. ปัจจุบันยาฉีดคุมกำเนิดนั้น ฉีดครั้งหนึ่งมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้ 3 เดือนโดยจะฉีดบริเวณสะโพก เมื่อฉีดแล้วตัวยาจะอยู่ที่สะโพก และค่อยๆ ขับฮอร์โมนออกมา
  2. หลักการพิจารณาเริ่มฉีดยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิดก็เหมือนกับยากิน คือ ต้องเริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบเดือนก่อนที่รังไข่จะทำงาน ถ้ารังไข่ทำงานแล้วจึงฉีด มีโอกาสท้องได้เช่นกัน
  3. หลังจากฉีดยาคุมกำเนิด รอบเดือนจะผิดปกติเกือบทุกคน รอบเดือนจะมาไม่เหมือนเดิม ระยะแรกจะมากะปริดกะปรอย ไม่แน่นอน ฉีดนานๆ หลายเข็มเข้า ประจำเดือนจะหายไปเลย แต่ถ้าหยุดฉีดไประยะหนึ่ง ฮอร์โมนจากธรรมชาติก็เริ่มใหม่ ประจำเดือนก็จะมาปกติ
  4. บางคนเข้าใจผิดว่า ถ้าฉีดยานานๆ จะมีโอกาสเป็นหมัน พบว่าไม่จริง แต่อาจจะทำให้มีลูกช้าได้ คนที่ฉีดยาต้องวางแผน เพราะไม่ใช่เมื่อพร้อมที่จะมีลูก หรืออยากมีลูกเมื่อไรแล้วหยุดฉีดจะมีลูกได้ทันที แต่ต้องรอไประยะหนึ่ง เช่น ฉีดไป 2 ปีกว่า ยาจะหมดฤทธิ์ก็ต้องรออีก 9 เดือน ถ้าฉีดนานปีกว่านี้ก็จะรอยาวนานขึ้นอีก การจะใช้ยาฉีด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้ตรวจร่างกายให้พร้อม

ข้อควรระวัง

ข้อควรระวังในการใช้ยาฉีด เมื่อฉีดยาแล้ว อย่าไปคลึงหรือขยี้บริเวณที่ฉีด เพราะจะทำให้ตัวยาในร่างกายน้อยวันลง แทนที่จะอยู่ได้ 90 วัน หรือ 1 เดือน ก็อาจเหลือเพียงแค่ 80 วัน ถึงแม้การฉีดยาคุมนี้จะอยู่ได้ 3 เดือน แต่ส่วนใหญ่แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาฉีดก่อน 1 สัปดาห์

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาฉีดคุมกำเนิด ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดหัว หงุดหงิด ปวดท้อง วิงเวียนและอ่อนเพลีย

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที