โรคพบบ่อยช่วงฤดูฝน ตอนที่ 1 ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพได้แนะนำโรคติดต่อที่เกิดจากยุงกันไปแล้ว สำหรับตอนที่ 2 นี้ จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับการติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยได้ประกาศเตือนประชาชนทั้งหมด 5 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ (Food poisoning) และ โรคตับอักเสบ (Hepatitis)
จากสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2554 โรคติดเชื้อของระบบทางเดินอาหารที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เนื่องจากในฤดูฝนมีความชื้นในอากาศมากทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี อีกทั้งน้ำที่ใช้บริโภคอุปโภคอาจไม่สะอาดจึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารได้ง่าย ดังนั้นจึงควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมือและป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารกันครับ
1. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea)
โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติเกิน 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวัน โดยอาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจถ่ายบ่อยมากถึงกว่า 20 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้จะต้องที่ไม่เคยมีอาการถ่ายเหลวเป็นๆ หายๆ มาก่อน และอาการแบบเฉียบพลันนี้จะอยู่ไม่เกิน 2 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษที่เชื้อโรคผลิตขึ้นจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต หรือเชื้อหลายประเภทปะปนกัน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันพบได้ทุกช่วงอายุ ในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุมักเกิดอาการรุนแรง เชื้อก่อโรคที่เป็นไวรัส เช่น นอร์วอล์คไวรัส (Norwalk virus) โรต้าไวรัส (Rotavirus) อะดีโนไวรัส (Enteric-type adenovirus) ฯลฯ ส่วนเชื้อแบคทีเรียก่อโรค เช่น เชื้ออหิวาห์ตกโรค (Vibrio cholera หรือ Vibrio parahaemolyticus) เชื้ออีโคไล (E. coli) เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) เชื้อแอโรโมแนส (Aeromonas) เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter jejuni) ฯลฯ
การติดต่อ
เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อน หรือจากการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้อก่อโรค แล้วอาหารหรือน้ำนั้นไม่ถูกทำให้สุกนานพอจึงทำให้ยังมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ ซึ่งถ้าได้รับเชื้อโรคปริมาณมากพอก็จะทำให้เกิดอาการได้ และเมื่อเชื้อถูกขับออกมาในอุจจาระหากไม่ได้ถูกกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ ก็อาจปนเปื้อนกับแหล่งน้ำหรือสิ่งที่ใช้ประกอบอาหารต่อไป ทำให้เกิดการติดต่อถึงผู้อื่นได้อีก
เชื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายของคนมาจากอุจจาระที่มีเชื้อแล้วปนเปื้อนอยู่ในอาหารแล้วถูกรับประทานเข้าสู่ร่างกาย (Fecal-oral route) ซึ่งมักเกิดจากการถ่ายอุจจาระที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ไม่ถ่ายในห้องส้วม หรือหลังถ่ายอุจจาระแล้วไม่ล้างมือให้สะอาดพอแล้วใช้มือหยิบอาหารหรือสิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งต่างๆ ทำให้คนที่มากินอาหารหรือสัมผัสสิ่งของมีโอกาสได้รับเชื้อได้
อาการที่พบ ขึ้นกับชนิดของเชื้อ ส่วนใหญ่เชื้อมีระยะฟักตัว 1-3 วัน (ปกติไม่เกิน 1-2 วัน) แล้วจึงเริ่มปรากฏอาการ ได้แก่
อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนส่วนมากจะเกิดขึ้นกับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือภาวะขาดน้ำรุนแรง ปลายมือปลายเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลง ซึมลงหรือเพ้อไม่รู้ตัว อาจมีความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในเลือด ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถรักษาได้ด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำร่วมกับการให้เกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไป
2. โรคบิด
โรคบิด หมายถึงอาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกปนเลือดกะปริดกะปรอย มีอาการปวดเบ่งบ่อยครั้ง สมัยก่อนโรคนี้ถูกเรียกอยู่ 2 แบบคือ “โรคบิดมีตัว” และ “โรคบิดไม่มีตัว” ซึ่ง โรคบิดมีตัวหรือ “บิดอะมีบา” เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว (เชื้ออะมีบา)เข้าสู่ลำไส้ เช่นเชื้อเอนทามีบา (Entamoeba histolytica ) ส่วนโรคบิดไม่มีตัวหรือ “บิดชิเกลล่า” เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสกุล “ชิเกลล่า” (Shigella spp.) โรคบิดทั้งสองแบบนี้สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ โดยผู้ป่วยเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุมักมีอาการรุนแรงกว่าผู้ป่วยวัยอื่น เชื้อจะทำให้เกิดอาการปวดบิด ถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายมีมูกหรือมูกปนเลือด การรักษาคือการรับประทานหรือฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อในลำไส้ ร่วมกับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการโดยให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ
การติดต่อ
เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อบิดปนเปื้อนอยู่ แล้วเชื้อเข้ามาทำลายเยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่ ทำให้ผิวลำไส้ใหญ่อักเสบ จนอาจเกิดเป็นหนองหรือทำให้เกิดแผลที่ลำไส้ และเมื่อเชื้อถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับอุจจาระก็สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้โดยผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อนี้อยู่
อาการของโรคบิดมีตัว (หรือ บิดอะมีบา)
ระยะแรกผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก คลื่นไส้อาเจียน มีไข้สูง หลังจากนั้น อาการถ่ายอุจจาระเหลวจะลดลง แต่จะถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดมากขึ้น มีอาการปวดเบ่งเหมือนอยากถ่ายคล้ายถ่ายไม่สุด เชื้อเอนทามีบาอาจลุกลามจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดไปอวัยวะอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกิดฝีหนองที่ตับได้
อาการของโรคบิดไม่มีตัว (หรือ บิดชิเกลล่า)
หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 1-3 วัน จะเริ่มมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก คลื่นไส้อาเจียน ไข้สูง หลังจากนั้นอาการถ่ายอุจจาระเหลวจะน้อยลง แต่จะถ่ายมีมูกปนเลือดภายใน 12-72 ชั่วโมง โดยอาการจะคงอยู่นานประมาณ 3-5 วัน อาการถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด ถ่ายกะปริบกะปรอยบ่อยครั้งประมาณ 1-3 ครั้งต่อชั่วโมง ปวดเบ่งเหมือนอยากถ่ายคล้ายถ่ายไม่สุด อาจเกิดภาวะขาดน้ำเนื่องร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก อาการไข้มักหายเองภายใน 2-3 วัน ส่วนอาการปวดบิดถ่ายอุจจาระเป็นมูกอาจหายเองภายใน 3-5 วันโดยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ
การป้องกันการติดเชื้อ
อาการที่ควรไปพบแพทย์
ภาวะแทรกซ้อน
3. โรคไทฟอยด์
โรคไทฟอยด์ หรือ ไข้ไทฟอยด์ (Typhoid fever) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา ไทฟี (Salmonella typhi) โรคนี้พบได้ทุกช่วงอายุ แต่พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานหรือฉีดยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ
การติดต่อ
เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ โดยเชื้ออยู่ในอุจจาระจากมือที่ปนเปื้อนของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อนี้ เมื่อเชื้อเข้ามาสู่ร่างกายจะแบ่งตัวและทำลายเยื่อบุผิวลำไส้จนทำให้เกิดอาการ ผู้ที่ติดเชื้อจะสามารถแพร่เชื้อได้ตลอดเวลาตราบใดที่ยังคงพบเชื้อในอุจจาระ สำหรับผู้ที่มีเชื้อนี้ในร่างกายแต่ไม่ได้รับการรักษาก็จะมีเชื้ออยู่ในอุจจาระและสามารถแพร่เชื้อได้นานถึง 3 เดือน และพบว่าร้อยละ 5 เป็นผู้ที่เป็นพาหะเรื้อรัง
อาการที่พบ
เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 7-14 วันจึงจะเริ่มเกิดอาการ คือมีไข้สูงเฉียบพลัน ไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันเหมือนลักษณะขั้นบันได ไข้จะสูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง เบื่ออาหาร ท้องผูก เป็นประมาณ 7 วัน ต่อมาอาจถ่ายอุจจาระเหลวมีมูกเลือดปน
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคพาราไทฟอยด์ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อซัลโมเนลลา พาราไทฟี สายพันธุ์เอ หรือบี หรือ ซี (Salmonella paratyphi A หรือ B หรือ C) จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยโรคไทฟอยด์
การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรค
การป้องกันการติดเชื้อ
อาการที่ควรไปพบแพทย์
ภาวะแทรกซ้อน
โดยสรุป ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงเฉียบพลันไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อใดก็ตามที่กล่าวมา ในเบื้องต้นควรปฏิบัติตัวดังนี้
การป้องกันการติดเชื้อ
4. อาหารเป็นพิษ (Food poisoning)
ภาวะอาหารเป็นพิษ หรือ Food poisoning เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย หมายถึง ภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษที่สร้างจากเชื้อโรคนั้นๆ หรือจากสารพิษหรือสารเคมีที่ไม่ใช่เชื้อโรค ซึ่งครอบคลุมกว้างมาก อาการแสดง เป็นได้ทั้งคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลว ความรุนแรงของอาการขึ้นกับชนิดและปริมาณการได้รับสิ่งปนเปื้อนนั้น ๆ สามารถแบ่งชนิดของ ภาวะอาหารเป็นพิษ (Food poisoning) ออกเป็น 2 ชนิด คือ
ภาวะอาหารเป็นพิษที่ ไม่มีการอักเสบของเยื่อบุผนังลำไส้ จะเกิดจากมีสารพิษไปทำให้การทำงานของเยื่อบุผิดปกติไป โดยไม่มีการทำลายเยื่อบุ โดยสารพิษนี้อาจจะถูกสร้างหรือมีมาก่อนการรับประทานอาหาร หรือสร้างภายในทางเดินอาหารหลังจากการรับประทานอาหารก็ได้ หรือเกิดจากตัวเชื้อเองทำให้การทำงานของเยื่อบุผนังทางเดินอาหารผิดปกติโดยตรงก็ได้ ซึ่งเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้ออหิวาห์ตกโรค (Vibrio cholera), เชื้ออีโคไล ชนิดที่สร้างสารพิษ (Enterotoxic Escherichia coli (ETEC), เชื้อคลอสทริเดียม (Clostridium perfringens), บาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus), Staphylococcus spp., เชื้อไกอาเดีย(Giardia lamblia),เชื้อคริพโตสปอริเดียม (Cryptosporidium), โรต้าไวรัส (Rotavirus), โนโรไวรัส (Norovirus) หรือ เชื้ออะดีโนไวรัส (Adenovirus)
ภาวะอาหารเป็นพิษที่มีการอักเสบของเยื่อบุผนังลำไส้ เกิดจากสารพิษไปทำลายเยื่อบุผนังทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบ มีถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือมูกปนเลือด ซึ่งมักเกิดจากเชื้อเชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter jejuni), เชื้ออหิวาห์ตกโรค (Vibrio parahaemolyticus),เชื้ออีโคไล ชนิดที่ทำให้ทำให้มีถ่ายเป็นเลือด และรุกรานเซลล์เยื่อบุลำไส้ คล้ายโรคบิดจากเชื้อชิเกลล่า ทำให้มีไข้สูง ท้องเสียรุนแรง (enterohemorrhagic & enteroinvasive E. coli : EHEC และ EIEC), เชื้อเยอซินเนีย (Yersinia enterocolitica, เชื้อคลอสทริเดียม (Clostridium difficile), เชื้อเอนทามีบา (Entamoeba histolytica), เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือ ชิเกลล่า (Shigella) หรือ เกิดภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะอาเจียน ภาวะอ่อนแรง เป็นต้น
ภาวะอาหารเป็นพิษ ในบทความนี้ จะขอกล่าวถึง ชนิดไม่มีการอักเสบ ซึ่งเกิดจากสารพิษ enterotoxin ทำให้เยื่อบุผนังทางเดินอาหารเช่น เยื่อบุลำไส้ เกิดการทำงานที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการขับสารน้ำออกมากขึ้น รวมถึงการดูดซึมน้ำที่น้อยลงไป ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก และเกิดภาวะขาดน้ำได้ รวมถึงสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้เกิดภาวะอาเจียนรุนแรง แต่ไม่รวมถึง “สารพิษ” จากสัตว์เลื้อยคลาน เห็ดหรือโลหะหนัก
การติดต่อ
เกิดจากผู้ป่วยได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ สารพิษนี้อาจจะถูกสร้างจากเชื้อโรคมาก่อนการรับประทานอาหารหรือน้ำเข้าไป หรือถูกสร้างจากเชื้อโรคภายในทางเดินอาหารหลังจากการรับประทานอาหารหรือน้ำ โดยการปนเปื้อนของเชื้อโรคแต่ละชนิดนั้นจะขึ้นกับชนิดของอาหาร เช่น ข้าว นม เนื้อสัตว์-บก อาหารทะเล ผัก เป็นต้น ซึ่งอาหารหรือน้ำนั้นมักไม่ได้รับการทำให้สุกนานเพียงพอ ทำให้ยังมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่และสร้างสารพิษได้ ซึ่งสารพิษที่ถูกสร้างขึ้นมานี้ มีทั้งชนิดทนความร้อนและไม่ทนความร้อน หมายความว่า ถ้าเชื้อสามารถสร้างสารพิษชนิดที่ทนความร้อนปนเปื้อนในอาหาร ถึงแม้จะทำให้สุกสารพิษนั้นก็ยังสามารถก่อโรคได้
สารพิษโดยส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์และก่อโรคได้ไม่นาน ผู้ที่ได้รับสารพิษเพียงอย่างเดียวไม่มีเชื้อโรค มักจะไม่ส่งต่อ แต่อาจพบการระบาดได้ในกลุ่มสังคมหนึ่ง เช่น จากร้านอาหาร โรงเรียน โรงแรม หรือสถานที่อื่นๆ ที่มีการประกอบอาหารและแจกจ่ายไปให้คนหลายๆ คน ร่วมกัน
อาการที่พบ (Presentation)
อาการที่พบขึ้นกับชนิดของเชื้อโรคและชนิดของสารพิษที่ได้รับ ซึ่งสามารถก่อโรคได้แตกต่างกัน ส่วนมากจะแสดงอาการ ค่อนข้างเร็ว ไม่เกิน 24 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ 1-6 ชั่วโมง) หลังได้รับเชื้อหรือสารพิษ และระยะเวลาการเป็นโรค ไม่เกิน 3-5 วัน (ส่วนใหญ่ 1-2 วัน) อาการที่พบ ได้แก่ ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือน้ำปนเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง เป็นต้น
การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรค
การป้องกันการติดเชื้อ
อาการที่ควรไปพบแพทย์
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนเกิดในคนทั่วไปน้อยมาก แต่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก, ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงมากกว่า (กรณีนี้ ยกเว้น สารพิษอื่น ที่เกิดจากอาหารกระป๋อง, ปลาปักเป้า, เห็ดพิษ และโลหะหนัก)
5. โรคตับอักเสบ (Hepatitis)
โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบและเกิดการถูกทำลายของเซลล์ตับ ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆของตับผิดปกติ สามารถแบ่งเป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน และ โรคตับอักเสบเรื้อรัง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงโรคตับอักเสบที่ติดต่อกันช่วงฤดูฝน ซึ่งมักเกิดจากการติดต่อทางการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
สาเหตุของโรคตับอักเสบที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งไวรัสตับอักเสบที่สามารถติดต่อกันทางการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ (Hepatitis A virus : HAV) และ ไวรัสตับอักเสบชนิด อี (Hepatitis E virus : HEV) ซึ่งไวรัสตับอักเสบชนิด เอ สามารถพบได้ในประเทศไทย ส่วนไวรัสตับอักเสบชนิด อี นั้น พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่พบว่ามีการระบาดในประเทศไทย ไวรัสตับอักเสบทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถแพร่เชื้อได้ทางอาหาร ผัก ผลไม้ น้ำดื่ม
จากระบบสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้ำไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นสาเหตุที่สำคัญมากของการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และ อี ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ ในส่วนนี้ขอกล่าวถึงเฉพาะ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ที่พบได้ในประเทศไทย
การติดต่อ
ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ติดต่อจากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก สามารถแพร่เชื้อได้ทางการรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ ดื่มน้ำดื่ม ที่ปนเปื้อนเชื้อ ระยะเวลาที่จะเกิดการติดเชื้อได้สูงสุด จะเป็นช่วงที่เชื้อในอุจจาระของผู้ป่วยพบระดับสูงสุดใน 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ และจะลดลงเมื่อตับได้ถูกทำลายหรือมีระดับเอนไซม์ตับในเลือดสูงหรือแสดงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (จะพบภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด) หลังจากมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองไปแล้ว 1 สัปดาห์จะหมดระยะติดต่อของโรค
การระบาดของโรคมักเกิดจากการปนเปื้อนเชื้อในอาหารและน้ำ จากผู้ที่เป็นพาหะของโรค (โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร) และจากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุก หรืออาหารภายหลังปรุงสุกสัมผัสกับเชื้อโรค
อาการที่พบ (Presentation)
หลังจากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ จะมีระยะฟักตัวประมาณ 15-45 วัน (โดยเฉลี่ย 28-30 วัน) จะเริ่มมีอาการของตับอักเสบ ซึ่งไวรัสตับอักเสบชนิด เอ จะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน ในตอนแรกโดยทั่วไปจะมีไข้นำมาก่อน ร่วมกับปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย ระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ แบ่งตามอาการ ได้แก่
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ มักมีอาการในเด็กโตและผู้ใหญ่มากกว่าในเด็กเล็ก เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น จะหายจากโรคอย่างสมบูรณ์โดยไม่เป็นพาหะเรื้อรัง หลังจากติดเชื้อและหายจากโรคแล้วผู้ป่วยมักสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสได้ในระยะยาว ระยะเวลาของการป่วยนานประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน
การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็นโรค
การป้องกันการติดเชื้อ
อาการที่ควรไปพบแพทย์
มีอาการทรุดลง รับประทานอาหารไม่ได้ ไข้สูง ภาวะตัวเหลืองตาเหลืองรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน (ภาวะแทรกซ้อน จะพบในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบชนิด บี หรือ ซี มากกว่า) ภาวะแทรกซ้อน คือ ตับอักเสบชนิดร้ายแรง โดยเซลล์ตับจะถูกทำลายเกือบทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีอาการตาเหลืองมาก บวม อาจชักเกร็ง หมดสติ อาจทำให้เสียชีวิตในเวลารวดเร็ว ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
เอกสารอ้างอิง
ที่มา ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ ผู้เรียบเรียงบทความ นพ. วิรชัช สนั่นศิลป์
ที่ปรึกษาบทความ พญ. พรรณพิศ สุวรรณกุล อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที